533.jpg
'ต้นกาแฟของพ่อ' พลิกฟื้นแผ่นดินแห่งขุนเขาสร้างคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขาเท่าคนเมือง

'ต้นกาแฟของพ่อ' พลิกฟื้นแผ่นดินแห่งขุนเขาสร้างคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขาเท่าคนเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.53 น.

หากพูดถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับ "กาแฟ" ก็คงต้องเล่าย้อนกับไปเมื่อปี พ.ศ.2512 ที่ได้ก่อตั้ง "มูลนิธิโครงการหลวง" ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ที่ต้องการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น และเพื่อช่วย "ชาวไทยภูเขา" ในด้านต่างๆ จากพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ความว่า…

 


 

เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้นมีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้พยุงตัวให้มีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่า ควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการสูบฝิ่นและค้าฝิ่นได้ผลดี อันเป็นผลอย่างหนึ่ง

 

 

อีกอย่างคือชาวเขาตามที่รู้เป็นผู้ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราสู่หายนะได้ ที่ถางป่าและปลูกโดยวิธีไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขาก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี อยู่ดีกินดีและปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ ถ้าสามารถทำโครงการนี้สำเร็จให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง และสนับสนุนนโยบายจะรักษาป่า รักษาป่าให้เป็นประโยชน์ต่อไปและยั่งยืนมาก

 

 

"ทีมข่าวเฉพาะกิจแนวหน้าออนไลน์" เคยได้มีโอกาสเดินทางไปที่ "บ้านผาหมอน-บ้านหนองหล่ม ดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่" และเคยได้พูดคุยกับ "ปู่พะโย่ ตาโร" อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหนองหล่ม ผู้ที่เคยเฝ้ารับเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิด

 

 

โดย "ปู่พะโย่" เล่าย้อนอดีตให้ทีมข่าวฯ ฟังด้วยภาษาไทยที่ไม่คล่องแคล่ว และติดสำเนียงของ "ภาษาปกาเกอะญอ" ว่า... สมัยก่อนชาวบ้านนิยมทำมาหากินด้วยการ "ปลูกฝิ่น" ซึ่งขายได้เพียงปีละครั้งเท่านั้นและการปลูกฝิ่นจะต้อง "ถางป่า" นอกจากฝิ่นแล้วยังปลูกผัก เลี้ยงวัวควาย หาเลี้ยงชีพ แต่ขายไม่ได้ราคาทำให้ลำบากมากในตอนนั้น ต่อมาคณะ UN นำต้นกาแฟมาแจกให้แก่ชาวบ้าน พ่อตาของปู่เลยไปรับมาปลูก ซึ่งตอนนั้นมีเพียงแค่ 2-3 ต้นเท่านั้น

 

 

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาที่หมู่บ้านเมื่อปี 2517 และปู่เป็นเพียง 1 ในไม่กี่คนในหมู่บ้านที่พูดภาษาไทยได้จึงได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านให้มาคอยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ปู่พะโย่มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวงอย่างใกล้ชิด ปู่จึงนำ "เมล็ดกาแฟ" ประมาณ 1 กิโลกรัมที่ปลูกไว้มาถวาย

 

 

พอพระองค์ทอดพระเนตรเห็น ได้ตรัสถามกลับว่า "มีต้นกาแฟด้วยหรือ อยากมาเยี่ยมชม" แต่ทุกคนไม่อยากให้พระองค์เสด็จฯ เพราะเส้นทางลำบาก ซึ่งการเสด็จในครั้งนั้นพระองค์เสด็จโดยรถพระที่นั่งถึงปากทางเข้าหมู่บ้านหนองหล่ม จากนั้นพระองค์ประทับต่อด้วยการทรงม้าที่ทางทหารได้จัดถวายเพื่อทอดพระเนตรต้นกาแฟที่ปลูกไว้เหนือบ้าน

"ถึงจะคัดค้านแต่พระองค์อยากจะเสด็จไปทอดพระเนตรต้นกาแฟ ปู่จึงได้นำทางไป ระหว่างทางพระองค์ก็ทรงตรัสถามว่า... อยู่ที่นี่ทำอะไรบ้าง และปลูกอะไรเป็นหลักในการดำรงชีวิตที่นี่"

 

 

ปู่พะโย่ กราบบังคมทูลพระองค์ว่า "ชุมชนที่นี่อยู่ได้เพราะเรามีข้าวที่ปลูกเองเพื่อบริโภคเป็นหลัก มิได้เอาไว้ขาย ปีไหนไม่มีน้ำ น้ำน้อย ข้าวก็ได้น้อย ส่วนสัตว์เลี้ยงหลายๆ อย่าง เลี้ยงเอาไว้เพื่อบริโภคและทำพิธีกรรมต่างๆ มิได้ขายเช่นกัน สำหรับต้นกาแฟนั้นมีคนเอามาให้ปลูกแต่ปลูกแล้วไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน"

 

 

เมื่อตนกราบบังคมทูลเสร็จ พระองค์ทรงแนะนำในการปลูกกาแฟแบบถูกวิธี ทรงแนะนำว่า "เวลาปลูกกาแฟเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง ใต้ต้นกาแฟต้องเอาต้นหญ้ามาคลุมเอาไว้เพื่อความชุ่มชื้นและหญ้าจะกลายเป็นปุ๋ยของต้นกาแฟ" เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรแล้วก็ได้ตรัสอีกว่า "จะกลับมาช่วยอีกครั้ง"

 

 

ปู่ก็รอกระทั่งปี 2518 พระองค์ก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมพระราชทานวัวให้ 2 ตัว และเมล็ดพันธุ์พืช และมีพระราชกระแสรับสั่งให้ชาวบ้าน "ปลูกกาแฟแทนฝิ่น" เพราะไม่ผิดกฎหมายและขายได้ราคา อีกทั้งยังได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก และในอนาคตลูกหลานสามารถยึดเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงมอบ "เมล็ดกาแฟ" พันธุ์อาราบิก้า กาแฟเมืองหนาวไว้ให้ชาวบ้านเพาะปลูกอีกด้วย

จากนั้นชาวบ้านจึงเริ่มทำหนังสือสัญญาว่าจะหันมาปลูกต้นกาแฟและพืชผลจากโครงการหลวงแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งได้ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 3 จึงเลิกปลูกฝิ่นถาวรตั้งแต่นั้นมา

 

 

"หลังจากพระองค์ท่านเสด็จมาช่วยเหลือพร้อมแนะนำให้เลิกปลูกฝิ่นและหันมาปลูกกาแฟอาราบิก้า ชาวเขาก็มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเริ่มต้นขายเมล็ดกาแฟที่ยังไม่ได้ผ่านการคั่วให้มูลนิธิโครงการหลวง ปัจจุบันชาวบ้านร่วมมือกันจัดตั้งรัฐวิสาหกิจชุมชน เพื่อบริหารจัดการผลผลิต ก่อนส่งขายให้มูลนิธิโครงการหลวงและร้านกาแฟชั้นนำระดับโลก"

 

 

จากต้นกาแฟ 2-3 ต้นกลายเป็นหลายร้อยต้นบนดอยบ้านหนองหล่ม นับว่าต้นกาแฟของปู่พะโย่เป็น "ต้นกาแฟประวัติศาสตร์" ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองถึง 2 ครั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟอาราบิก้าจากยอดดอย หรือ "กาแฟโครงการหลวง" ที่เรารู้จักนั่นเอง

 

 

นับว่าเป็นการ "พลิกฟื้น" แผ่นดินแห่งขุนเขาให้กลายเป็นแหล่งทำกินของชาวเขาได้อย่างถูกจุด ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กลายเป็นพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ที่พสกนิกรชาวไทยอย่างเราไม่เคยลืมเลือน

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top