วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
“สกปรก”, “ไม่เป็นระเบียบ”, “กีดขวางทางเดิน”, “ล้าหลังไร้อารยะ” เป็นนิยามที่คนจำนวนไม่น้อยให้นิยามกับ “หาบเร่แผงลอย” นำมาสู่เสียงสนับสนุนมาตรการจัดระเบียบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงรัฐบาลโดยคณะรักษาความแห่งชาติ (คสช.) “ยกเลิกจุดผ่อนผัน” จำนวนมากที่ผู้บริหารทั้ง กทม. และรัฐบาลส่วนกลางในยุคนักการเมืองจากการเลือกตั้งทุกพรรคปล่อยให้จัดตั้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถึงกระนั้นภาครัฐก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายทั้งผู้ค้า นักวิชาการ ตลอดจนนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม (NGO) ว่าใช้วิธีทำนอง “กวาดล้าง” ผู้ค้าแบบไม่ประนีประนอม “ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก” จึงมีคำถาม “จะยั่งยืนจริงหรือ?” เพราะที่ผ่านมา “พรรคการเมืองต่างๆ ล้วนแสดงท่าทีเห็นใจผู้ค้า” จึงมีความเป็นไปได้ว่าหลังมีการเลือกตั้ง จุดผ่อนผันที่ถูกยกเลิกไปก็จะกลับมาด้วยเหตุที่ข้อกฎหมายเปิดช่องอนุญาตให้ตั้งได้
รวมถึงอีกคำถามหนึ่ง “แผงลอยเลวร้ายในตัวเองหรือเป็นที่การบริหารจัดการกันแน่?” เพราะมีผู้ค้าบางจุดที่ “ทำได้ดีถึงขั้นคว้ารางวัล” ดังเรื่องเล่าจาก “ผู้ค้าชาวอ่อนนุช 70” ว่าด้วยการต่อสู้กับการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของภาครัฐกวาดล้างพื้นที่ค้าขายของพวกเขา ในเวทีสัมมนา “จัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ร่วมกันคิดสู่แนวปฏิบัติ” ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อปลายเดือน 26 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา

ปวีณา สาดและ ตัวแทนชาวตลาดปากซอยอ่อนนุช 70 เล่าว่า พื้นที่ตลาดนั้นเป็นพื้นที่ว่างเหลือตรงหัวมุมถนนและถูกกำหนดให้เป็นจุดผ่อนผันสามารถทำการค้าได้ โดยก่อนหน้ายุครัฐบาลปัจจุบัน “ผู้ค้ากับภาครัฐมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเรื่อยมา” เช่น สำนักงานเขตประเวศ ซึ่งรับผิดชอบท้องที่มาช่วยถมที่ให้สูง ตีเส้นแผงค้าให้เป็นระเบียบ ส่วนผู้ค้าก็ลงขันกันทาสีแผงค้า ทำเต็นท์คลุมพื้นที่อย่างสวยงาม
“ทุกปีเราจะไปตรวจสุขภาพด้วยการตรวจเลือดและเอกซเรย์ปอด ถ้าใครเป็นโรคที่แพร่เชื้อได้ก็จะไม่ได้ขาย ตรวจจากกรมอนามัยเท่านั้น เราได้รับใบรับรองอาหารปลอดภัยจากผู้ว่าฯ กทม. ทุกสมัย กรมอนามัยเป็นคนมาสุ่มตรวจวัตถุดิบของเรา แล้วเราก็ได้รางวัลนี้มา หรือการปรับปรุงมาตรฐานทางกายภาพก็ชนะได้รางวัลมาอีก กิจกรรมส่งเสริมสุขาภิบาลอาหารริมบาทวิถี ชนะทั้ง 50 เขต เขตประเวศชนะตลาดเราก็ยังโดนยกเลิก” ปวีณา กล่าว
จากวันคืนอันแสนสงบสุข “เมฆดำทะมึน” นโยบายของภาครัฐที่มองผู้ค้าข้างถนนเป็นปัญหาสังคมก็คืบคลานเข้ามาถึงชาวตลอดอ่อนนุช 70 ไล่ตั้งแต่ 8 ม.ค. 2561 เขตประเวศเรียกผู้ค้าทั้งหมดไปแจ้งให้ทราบว่าไม่สามารถให้ค้าขายต่อไปได้อีกให้ออกจากพื้นที่เสีย 9 ม.ค. 2561 ผู้ค้าชาวอ่อนนุช 70 รวมตัวไปยื่นหนังสือชี้แจงที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ขอให้ชะลอออกไปก่อนเพราะทางเขตยังไม่ได้หาพื้นที่ใหม่รองรับ
11 ม.ค. 2561 “วันอันชุลมุน” ในช่วงเช้าเรื่องราวของตลาดอ่อนนุช 70 เริ่มได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน มีนักข่าวมาลงพื้นที่สำรวจ ในช่วงบ่ายทางเขตเริ่มนำต้นไม้มาปิดกั้นพื้นที่” เพื่อไม่ให้ผู้ค้ามาตั้งแผงค้าได้ และในช่วงเย็นผู้อำนวยการเขตชี้แจงว่าได้หาพื้นที่ค้าขายใหม่รองรับไว้แล้ว จากนั้น 12 ม.ค. 2561 ด้านหนึ่งฝ่ายผู้ค้าและฝ่ายสำนักงานเขตไปเจรจากันผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์ ฝ่ายเขตบอกว่าตลาดแห่งใหม่ผู้ค้าไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่อีกด้านหนึ่งในพื้นที่ก็มีการนำรถก่อสร้างเข้ามาขุดเจาะ พร้อมติดป้ายขอบคุณที่ผู้ค้ายินยอมย้ายออกทั้งที่ผู้ค้ายังไม่ตกลง
“วันรุ่งขึ้นเราไปตลาดที่ ผอ. เขาบอก ห่างจากจุดเดิม 5.5 กิโลเมตร ไปถึงเวลาเที่ยงไม่มีลูกค้าสักคน ร้านค้าน้อยด้วย แม่ค้าแถวนั้นก็บอกว่าลูกค้าที่นี่ถ้ามีแค่ 100 คนก็ 100 คน ด้านหลังที่โล่งๆ คือเขาออกไปหมดแล้วสู้ค่าเช่าไม่ไหว ก็ไปถามผู้จัดการคลาดว่าถ้าจะพาผู้ค้าห้าสิบกว่าร้านมาขายจะได้ไหม? เขาบอกเข้าไม่ได้เพราะยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย หลังคาก็ขาดถังดักไขมันก็ยังไม่ได้ทำ เราบอกว่า ผอ.เขตบอกให้มาและไม่เสียค่าเช่า เขาบอกว่าเสียค่าเข้าร้านละ 1,000 บาท มิเตอร์น้ำและไฟฟ้าอย่างละอีก 1,000 บาท และห้ามนำรถเข็นเข้าต้องทำเป็นเคาน์เตอร์

ทุกอย่างเราต้องเสียหมดไม่ได้ฟรีอย่างที่วาดไว้ เราไม่สามารถเข้าไปทำการค้าได้ หลังจากนั้นเราก็รอเวลาแต่ก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี? หนังสือที่เราไปยื่นไว้เขาก็ไม่ตอบกลับมาสักที ทางเขตไม่เคยส่งหนังสือกลับมาหาเรา 18 ม.ค. 2561 เราย้อนกลับไปศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เราก็นั่งรอผู้ว่าฯ กทม. จนคนแก่เป็นลมจึงได้เข้าไปเจอเลขาท่านผู้ว่าฯ เขาก็เชิญ ผอ.เขตมา เราก็โต้เถียงว่าตลาดมันเข้าไม่ได้ มีคลิปเป็นหลักฐาน เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปถามนักกฎหมายให้ว่าจะให้เรากลับมาขายของได้ไหม?” ปวีณา ระบุ
หลังได้ทราบข้อมูลว่า “เหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์ก่อนพื้นที่ขายเดิมจะกลายเป็นสวนหย่อม” ในที่สุดผู้ค้าจึงตัดสินใจ “เป็นอย่างไรก็เป็นกัน” จะรอไม่ได้แล้ว 2 ก.พ. 2561 เมื่อพระอาทิตย์ตกดินและความมืดเข้าปกคลุม ทีมผู้ค้าเดินทางเข้าพื้นที่นั้น จัดการทำให้โล่งเท่าที่จะทำได้และนำรถเข็นเข้าประจำจุดเดิม อย่างที่เคยทำมาตลาดก่อนถึงวันถูกจัดการ 6 ก.พ. 2561 เจ้าหน้าที่รัฐทั้งเทศกิจ ตำรวจ ทหาร สนธิกำลังกันเข้ามาขับไล่ผู้ค้าให้ออกนอกพื้นที่
แต่ผู้ค้าข้างทางที่ “มีชีวิตวันต่อวัน” ถ้าไม่ได้ค้าขายก็ไม่มีรายได้ “หลายคนเป็นหนี้นอกระบบ” ไม่อาจถอยได้อีก ทำให้ในที่สุดฝ่ายรัฐต้องยอมล่าถอยไปเอง ต่อมา “เครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” อันเป็นการรวมตัวของผู้ค้าแผงลอยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐทั่วกรุงเทพฯ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการพาไปร้องเรียนที่ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)ซึ่งตอนแรกได้รับคำแนะนำให้ไปเช่าพื้นที่ปั๊มแก๊สเก่าซึ่งไม่ไกลจากจุดค้าขายเดิมมากนัก ก็พบว่า “ค่าเช่าเดือนละ 240,000 บาท ตกร้านค้าละสี่พันกว่าบาท” สู้ราคาไม่ไหว
18 เม.ย. 2561 “เส้นตายครั้งสุดท้าย” ที่ทางเขตกำหนดให้ผู้ค้าต้องออกนอกพื้นที่ “เหลือเพียงจุดเดียวที่ยังไม่ไป” ฝ่ายผู้ค้าและผู้สนับสนุนช่วยกันร่างหนังสือถือประธานสภา กทม. และโชคดีที่ กทม. มีการสั่งชะลอคำสั่งรื้อย้ายออกไปก่อนฝ่ายผู้ค้าจึงตัดสินใจ “ทำประชาพิจารณ์” สอบถามความคิดเห็นจากชุมชนโดยรอบว่าอยากให้ตลาดอ่อนนุช 70 มีอยู่ต่อไปหรือไม่?

“ตรงนั้นมีมัสยิด 5 แห่ง เราก็ไปขอสนับสนุนจากเขาว่าต้องการให้มีตลาดชุมชนไหม? หรือต้องการสวนหย่อม? เขาก็อยากให้เรามีตลาดชุมชนเพราะละแวกนี้สวนหย่อมเยอะแล้วและสวยด้วย สวนหลวงกับประเวศอยู่ติดกัน ทางเครือข่ายก็แนะนำว่าให้เราตั้งชมรมตั้งกฎระเบียบขึ้นมา ผู้ค้าจะได้อยู่ในกรอบ” ปวีณา เล่าถึงก้าวสำคัญที่นำไปสู่การฟื้นฟูตลาด
เมื่อได้กลับมาค้าขายในจุดเดิม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ปรับพื้นที่ที่ถูกขุดทำลายไป” เช่น ลงขันกันซื้อดินมาถมไม่ให้เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ไม่สามารถเทปูนได้เพราะยังไม่ใช่คำสั่งอนุญาตอย่างเป็นทางการ มีการวางแนวสายไฟไม่ให้สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ทาสีแผงค้าให้สวยงาม และหยุดค้าขายเพื่อทำความสะอาดตลาดในทุกวันจันทร์อย่างที่เคยทำมาในอดีต ผลของการต่อสู้ครั้งนี้ยังทำให้ “ตลาดกับชุมชนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น” มีกิจกรรมการกุศลที่ทางตลาดไปออกร้านแล้วมอบรายได้ให้โรงเรียนและมัสยิด
“มีโครงการอบรมการทำอาหารฮาลาล (Halal = อาหารที่ทำอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม) เราไปเสนอว่าตลาดเราแม้จะมีคนพุทธ (ผู้นับถือศาสนาพุทธ) ขาย แต่เราก็อยากให้คนพุทธไปอบรมอาหารฮาลาล เพื่อที่ผู้ค้าคนอื่นจะได้รู้ว่าถึงตลาดเราจะมีคนพุทธแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกับคนมุสลิม (ผู้นับถือศาสนาอิสลาม)ได้” ตัวแทนผู้ค้าชาวตลาดอ่อนนุช 70 ยกตัวอย่างโครงการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของตลาดกับชุมชน
บทสรุปเรื่องราวของชาวตลาดอ่อนนุช 70 ชี้ให้เห็นว่า “การขายของข้างถนนหรือในพื้นที่สาธารณะจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของกลุ่มผู้ค้าแต่ละแห่ง” ขณะเดียวกัน “ภาครัฐควรเปิดใจยอมรับว่าคนระดับฐานรากของสังคมต้องการอาชีพ แล้วมาหาทางออกร่วมกันไม่ใช่มองเป็นปัญหาเพียงด้านเดียว” ซึ่งในสัปดาห์ถัดไป “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า” จะพาไปรับฟังแนวคิดจากนักออกแบบมืออาชีพ ในการพัฒนาโครงการนำร่องให้ผู้ค้ายังสามารถอยู่ได้พร้อมๆ กับลดผลกระทบกับผู้ใช้ทางเท้าด้วย
โปรดติดตาม!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี