Logo วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
537.jpg
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
‘องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก’  กว่าทศวรรษสนับสนุนไทยร่วมลดโลกร้อน

‘องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก’ กว่าทศวรรษสนับสนุนไทยร่วมลดโลกร้อน

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
Tag : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) หมายถึงการที่ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านเข้ามาในโลกแต่ไม่สามารถออกไปจากโลกได้เนื่องจากชั้นบรรยากาศของโลกมีก๊าซบางชนิดปกคลุมอยู่ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์มีเทน ไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน มากกว่าสมดุลตามปกติของธรรมชาติเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไปเพิ่มปริมาณก๊าซดังกล่าวให้มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น ซ้ำร้ายก๊าซบางชนิดยังทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนของโลก ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์เข้ามามากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

ด้วยเหตุนี้ในระดับนานาชาติจึงมีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) เริ่มใช้ในปี 2548 ทว่าในความเป็นจริงก๊าซเรือนกระจกมักถูกปล่อยจากบรรดาประเทศที่ใช้อุตสาหกรรมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงเกิดกลไกหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) ให้ประเทศเหล่านั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วไป “ซื้อโควตา” จากประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพ ให้ทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกแทนตน


สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2550 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นมีมติเห็นชอบให้จัดตั้ง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ขึ้นเนื่องจากไทยเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาโครงการที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กลไก การพัฒนาที่สะอาด (CleanDevelopment Mechanism : CDM)ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินโครงการที่มีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างยั่งยืน

ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) หรือเรียกย่อๆ ว่า“อบก.” กล่าวถึงภารกิจตลอด 11 ปีของการก่อตั้งหน่วยงาน ว่าแม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยตรง แต่ทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีการออกพ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 ได้มีประกาศตาม พ.ร.บ. นี้เพิ่มเติมในปี 2553 ให้รวมคาร์บอนเครดิตเข้าไปด้วย ซึ่งสามารถปรับใช้กันได้

ทั้งนี้ในปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นการซื้อขายโดยสมัครใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยผู้พัฒนาโครงการเพื่อนำไปขอยื่นขายคาร์บอนเครดิต ต้องจัดทำรายงานประกอบการพิจารณา เรียกว่า“T-VER” (Thailand Voluntary EmissionReduction Program) หรือการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย โดยมีการตรวจสอบความใช้การได้ (Validation) จากผู้ประเมินภายนอก ก่อนนำมาขอขึ้นทะเบียนกับทาง อบก.

ซึ่งเมื่อโครงการใดได้ขึ้นทะเบียน T-VER และเริ่มดำเนินโครงการแล้ว ผู้พัฒนาโครงการจะต้องติดตามผลว่าโครงการของตนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่เสนอไว้ได้ โดยจะมีการสอบทานยืนยัน (Verification) อีกครั้ง เพื่อรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกของโครงการนั้นๆ และออกคาร์บอนเครดิตให้สามารถนำไปใช้ซื้อขายในตลาดภาคสมัครใจภายในประเทศได้

“โดยทาง อบก. เอง ก็มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้อย่างต่อเนื่องมีการสนับสนุนการตรวจสอบความใช้การได้ของโครงการรวมถึงการสอบทานยืนยัน จัดกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขายอย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกมีโอกาสพบผู้เกี่ยวข้องในตลาด สร้างเครือข่ายระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมให้ผู้พัฒนาโครงการของไทยได้เจรจาธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตรวมถึงร่วมลงทุนพัฒนาโครงการ ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัทที่สนใจซื้อคาร์บอนเครดิตของโครงการในไทยผ่าน อบก. มากกว่า 100 บริษัท”

อย่างไรก็ตาม อบก. ยังมีภารกิจอื่นนอกเหนือจากการส่งเสริมและควบคุมมาตรฐานการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของไทย นั่นคือการเป็นศูนย์กลางข้อมูลสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก ให้ความรู้และคำแนะนำทางวิชาการด้านการจัดการจัดการก๊าซเรือนกระจก พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้วยการสร้างความรู้และความตระหนักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

11 ปีของ อบก. พบว่ามีหลายภาคส่วนให้ความสนใจเข้าร่วมทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจก โดย 3 อันดับโครงการยอดนิยม อันดับ 1 “พลังงานทางเลือก” (Alternative Energy : AE) เช่น กังหันผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ไบโอดีเซล ก๊าซชีวภาพ ฯลฯ มีตั้งแต่ระดับภาครัฐทั้งหน่วยงานด้านพลังงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชนที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม รวมๆ กันแล้วคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1.49 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e / y)

อันดับ 2 “การจัดการขยะและของเสีย” (Waste Management) นำมาผลิตเป็นพลังงานหมุนเวียน มีทั้งบริษัทเอกชน อปท. มหาวิทยาลัย คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.43 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e / y) และ อันดับ 3 “การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า” (Energy Efficiency)เป็นอีกโครงการที่ได้รับความนิยมจากหลายหน่วยงาน นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้วยังมีผู้ประกอบการโรงแรมรวมถึงธนาคารเข้าร่วมด้วย โดยคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4.58แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e / y)

รวมถึงยังมีโครงการประเภทอื่นๆ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ป่า (Forest) การเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Agriculture) ทั้งนี้แนวโน้มในทางสากล มีความเป็นไปได้ที่ตลาดคาร์บอนเครดิตจะกลับมามีมูลค่าสูงหลังปี 2563 สืบเนื่องจาก ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2558 ทำให้ประเทศต่างๆ ทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนดให้สายการบินซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน

ถึงกระนั้น แนวโน้มของตลาดคาร์บอนในอนาคต แต่ละประเทศอาจมีตลาดของตนเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ แต่ตลาดคาร์บอนของชาติต่างๆ อาจเชื่อมโยงกันเป็นเครื่องมือเพื่อให้แต่ละประเทศสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตกันได้ซึ่งต้องรอความชัดเจนในการใช้ผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ถ่ายโอนระหว่างประเทศ (International Transferred Mitigation Outcomes : ITMO) ภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีสเสียก่อน ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางราวปลายปี 2561!!!

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

เชาว์ ท้าชน ศุภชัย ปมเขากระโดง ซัดบิดเบือนกฎหมายฟ้องปิดปาก

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่โจมตีเรือทุกลำ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากถล่มระลอกใหม่

รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

ยื่นร้องสู้ช่องโหว่เยียวยา! 'ตี๋น้อย' สะเทือนยอดหด สมาคมฯ ชงนายกฯ ต่อลมหายใจธุรกิจ

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved