วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
บทความ “น้ำมันเชื้อเพลิงผลผลิตจากขยะพลาสติก” จัดทำโดย สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่เมื่อเดือนต.ค. 2559 อธิบายถึงเทคโนโลยี “ไพโรไลซิส(Pyrolysis)” ไว้ว่า เป็นการเปลี่ยนโมเลกุลของพลาสติกให้เล็กลงด้วยความร้อน 300-500 องศาเซลเซียส ในสภาวะไร้ออกซิเจน โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษออกมาภายนอก ซึ่งผลผลิตที่ได้สามารถแบ่งออกเป็นก๊าซ น้ำมัน และของแข็ง
โดยก๊าซและน้ำมันสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงได้ วิธีการคือคัดแยกเฉพาะขยะพลาสติกใส่เครื่องโดยไม่ต้องทำความสะอาด เครื่องจักรจะแปรรูปโดยอัตโนมัติ โดยขยะพลาสติก 6 ตัน จะให้น้ำมัน 4,000 ลิตร และผลผลิตที่ได้จะได้เป็นน้ำมันดีเซลร้อยละ 58 เบนซินร้อยละ 27 แว็กและน้ำมันเตาอีกร้อยละ 15ซึ่งมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ลิตรละ 10 บาท
“2 ล้านตัน” เป็นปริมาณของ“ขยะพลาสติก” หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ10 ของจำนวนขยะมูลฝอยในชุมชนทั้งหมด 27.93 ล้านตัน ในปี 2561 ซึ่งข้อมูลจาก “รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561” จัดทำโดย กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ใน 2 ล้านตันนี้มีเพียง 1 ใน 4 หรือประมาณ 5 แสนตันเท่านั้นที่ถูกนำไปเข้ากระบวนการแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เมื่อประกอบกับการที่ขยะจำนวนไม่น้อยถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง เช่น นำไปทิ้งในที่สาธารณะไม่ว่าบนบกหรือในแหล่งน้ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วย
ภาพอันน่าเวทนาของสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลที่ตายเพราะกินขยะพลาสติกเข้าไป อาทิ ในเดือนมิ.ย. 2561พบซากวาฬนำร่องเกยตื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ในท้องวาฬมีถุงพลาสติกถึง80 ใบ หรือในเดือนส.ค. 2562 ที่พบซากกวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในท้องกวางพบขยะพลาสติกน้ำหนัก3 กิโลกรัม และการตายของพะยูนน้อยมาเรียม ที่พบเศษพลาสติกเล็กๆอุดตันลำไส้ เหล่านี้ทำให้กระแส “แบนพลาสติก” มาแรงมากขึ้น จนนำมาสู่“วันดีเดย์” 1 ม.ค. 2563 ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ๆ “เลิกแจกถุงพลาสติก” สนองนโยบายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันจริงกลับกลายเป็นความ “โกลาหล” เพราะต้องยอมรับว่า “วิถีชีวิตคนไทยผูกพันกับถุงพลาสติกมานานหลายสิบปี” ถุงพลาสติกถูกใช้อย่างอเนกประสงค์ตั้งแต่การบรรจุสินค้าทั่วไป บรรจุอาหารหรือภาชนะใส่อาหารอุ่นร้อน ไปจนเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยทุกชนิดในบ้าน ผูกปากถุงแล้วนำไปกองรวมไว้ ณ จุดที่รถขยะจะมาเก็บในแต่ละวันดังนั้นเมื่อเลิกแจกถุงพลาสติกและไม่มีถุงพลาสติกจำหน่าย จึงดูราวกับมีการ “ประชดประชัน” ขำขันกันไป ตั้งแต่การนำหม้อ กรงนก ถุงปุ๋ย รถเข็นวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ มาใส่สินค้าแทน
จากเมืองไทยไปดูบทเรียนในต่างแดน สิงคโปร์ เป็นอีกประเทศที่ผู้คนใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างมาก แต่ ณ ปัจจุบัน ดินแดนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังไม่แบนพลาสติกในทันที เนื่องจากมีกระบวนการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ไม่เหลือขยะพลาสติกเกลื่อนกลาดในพื้นที่สาธารณะ ด้วยวิธี “เผาขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Waste to Energy)”นำกลับมาป้อนเป็นกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตผู้คนบนเกาะต่อไป
ย้อนไปเมื่อ 6 พ.ค. 2562นัสเซอร์ ยาสซิน (Nuseir Yassin) หนุ่มชาวอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เจ้าของช่องยูทูบ “นาส เดลี (Nas Daily)” โพสต์คลิปวีดีโอ “the exciting Journeyof Trash in Singapore” เล่าเรื่องราวของเปลวไฟในโรงงานกำจัดขยะที่ไม่เคยมอดดับตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันและ 1 ปี ด้วยอุณหภูมิความร้อน 1,000 องศาเซลเซียส และแม้จะเป็นการเผา แต่ด้วยระบบกรองอากาศ ทำให้ไม่มีฝุ่นควันพิษรั่วไหลออกสู่ภายนอกเมื่อเปรียบเทียบกับการเผาขยะกลางแจ้งโดยทั่วไป
การเผาขยะดังกล่าวในสิงคโปร์สามารถกำจัดขยะที่เกิดขึ้นรายวันได้ถึงร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 อยู่ในรูปของเถ้าถ่านพิษที่ไม่สามารถกำจัดได้จะถูกนำขึ้นเรือไปทิ้ง ณ “เกาะเทียม”ที่สร้างขึ้น โดยล้อมรอบพื้นที่ไม่ให้เถ้าถ่านพิษรั่วไหลออกไปสู่ท้องทะเลภายนอก ไม่เพียงเท่านั้น บนเกาะเทียมที่ว่ายังมีการปลูกต้นไม้เพื่อสร้าง “พื้นที่สีเขียว” ดูร่มรื่นอีกต่างหาก คลิปวีดีโอนี้ยังถูกส่งต่ออยู่บนอินเตอร์เนต รวมถึงมีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย
รายงาน “แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เผยแพร่ในเดือน มิ.ย. 2560 ตอนหนึ่งอ้างถึงการไปดูงานการกำจัดขยะที่สิงคโปร์ โดยระบุว่า..
“สิงคโปร์มีโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด 4 แห่ง เป็นของเอกชนและรัฐร่วมลงทุน รัฐบาลสิงคโปร์ให้สิทธิภาคเอกชนมาประมูลรับจ้างเก็บและกำจัดขยะ โดยได้รับค่ากำจัดขยะ (Tipping Fees) จากผู้รับบริการในอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทผู้ใช้บริการ ลักษณะและระยะทางของการเข้าไปรับขยะ จากนั้นจะมีกระบวนการคัดแยกส่วนที่ Recycle ออกไปทำประโยชน์ ขยะส่วนที่เหลือจึงจะถูกส่งมาเผาเป็น
เชื้อเพลิง โดยการจ้างเผา ณ โรงไฟฟ้าขยะ 4 แห่ง ที่ตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ของสิงคโปร์ในเขต Tuas, Senoko, Keppel Seghers และ Tuas South
สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากการเผาขยะได้รวมประมาณ 2.7 ล้านหน่วย (kwh) ต่อวัน ส่งไปขายเข้าระบบสายส่งในราคาค่าไฟฟ้าปกติที่ต้องมีการประมูล bidding เสนอปริมาณและค่าไฟฟ้ารายวันในตลาดกลาง power pool และยังมีสถานที่ฝังกลบผงขี้เถ้า 1 แห่งคือ Semakau Landfill ที่รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนเอง บนเกาะ Semakau เพื่อรับฝังกลบขี้เถ้าที่เหลือจากโรงงานเผาขยะบนเกาะใหญ่ทั้ง 4 แห่งนั้นได้มากกว่า 63 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอไปจนถึงปี 2578-2583
โดยผงขี้เถ้านี้จะถูกขนย้ายโดยเรือไปถมพื้นที่ว่างระหว่างเกาะ Pulau Semakau และเกาะ Pulau Sakeng ขี้เถ้าเหล่านี้จะผ่านการทดสอบว่าไม่มีสารพิษเจือปน ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกำจัดออกไปในขั้นตอนการเผาด้วยความร้อนสูงในโรงไฟฟ้าขยะ และก่อนถมขี้เถ้าก็จะมีการรองด้วยพื้นยาง เพื่อแน่ใจว่าจะไม่เกิดการรั่วไหลของมลพิษลงสู่สิ่งแวดล้อมและป่าโกงกางที่อยู่บนเกาะ และมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำที่หลุมเฝ้าระวังเป็นประจำ”
สำหรับประเทศไทย ก่อนหน้าจะมีนโยบายแบนถุงพลาสติกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็มีหลายหน่วยงานที่พยายามพัฒนาวิธีการกำจัดขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จ.นครราชสีมา ที่มีโรงงานแปรรูปขยะเป็นน้ำมันของตนเอง ใช้เทคโนโลยี “ไพโรไลซิส (Pyrolysis)” สามารถรองรับขยะพลาสติกได้วันละ 5-7 ตันผลิตน้ำมันได้วันละ 6,000 ลิตร เป็นน้ำมันดีเซลผสม ก่อนนำไปกลั่นสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องจักรของโรงงานอุตสาหกรรม
เช่นเดียวกับภาคเอกชน บทความ “โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ : ทางแก้ปัญหาขยะล้นเมืองหรือเพิ่มมลพิษให้ชุมชน” จัดทำโดย สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่เมื่อเดือนม.ค. 2562 ให้บทสรุปว่า ในความเป็นจริงการก่อสร้างและดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะต้องได้รับอนุญาตโดยผู้ประกอบการต้องมีความพร้อม โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานเนื่องจากมีกฎระเบียบควบคุมอย่างเข้มงวด
แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวเมื่อมีข่าวว่าจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะมาตั้งใกล้ชุมชนของตนจนเกิดกระแสต่อต้าน มาจากความเห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการบางรายรวมถึงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เกิดความหย่อนยานในการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมจนเกิดมลพิษรั่วไหลออกสู่ชุมชน
อย่างไรก็ตาม บทความดังกล่าวได้ยกตัวอย่าง “โรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่ดำเนินการได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ” ไว้เช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “TPIPP” บริษัท ทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) อ.แก่งคอย จ.สระบุรี รับขยะจากชุมชนและตามหลุมฝังกลบต่างๆ มาผ่านกระบวนการคัดแยกและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) หรือเชื้อเพลิงจากขยะที่เผาไหม้ได้สำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนขยะที่ไม่สามารถทำเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้ เช่น ขยะอินทรีย์ จะถูกนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยสำหรับจำหน่ายให้ภาคเกษตรกรรมต่อไป
กลับมาที่ประเด็นเลิกแจกถุงพลาสติกที่สร้างความสับสนอลหม่านกับสังคมไทย เพราะ “แม้ผู้ประกอบการเอกชนทุกรายล้วนอ้างว่าทำตามนโยบายรัฐบาล แต่มาตรการของแต่ละรายกลับไม่เหมือนกัน” บางรายเลือกที่จะไม่แจกและจำหน่ายถุงพลาสติกโดยเด็ดขาด ให้ใช้และขายเฉพาะถุงผ้าเท่านั้น ขณะที่บางรายแม้จะไม่แจกถุงพลาสติก แต่ยังมีถุงพลาสติกจำหน่าย ใบละ 3 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง โดยเป็นถุงพลาสติกอย่างหนาไม่ฉีกขาดง่าย เอื้อต่อการนำไปใช้ซ้ำ แถมยังรับถุงที่ชำรุดคืนเพื่อยังนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลเป็นถุงใบใหม่อีกต่างหาก
แม้จะเป็นความจริงที่ว่าพลาสติกเป็นวัสดุที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่การเลิกแจกถุงพลาสติกเพื่อลดการใช้ให้น้อยลง รัฐควรทดแทนด้วยการสนับสนุนการจำหน่ายและใช้ถุงพลาสติกชนิดที่เอื้อต่อการใช้ซ้ำเนื่องจากมีราคาถูกกว่าและใช้ได้อเนกประสงค์กว่าถุงผ้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายดังตัวอย่างจากทั้งในและต่างประเทศข้างต้น
ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่ส่วนใหญ่มีรายได้ระดับเพียงคนหาเช้ากินค่ำได้ดีกว่า รวมถึงบรรเทาข้อกังวลของผู้ประกอบการและแรงงานในอุตสาหกรรมพลาสติก ที่มีข่าวว่าโรงงานนับร้อยแห่งอาจต้องปิดกิจการ และคนงานอีกนับหมื่นคนอาจต้องตกงานอยู่ ณ ขณะนี้!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี