วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
"การทุจริตเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง" ได้บานปลายขยายวงกว้างไปหลายจังหวัดจนเกือบจะทั่วประเทศแล้ว โดยพฤติการณ์การทุจริตที่พบคือมีการปลอมแปลงเอกสารเบิกจ่ายเงินฯ ผู้มีรายชื่อไม่ได้รับเงินเลย บางรายได้รับเงินแต่ไม่ครบตามจำนวนที่มีการเบิกจ่ายจริง ขณะที่ผู้ได้รับเงินกลับเป็นผู้ไม่อยู่ในเงื่อนไขการรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น
หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าไปดำเนินการตรวจสอบปรากฎว่า "การทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ฯ" ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2560-61 นี้เท่านั้นแต่มันมีมานานแล้ว โดยมีการทุจริตกันเป็นขบวนการ
พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ถึงการดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.จนถึง 18 มี.ค.61 ที่ผ่านมา
พ.ต.ท.วันนพ ได้เท้าความที่มาที่ไปก่อนที่จะพบมีการทุจริตเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งว่า "เดิมมีการช่วยเหลือคนจนมาตั้งแต่สมัยมีกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ต่อมามีการปรับเปลี่ยนจากกรมประชาสงเคราะห์มาตั้งเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) อยู่ใต้สังกัด พม.และงบที่จัดสรรให้ช่วยบเหลือคนจนก็ถูกเปลี่ยนมาอยู่ที่ พส.แทน"

จุดเริ่มต้นพบทุจริตมาจาก นศ.ร้อง ทบ.
จากนั้น พ.ต.ท.วันนพ ได้เปิดเผยถึงความเป็นมาเรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งว่า เรื่องนี้แรกเริ่มจากน้องนักศึกษา ได้มาร้องเรียนต่อ คสช.ที่จังหวัดขอนแก่น หลังจากร้องเรียนแล้วอาจจะมีปัญหาเกิดความล่าช้าด้วยสาเหตุส่วนตัวอะไรไม่ทราบ จึงทำให้น้องนักศึกษาตัดสินใจนำเรื่องมาร้องเรียนกองทัพบก (ทบ.) ซึ่งทุกเรื่องที่กองทัพบกรับเรื่องร้องเรียนก็จะมาประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยหากเรื่องที่เกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐก็จะส่งให้ ป.ป.ท.ทำ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงานอื่นกองทัพบก ก็จะไปดำเนินการต่อ ซึ่งเรื่องของน้องนักศึกษา ก็ถูกคัดเข้ามาสู่สารบบของ ป.ป.ท.
สำหรับเรื่องนี้เป็นกรณีที่น่าสนใจมาก เพราะน้องนักศึกษาได้บรรยายมาในหนังสือร้องเรียนที่มีความชัดเจนมากว่าให้กรอกรายละเอียดเอกสารอย่างไร รวมทั้งให้ปั๊มนิ้ว ฯลฯ และเอาบัตรประชาชนมาเขียนเอง ประกอบกับผมเองก็ทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.ป.ท.เขต 4 อยู่ด้วย จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบที่จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดแรกก่อนจะปรากฏเป็นประเด็นข่าวใหญ่ตามสื่อ ซึ่งได้ข้อมูลชัดเจนพบว่าการสั่งเบิกจ่ายงบประมาณผิดปกติมากมายจากข้อเท็จจริงที่ควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
จากนั้นได้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง จึงมีการตั้งข้อสังเกตของบอร์ดว่า "ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง" มีอยู่ทุกจังหวัดในประเทศไทยและเกิดเป็นคำถามว่าศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในจังหวัดอื่นมีปัญหาทุจริตงบเช่นเดียวกันหรือเปล่า จากนั้นจึงมีการลงมติว่าให้ตรวจสอบทั้ง 76 จังหวัด แต่ในส่วนศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กทม.นั้นการเบิกจ่ายอยู่ที่ส่วนกลาง จึงไม่รวมด้วย
.jpg)
เผยเริ่มตรวจสอบก็พบทุจริตหมดทุกที่
ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่นักสืบของ ป.ป.ท.จริงมีอยู่แค่ 300 กว่าคนจากนั้นจึงแบ่งเป็นชุดปฏิบัติการ 15 ชุด บวกกับเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมาร่วมกันจัดทีมลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งจากการพิจารณาข้อมูลบางพื้นที่คนไม่เยอะ แต่ทำไมได้งบประมาณจำนวนมาก จึงตั้งเป้าหมายเลือกศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในจังหวัดที่งบประมาณปี 2560 ได้รับตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปเป็นกลุ่มอันดับแรกที่ต้องตรวจสอบมี 31 จังหวัด และรวมกับที่ได้รับข้อมูลเบาะแสจากข้าราชการที่เกษียณไปแล้ว รวมทั้งชาวบ้านด้วยอีก 6 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 37 จังหวัด
"ป.ป.ท.ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 จากการที่ ป.ป.ท.ไปตรวจสัปดาห์แรกใน 3-4 จังหวัดก็เจอทุจริตหมดเลย เราก็คิดว่าเรื่องนี้มันไม่ธรรมดาแล้ว ต่อมามีข่าวเรื่อง "น้องแบม" น.ส.ปณิดา ยศปัญญา เกิดขึ้นทาง ป.ป.ท.จึงต้องเปิดเผยข้อมูลที่ได้ไปตรวจสอบและตั้งอนุกรรมการไต่สวนฯ ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว"
หนักสุดพบคนจนบางคนไม่ได้รับเงินเลย
ถามว่าหลักฐานชัดเจนขนาดไหนที่ ป.ป.ท.ไปตรวจสอบพบทั้ง 49 จังหวัดนั้น พ.ต.ท.วันนพ กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ตอบได้ว่าสิ่งที่เราตรวจสอบพบคือมีพฤติกรรมแบบนี้ จากการที่เอาฎีกาจากการทำเบิกที่มีลายมือเจ้าหน้าที่ทำเรื่องเบิกให้ใครบ้าง ชื่ออะไร แล้วมีใบรับเงิน มีเจ้าตัวตามปรากฏชื่อว่าเซ็นต์รับเงินไปจำนวนเท่านี้ และเอาเอกสารไปสอบยันกับคนที่มีชื่อ แต่คนที่มีชื่อบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องเลย ไม่เคยได้เงิน ลายเซ็นต์ไม่ใช่ลายมือของเขา หรือบางคนบอกว่ามีผู้นำท้องถิ่นนำใบแบบฟอร์มกระดาษเปล่ามาให้เซ็นต์ และดูเอกสารแล้วเจ้าตัวก็บอกว่าตอนที่เซ็นต์ชื่อไม่มีรายละเอียดอย่างที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เอามาให้ดูตอนนี้
"หนักสุดบางคนบอกว่าไม่ได้รับเงินเลย แต่ก็มีบางรายที่บอกว่าได้รับเงินเหมือนกันแต่ 1,000 บาทโดยผู้นำท้องถิ่นอาจจะสำรวจรายชื่อเบื้องต้นและนำไปให้ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศูนย์ต้องลงพื้นที่มาตรวจสอบเคสในแต่ละราย"
พ.ต.ท.วันนพ กล่าวต่อว่า "ส่วนการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้นทางเราจะดูในส่วนงบประมาณปี 2560 ก่อน แต่หากมีพยานบอกว่าเคยขอปี 2558 และปี 2559 รวมทั้งปี 2560 ไม่ได้รับเงิน เราอาจจะต้องตรวจสอบเช็คย้อนหลังเฉพาะรายไป แต่คงจะไม่ตรวจสอบทั้งระบบเหมือนงบปี 2560 ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควร"
.jpg)
สตง.เคยทำหนังสือพบการโอนงบผิดปกติ
พ.ต.ท.วันนพ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณนั้น โดยปกติทางกระทรวงจะต้องขอจากรัฐบาล ซึ่งเป็นเป็นเงินจัดไว้สงเคราะห์คนยากไร้ คนมีรายได้น้อย คนป่วยโรคเอดส์ติดเชื้อ โดยจัดสรรให้ พม.และ พม.ก็จัดสรรให้กรม พส.ต่อ ซึ่งเงินจะถูกโฮล์ด (hold)อยู่ที่ พส. ต่อจากนั้นจะแบ่งงบให้กับกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต หลังจากนั้นกองคุ้มครองสวัสดิภาพฯ ได้แบ่งงบประมาณจำนวน 123 ล้านบาท ไปให้กับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลทั้ง 76 จังหวัด
ขณะที่งบประมาณอีกส่วนจำนวน 370 ล้านบาทถูกแบ่งไปที่กองพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษซึ่งดูแลนิคมสร้างตนเอง 43 แห่ง และศูนย์พัฒนาราษฎรบนที่สูงหรือที่เดิมรู้จักกันว่า "ศูนย์ชาวเขา" มี 16 แห่ง โดยนิคมฯ รับงบไป 194 ล้านบาท ส่วนศูนย์ชาวเขาได้รับงบ 176 ล้านบาท
จากการสอบถาม พส.ถึงหลักเกณฑ์การจัดสรรงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งได้รับคำตอบตามเชิงวิชาการว่าคิดตามหลักเกณฑ์พื้นที่ แต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ และต่อมาได้ทราบว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยทำหนังสือว่าการโอนงบไปผิดปกติ ซึ่งต้องยกเครดิตให้ สตง.และคนที่โยกงบลงไปที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในจังหวัดต่างๆ คือผู้บริหารของ พส. จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการสอบปลายๆ ปี 2560 ที่มีประธานคณะกรรมการโดยปลัด พม.คนเก่าตั้ง ก่อนท่านจะเกษียณเล็กน้อย
พ.ต.ท.วันนพ กล่าวต่อว่า สตง.ตั้งข้อสังเกตว่างบต่างๆ ทั้งคนจน นิคม ฯลฯ ทำไมงบลงไปแบบไม่สม่ำเสมอ ซึ่ง สตง.ตรวจลงละเอียดว่าหากเอาหลักเกณฑ์อาณาเขตประชากร เส้นความยากจน ทำไมบางจังหวัดในปี 2558 ให้งบ 3 แสนบาท แต่ปี 2559 กลับให้ 3 ล้านบาท หรือบางจังหวัดในปี 2560 ให้งบ 10 ล้านบาท ซึ่งหลักเกณฑ์จะไม่สัมพันธ์กับจำนวนเงินแล้ว"
"สรุปว่าการจัดสรรงบประมาณในปี 2558, 2559 และ 2560 คือผู้บริหารสูงสุดของ พส.ที่เป็นคนจัดงบลงไปให้จึงเกิดเป็นข้อสังเกตว่าทำไมจังหวัดนี้ได้งบเยอะ จังหวัดนี้ได้งบน้อย ซึ่งทาง สตง.มีหนังสือไปถึง พม.ประมาณเดือนกรกฎาคม 2560 ถึงความผิดปกติในการโอนงบดังกล่าวไปให้กับหน่วยที่จะใช้ และอาจจะไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ด้วย"

พบชัดเจนคนจนถูกปลอมชื่อ-ไม่ได้เงิน
ส่วนที่มีกระแสข่าวพูดกันว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นคล้ายกับผู้บริหารระดับสูงสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำตัวเลขงบประมาณแล้วชงขึ้นมาด้วยการตบแต่งบัญชีจริงหรือไม่ ? พ.ต.ท.วันนพ บอกว่า กรณีนี้หากมีพยานบุคคลก็จะชัดเจน แต่จากการที่เราตรวจพบความผิดปกติ คือ ความสัมพันธ์หลักเกณฑ์ต่างๆ ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างที่ สตง.ตั้งข้อสังเกตไปว่าคุณจัดสรรให้โดยผู้บริหารอาจไม่ได้พิจารณาจากความจำเป็นใช้งบจริง แต่คงไม่ถึงขนาดว่า "ตามอำเภอใจ" เหมือนว่าอยากให้ใครก็ให้คนนั้นเยอะ อันนั้นเราคงไม่ดูรายละเอียดว่าใครสนิทกับใคร เพราะระดับอธิบดีต้องรู้จักข้าราชการทุกคน แต่ใครจะเป็นลูกรัก ไม่รัก รักมาก รักน้อย
แต่จากข้อมูลคือได้รับงบแบบไม่เท่ากันจนผิดปกติมาก อย่างเช่นบางจังหวัดในภาคอิสานเป็นจังหวัดเล็กๆ หรือบางจังหวัดในภาคกลางเป็นจังหวัดใหญ่แต่กลับได้รับงบน้อย
จากการลงพื้นที่ช่วงต้นๆ เดือนกุมภาพันธ์จะพบว่า จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ หนองคาย บึงกาฬ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ลงไปชาวบ้านก็บอกเราเลยว่าไม่ได้รับเงิน ถูกปลอมชื่อไปใช้ด้วย ที่ชัดเจนมากคือผู้ใหญ่บ้านที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำได้ว่าเขาให้สำเนาบัตรประชาชน ตอนที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจัดอบรมให้ความรู้การเดินสายไฟฟ้าในอาคาร และตอนอบรมเสร็จทางศูนย์ฯ ได้ขอสำเนาบัตรโดยบอกว่าเพื่อที่นำไปใช้ในการเบิกจ่ายค่าอบรม ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นหลักฐานที่ศูนย์คงเอาไปยืนยันว่ามีคนมาอบรมจริงจำนวนเท่าไร แต่พอเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เอาเอกสารให้เขาดูว่าเบิกเงิน 3,000 บาท ก็ตกใจว่าเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านแต่ถูกเอาชื่อไปใช้เบิกเงินเป็นผู้ยากไร้

สุดสะเทือนใจโกงแม้กระทั่งคนจนที่พิการ
พ.ต.ท.วันนพ บอกกับทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความสะเทือนใจอย่างชัดเจนด้วยว่า "มีเหตุการณ์น่าสะเทือนใจมากๆ คือ คนแก่อายุมากๆ ที่ยากจนจริงๆ ตามหลักเกณฑ์และยังพิการด้วย ซึ่งมีทั้งเป็นคนจนที่พิการทั้งมือและเท้า คนพิการนั่งรถเข็น เคยทำเรื่องเบิกแล้วไม่ได้เงิน ซึ่งเขาถูกอ้างชื่อและปลอมลายมือชื่อด้วย เขาก็ไม่มีแรงกำลังที่จะไปติดตามทวงเงินว่าเขาเคยยื่นเรื่องไว้นั้นได้เงิน หรือไม่ได้เงิน ซึ่งมีอย่างนี้ทั้งในภาคเหนือ ภาคอิสาน ภาคใต้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้จะจ่ายให้คนละ 3,000 บาทต่อครั้งและไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี"
"แต่ที่ ป.ป.ท.ตรวจสอบพบคือโกงเงินเขายังไม่พอ แถมยังไปเบิกชื่อเขา 4 ครั้งต่อปีคือเบิกเกินกว่ากำหนดที่จะต้องช่วยเขาปีละ 3 ครั้งก็มี โดยที่ชาวบ้านคนนั้นไม่ได้รับเงินเลยสักบาท หรือในภาคเหนือคนแก่ๆ อายุตั้งแต่ 70 ปี โดนกันทั้งหมู่บ้านก็มี เอาเอกสารให้เขาดูบอกยายเซ็นชื่อไม่เป็นนอกจากปั๊มมือ ซึ่งจากการที่เราทำแผนประทุษกรรมทุจริตงบฯสอดคล้องกับข้อมูลที่ "น้องแบม" นักศึกษาที่เล่าว่าเอาสำเนาบัตรประชาชนมานั่งกรอกข้อมูล และบางส่วนก็ให้ชาวบ้านปั๊มนิ้ว โดยมีคนสั่งว่าในรายที่อายุ 70 กว่าเอกสารไม่ต้องเซ็นชื่อให้ปั๊มนิ้วมือแทน น้องเค้าก็เลยปั๊มนิ้วตัวเองทุกนิ้วแทนทั้ง 10 นิ้ว"

พบ 4 ขั้นตอนคัดสรรคนจนไม่ตรงจริง
พ.ต.ท.วันนพ กล่าวว่า จากการตรวจสบช่วงแรกเราสงสัยว่าทำไมโกงกันได้ง่าย แต่พอเรามาย้อนดูพฤติการณ์พบว่าอธิบดีฯมอบอำนาจให้ ผอ.ศูนย์ฯ เป็นผู้อนุมัติจ่ายเงินได้เองจากคำสั่งปี 2558 ถ้าเราดูรูปแบบการเบิกจ่ายเงินมี 4 ขั้นตอนที่ส่อไปโปร่งใสเกิดขึ้นคือ
ขั้นตอนที่ 1 ศูนย์ฯไม่ได้ไปหารายชื่อคนยากจนมาด้วยตัวเอง โดยใช้วิธีให้ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิก อบต.ช่วยหามาให้แทนซึ่งไม่ได้มีการให้นิยามว่าคนยากจนไว้ แต่สรุปคือช่วยตัวเองไม่ได้ ครอบครัวมีความยากลำบาก ไม่มีอันจะกิน ซึ่งถ้าเป็นคนที่มีเงินเดือนก็ไม่ตรงเงื่อนไขรับเงินนี้ หรืออีกวิธีการมีคนมายื่นเรื่องที่ศูนย์ฯเองว่าตัวเองเป็นคนยากจน ลำบาก หรือเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ว่าจะมีชื่อเมียกำนัน สมาชิก อบต. ข้าราชการบำนาญ ลูกจ้างในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับเงิน นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อคนรวยที่สุดในหมู่บ้านถูกปลอมชื่อเข้ามาด้วย
ขั้นตอนที่ 2 ต้องให้นักพัฒนาสังคมหรือนักสังคมสงเคราะห์ ไปตรวจเยี่ยมบ้านทุกเคสที่มีการร้องขอเข้ามา ถ้าเจ้าหน้าที่ลงไปดูในพื้นที่ดูบ้านที่อยู่ก็ต้องรู้แล้วว่าฐานะเป็นอย่างไร เพราะบ้านสมาชิก อบต.คงไม่มีสภาพยากจน ซึ่งในขั้นตอนนี้ถ้าลงสำรวจในพื้นที่แล้ว จะต้องพบว่าจนจริงหรือไม่ ซึ่งตรงนี้น้องนักศึกษา บอกว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ให้เขียนสภาพบ้านได้ 2 แบบเท่านั้น คือ บ้านหลังคามุงจาก กับบ้านหลังคามุงสังกะสี เพื่อให้รู้สึกว่าจนจริงต้องช่วย 3 ครั้งต่อปี
ขั้นตอนที่ 3 เป็นการวินิจฉัยโดยผู้ทำหน้าที่นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระดับรองจาก ผอ.ศูนย์ฯว่า คนนี้ปีนี้จะให้เงินช่วยเหลือเท่าไร และกี่ครั้ง
หากขั้นตอน 1 และ 2 ถูกต้อง และขั้นตอนที่ 3 วินิจฉัยเที่ยงตรงก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ใช่ก็เป็นปัญหา
ขั้นตอนที่ 4 เป็นการอนุมัติเซ็นต์และเบิกจ่ายเงิน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ผอ.ศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นคนอนุมัติจ่ายเงิน ทำการแทนอธิบดี พส.ตามที่ได้รับมอบอำนาจมา โดยเมื่อทำหลักฐานยื่นเบิกงบเสร็จ จากนั้นก็เบิกเป็นเงินสดออกมาแล้ว ผอ.ศูนย์ฯ ไปจ่ายเงินเองบ้าง แต่เท่าที่สอบจะมีเจ้าหน้าที่ที่ไว้ใจได้เป็นคนไปจ่ายเงินให้ ซึ่งถ้าทำถูกต้องเอาเงินไปจ่ายจริงก็ไม่มีปัญหา

แจ้งข้อกล่าวหาทุกคนไม่เว้น ผอ.ศูนย์
อย่างไรก็ตาม เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมแม้ว่าไม่มีการทุจริตเพราะทุกขั้นตอนดำเนินการเบ็ดเสร็จภายในศูนย์ฯ โดยที่ไม่คนนอกเข้าร่วมตรวจสอบและเป็นการเบิกเงินสดมาถือไว้ไม่มีการขีดเส้นกำหนดเวลาจ่าย
พ.ต.ท.วันนพ กล่าวว่า "ถ้าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เอาหลักฐานที่ชาวบ้านได้รับเงินไปให้เขาดู ถ้าเขาเห็นบอกไม่ได้รับเงินจริงอย่างนี้ทุจริตหรือไม่ ต้องไปคิดกันเอาเอง แต่เรายังพบว่าในส่วนที่ผู้ว่าฯ ไปออกงานแล้วก็ถ่ายรูปว่าผู้ว่าฯ แจกเงินให้คนจน อันนี้จะได้รับเงินเต็ม แสดงว่าถ้ามีสักขีพยาน ไม่ใช่เขาทำกันเองจะทำให้โปร่งใส หรือให้เงินไปถึงตัวคนรับโดยตรงอย่างเอาเงินเข้าบัญชี"
"ตอนนี้บอร์ด ป.ป.ท.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 7 จังหวัดโดยตั้งจังหวัดละ 1 ชุดต่อ 1 ศูนย์ ซึ่งแต่ละชุดจะมีเจ้าหน้าที่ 7-9 คนก็จะตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง จากนั้นขั้นตอนต่อไปหากพบผิดจริง ป.ป.ท.จะแจ้งข้อกล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมี ผอ.ศูนย์รวมอยู่ด้วยจะต้องมาชี้แจงเพื่อให้การสอบปากคำ ซึ่งอาจจะปรากฏความจริงว่าโยงถึงใครในระดับที่สูงกว่าหรือไม่"
.jpg)
ลั่นตรวจสอบโยงถึงใครดำเนินคดีหมด
เมื่อถามว่าแล้วใครจะต้องรับผิดชอบต่อการทุจริตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้บ้างนั้น? พ.ต.ท.วันนพ บอกว่า คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนอกจากต้องรับผิดทั้งทางวินัยร้ายแรงและทางอาญาแล้วยังต้องรับผิดทางแพ่งด้วย เพราะเงินนี้เป็นเงินหลวงเมื่อมีการสูญหายหรือเบียดบังไปต้องมีการชดใช้ หรือที่เรียกว่าความผิดทางละเมิดจะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินทางแพ่งอีกด้วย โดยขั้นนี้เรายังอยู่ระหว่างการสอบพยาน ซึ่งจะพยายามตรวจสอบให้ได้มากที่สุดว่าได้รับเงินเท่าไร หรือไม่ได้รับเงินเลย ซึ่งจะได้รวบรวมตัวเลขความเสียหายต่อไป ขณะที่บางคนไม่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับเงินต้องเรียกคืน ส่วนคนที่ต้องได้แต่จ่ายเต็มจำนวนหรือไม่ได้รับเลยตรงนี้ทาง พส.ต้องเข้าไปเยียวยา
ขณะนี้เท่าที่ ป.ป.ท.ตรวจสอบพบในส่วนเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้น จากการตรวจสอบตามเอกสารที่ปรากฏในการเบิกจ่าย จะดำเนินการกับคนที่มีพยานหลักฐานยืนยันหรือมีความเกี่ยวข้องในเอกสาร อย่างเช่นการอนุมัติเบิกจ่ายนั้นมีคนเดียว คือ ผอ.ศูนย์คุ้มครองฯทั้งหมดทุกคนที่เซ็นต์ก็คงต้องโดน ถัดมาคนที่ไปรับรองในเอกสาร คนที่สามคนที่ไปวินิจฉัยเพราะเป็นคนที่อยู่ในกระบวนการเบิกจ่ายฎีกานี้ เพราะฉะนั้นคุณต้องรับผิดชอบ
สมมติว่าศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแห่งหนึ่งมีอยู่ 10 คน ซึ่งถ้า 10 คนนี้มีอยู่ 3 คนที่ไม่เคยเซ็นต์อะไรเลยก็จะรอดไป แต่ถ้าใครเซ็นต์โดยถูกต้องก็ไม่มีปัญหาก็จบไป แต่ถ้าใครไปเซ็นต์รับรองหรือวินิจฉัยผิดไปจากความถูกต้องก็ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นแต่ละศูนย์อาจมีผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่เหมือนกัน บางศูนย์เจ้าหน้าที่อาจจะโดนน้อย แต่บางศูนย์เจ้าหน้าที่อาจจะโดนยกศูนย์ หรือโดนแค่ ผอ.ศูนย์กับคนรอง ก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเอกสารที่ตรวจสอบพบ แต่บางคนอาจโชคดีที่เราไปตรวจแล้วไม่พบเขาก็อาจหลุดแต่คนที่ต้องรับแน่ๆ คือ ผอ.ศูนย์ซึ่งเป็นคนที่อนุมัติจ่ายเงินในส่วนของศูนย์แต่ละแห่ง ทำการแทนอธิบดี
"คนที่อยู่ในขั้นตอน 2,3 และ 4 ต้องรับผิดชอบ ผอ.ศูนย์ฯ ซึ่งเป็นคนที่อนุมัติจ่ายเงินในส่วนของศูนย์แต่ละแห่ง แต่หลังอนุมัติจ่ายเงินแล้วเงินจะกลับไปอย่างไร ป.ป.ท.ต้องไปสอบต่อ ถ้า ผอ.ศูนย์เล่าให้ฟังหมดก็ง่าย ก็จบแต่ถ้า ผอ.ศูนย์รับเองว่าเป็นคนทำทั้งหมดก็จบอยู่ที่ ผอ.ศูนย์ แต่หากให้การโยงไปถึงใครคนนั้นก็โดน ขณะนี้ ป.ป.ท.ยังไม่ได้ลงไปสอบแต่มีข้อมูลมาว่าข้างล่างระดับรองจาก ผอ.ศูนย์ก็โยนมาที่ ผอ.ศูนย์แล้วว่า ผอ.ศูนย์นั่นแหละเป็นคนสั่งให้ทำ มันไม่มีใครยอมตายหรอก เพราะว่าต้องรับผิดชอบทางคดีละเมิดด้วย แต่ยังไงก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ผู้เกี่ยวข้องจะให้การ"
.jpg)
เผย จนท.สุดสะเทือนใจเห็นคนพิการถูกโกง
พ.ต.ท.วันนพ เปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ตอนนี้ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ไม่มีวันหยุดนานเป็นเดือนแล้ว แต่เราอยากปิดจ๊อบตรวจสอบให้ครบทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งแรกๆ ที่ ป.ป.ท.ทำเรื่องนี้ คิดว่าจะทำเพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษ ดำเนินคดี แต่พอๆ ทำไปแล้วไม่ใช่แล้ว ตอนนี้ความรู้สึกน้องๆ เปลี่ยนหมดแล้ว นอกจากจะนำตัวคนทำผิดมาลงโทษให้ได้แล้ว เกิดความเห็นใจว่าไปทำกับคนจนได้ยังไง ครั้งนี้ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ปีหน้า หรือปีต่อๆ ไปไม่ควรเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก เพราะจากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบจะเห็นภาพของคนพิการ ที่ถูกโกง ซึ่งมันสะเทือนใจมาก
"เท่าที่คุยกับน้องๆ เจ้าหน้าที่ทัศนคติเดิมเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่ต้องการเอาตัวคนทำผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ตอนนี้เราคิดว่าทำเพื่อคนจนและสังคม ว่าทำยังไงให้คนจนได้รับเงินตามสิทธิ์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งรัฐจัดให้แล้วเพื่อจะยกระดับคุณภาพชีวิต แต่กลับไปเบียดบังเงินเขา เราต้องการให้มีมาตรการอุดช่องโหว่ ช่องว่างให้ชาวบ้านได้รับเงินเต็มเม็ด เต็มหน่วย"
มาถึงตรงนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ใครคือ "ไอ้โม่ง"
อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าจะถามหา "ไอ้โม่ง" ที่อยู่เบื้องหลังโคตรโกงเงินคนจน คนพิการและผู้ป่วยเอสด์เป็นใคร ก็คงต้องย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริงที่พบมีปัญหาหนักสุดในช่วงปี 2558-2560 ต้องไปดูว่าใครเป็นผู้บริหารในช่วงเวลานั้น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นมีข้าราชการ พม.ที่ดีๆ ทั้งที่ลาออก และเกษียณราชการไปแล้วได้ให้ข้อมูลว่าเรื่องนี้มีปัญหามานานแล้วตั้งแต่สมัยยังเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจจะมีบ้าง บางจุด บางคน แต่ว่ามามีปัญหาทุจริตหนักสุดในช่วง 3 ปีท้ายๆ นี้เอง
.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี