วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Technology)” เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมานานแล้วโดยเทคโนโลยีจะมาทดแทนแรงงานมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เร่งให้สภาวะนี้เร็วขึ้น เช่น เมื่อคนต้องอยู่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้การซื้อ-ขายสินค้า และบริการรับ-ส่งสินค้าต่างๆ ทางออนไลน์มีผู้ใช้บริการมากขึ้นด้วย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “อนาคตแรงงาน และตลาดในเศรษฐกิจไทย” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
สฤณี อาชวานันทกุล บริษัท ป่าสาละจำกัด กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 มีผู้ให้มุมมองไว้หลายด้าน เช่น เป็นสถานการณ์ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ อาทิ การดำเนินชีวิตแบบวิถีใหม่ (New Normal) หรือไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ถูกขับเน้นเร่งให้เร็วขึ้น (Accelerate) ปัญหาบางอย่างมีอยู่แล้วแต่ก็ได้เห็นชัดขึ้น อาทิ ช่องว่างดิจิทัล (Digital Divide) ที่พบความเหลื่อมล้ำเมื่อต้องจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่การเรียนการสอนเกิดขึ้นในห้องเรียน ทำให้ไม่ทราบสภาพแวดล้อมความพร้อมที่บ้านของผู้เรียนแต่ละคน
“สำหรับตัวเอง โควิดฉายให้เห็นภาพของช่องว่างดิจิทัล ฉายให้เห็นภาพของความเหลื่อมล้ำ แล้วก็รวมถึงระบบต่างๆ ของภาครัฐที่มันอาจจะยังไม่ได้สมบูรณ์ เช่น เราก็พูดกันมาเยอะว่าจะเป็น E-Government (รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์) แต่ถึงเวลาระบบระเบียบอะไรต่างๆ มันก็ไม่สามารถที่จะปรับได้ขนาดนั้นที่จะอำนวยความสะดวกในช่วงโควิด
อย่างเช่นตอนนี้หลายๆ บริษัทเขา Work from Home (ทำงานที่บ้าน) เขาประชุมกันออนไลน์ แต่รัฐสภาก็ยังประชุมออนไลน์กันไม่ได้ หรือว่านโยบายภาครัฐที่ช่วยเหลือ หลายนโยบายหลายคนก็บอกว่าเข้าไม่ถึง เพราะว่าต้องใช้แอปพลิเคชั่นใช้สมาร์ทโฟน คนใช้โทรศัพท์ประเทศไทย 50 กว่าล้าน มีสมาร์ทโฟนประมาณ 30 ล้านเศษๆ อันนี้ตัวเลขเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังเป็นโทรศัพท์ธรรมดาอยู่ถึง 20 ล้าน เหล่านี้เองมันก็ทำให้เราเห็น” สฤณี กล่าว
เมื่อกล่าวต่อไปถึงคำว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)” คำถามคือ “แล้วตัวเราอยู่ตรงไหน?” สฤณี ยกตัวชี้วัดระดับสากลที่เรียกว่า “ดัชนีวิวัฒนาการดิจิทัล (Digital Evolution Index)” ซึ่งจัดทำโดย Tufts University Fletcher School ร่วมกับ Master Card แบ่งปัจจัยออกเป็น 4 ด้านของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล 1.อุปทาน (Supply) หรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมเพียงใด ผู้คนเข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน
2.อุปสงค์ (Demand) ผู้คนในสังคมคือตัวในการใช้บริการต่างๆ ผ่านเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด เช่น สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) การชำระเงินทางออนไลน์ (E-Payment) รวมถึงมีการขยายบริการให้ครอบคลุมเพียงใด (Inclusion) 3.โครงสร้างเชิงสถาบัน (Institutional Environment) เช่น นโยบายการกำกับดูแล นโยบายภาษีรวมถึงนโยบายที่เอื้อต่อการเชื้อเชิญให้ผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลมักเชื่อมโยงกับธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพ (Start Up) ตลอดจนเรื่องความโปร่งใสและหลักนิติรัฐ-นิติธรรรม
และ 4.นวัตกรรม (Innovation) เช่น ทางเลือกในการเข้าสู่แหล่งทุนกรณีประสงค์จะเป็นผู้ประกอบการ ปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม รวมถึงความซับซ้อน (Sophistication) หมายถึงกิจกรรมทางธุรกิจมีความซับซ้อนใช้ดิจิทัลในการทำธุรกิจมากน้อยเพียงใด ซึ่งทั้ง 4 ด้านนี้มีการวิเคราะห์ทั้งสิ้น 90 ประเทศ เพื่อแบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1.ประเทศที่โดดเด่นมีระดับพัฒนาการสูงแล้วยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีก
2.กลุ่มประเทศที่มีพัฒนาการสูงแต่การเติบโตเริ่มต่ำ 3.กลุ่มประเทศที่การพัฒนายังไม่สูงมากแต่การเติบโตค่อนข้างสูง และ 4.กลุ่มประเทศที่ระดับการพัฒนาต่ำและพัฒนาการก็ไม่สูง “ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ 3 ในระดับเกือบๆ หล่นไปอยู่กลุ่มที่ 4” โดยหากวิเคราะห์จากตัวชี้วัด 4 ด้านข้างต้น ด้านอุปสงค์ไทยโดดเด่นมากที่สุด คนไทยใช้สื่อสังคมออนไลน์กันมาก และการเติบโตของการซื้อ-ขายทางออนไลน์ก็สูง ขณะที่ด้านอุปทานก็ยังถือว่าดีเพราะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องแม้เรื่องการเข้าถึงอย่างครอบคลุมอาจยังไม่ชัด เช่น อินเตอร์เนตประชารัฐ
“ที่เรามีปัญหาคือเรื่องโครงสร้างเชิงสถาบัน (Institution) ถ้าลองไปดูรายละเอียด ในปี 2020 (2563) เขาไปดูมิติอีกอันหนึ่งที่เขาใช้คำว่า Digital Trust (ความเชื่อมั่นดิจิทัล) ก็คือความไว้วางใจคนในระบบ เขาบอกว่าการที่จะผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล ความไว้วางใจสำคัญมากของทุกฝ่าย ถ้าไปดูเรื่องของ Trust มันน่าสนใจ ตัวชี้วัดนี้มีหลายเสาเหมือนกัน แต่เสาที่คล้ายคลึงกับที่พูดเรื่อง Institution คือเรื่องของสภาพแวดล้อม (Environment) ซึ่งอันนี้เขาดู 3 เรื่องใหญ่ๆ ดูเรื่องกลไกการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy) ตรงนี้เรามีอุปสรรคต้องยอมรับ
เรามี พ.ร.บ.แม่ ก็คือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ออกมาแล้ว มีกระบวนการสรรหาคณะกรรมการแล้ว กฎหมายถูกเลื่อนออกไป เลื่อนการบังคับใช้ไป 1 ปี ณ วันนี้ยังไม่ได้บังคับใช้ คณะกรรมการยังไม่ได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาทั้งที่ผ่านกระบวนการสรรหาหมดแล้ว เรื่องที่ 2 ที่เขาดูคือ Security คือความปลอดภัย อันนี้คือความปลอดภัยเชิงระบบ อันนี้เรายังมีจุดอ่อนอยู่โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยภาครัฐ เราก็ยังเห็นข่าวกันเนืองๆ ว่าคนแฮกระบบภาครัฐได้ Password (รหัสผ่าน) ยังไม่เคยเปลี่ยนจาก 012345678 อะไรแบบนี้เป็นจุดอ่อนที่เราต้องแก้เยอะ
เรื่องสุดท้ายที่เขาดูคือเรื่องของ Accountability เวลาเกิดปัญหาใครรับผิดชอบ เอาง่ายๆ เราจะซื้อของหรือโอนเงิน แอปฯ ล่มใครรับผิดชอบ เรามี Recost ไปเรียกร้องอะไรได้บ้างถ้าข้อมูลเรารั่วไหล ยิ่งเราใช้อินเตอร์เนตกันเยอะข้อมูลเรายิ่งเยอะใครจะรับผิดชอบให้เราถ้าข้อมูลเรารั่วไหล เราจะรู้ไหมข้อมูลเราเขาเอาไปทำอะไรบ้าง ฉะนั้นเรื่อง Accountability ก็เป็นหัวใจหนึ่ง ฉะนั้นถ้าดู 3 ตัวชี้วัดนี้ Privacy Security และ Accountability ในหมวดนี้เรื่อง Environment ของ Trust ตัวนี้เขาดู 42 ประเทศทั่วโลก เราอยู่อันดับค่อนข้างต่ำมาก คือ 34 จาก 42” สฤณี ระบุ
ขณะที่ สมประวิณ มันประเสริฐผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางโอกาสก็มีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังพบอีกหลายเรื่อง 1.บางคนได้โอกาสแต่บางคนก็เสียโอกาส ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์มีคำเรียกว่า “K-Shaped Recovery” ตามลักษณะตัวอักษร “K”ในภาษาอังกฤษ ที่ด้านหนึ่งชี้ทแยงขึ้นหมายถึงกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว แต่อีกด้านหนึ่งชี้ทแยงลงหมายถึงกลุ่มที่บาดเจ็บเรื้อรังยาวนาน
“เราพบว่าโควิดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่จนมากกว่า คือท่านจนอยู่แล้ว มีเงินในบัญชีน้อยอยู่แล้ว แต่รายได้ท่านลดลงเยอะกว่าอีก อันนี้หนักเลย คนที่รวยกระทบน้อย แล้วหนักไปกว่านั้น ขาฟื้นเราก็ประมาณการออกมา คนจนฟื้นช้ากว่าคนรวย ถ้าถามผมในเชิงโครงสร้าง คนรวยเขาใช้เงินกันเอง ท่านไปถามบริษัทใหญ่ๆ วันนี้เขาบอก Target (เป้าหมาย) ขายคนรวย แล้วเขาก็เป็นคนรวยด้วย คนรวยก็ขายเขา มันก็วนอยู่อย่างนี้ คนขายคอนโดฯ เขาก็มากินร้านอาหารหรู วนอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่วนมาข้างล่างเสียที รวยก็อยู่กับรวย จนก็อยู่กับจน” สมประวิณ กล่าว
ประการต่อมา 2.ความเปราะบางจากความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเรื่องนี้หนักมากในสังคมไทย และ 3.ไม่มีเครื่องมือช่วยคนจน การที่ต้องแจกทั้งหมดก็เพราะไม่รู้ว่าใครได้รับผลกระทบบ้าง “เครื่องมือทางเศรษฐกิจของไทยไปนำรูปแบบของประเทศที่มีเศรษฐกิจในระบบ (Formal Economy) ขนาดใหญ่มาใช้” หมายถึงคนส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างในสถานประกอบการต่างๆ สามารถระบุตัวตนได้“แต่ประเทศไทยมีแรงงานแบบไม่เป็นทางการอยู่เป็นจำนวนมาก” และไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มีรายได้เท่าไร ชีวิตประจำวันลำบากเพียงใด
ดังนั้น “การมีข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอและเข้าใจบริบทของประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ” ทั้งนี้ การเข้าสู่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) เป็นสิ่งที่ดีเพราะต้นทุนการดำเนินกิจการผ่านแพลตฟอร์มค่อนข้างถูกกว่า เช่น ขายของออนไลน์ใช้ต้นทุนน้อยกว่าขายของในห้างสรรพสินค้า การแข่งขันทำได้โดยไม่แตกต่างมากนักระหว่างรายเล็กกับรายใหญ่ รวมถึงการผลิตสินค้าสามารถเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มได้เพราะไม่ต้องคำนึงต้นทุนการผลิตและขนส่งมากเท่าการผลิตไปวางจำหน่ายในตลาดแบบดั้งเดิม แม้จะผลิตสินค้าจำนวนน้อยก็ขายได้หากหาลูกค้าเจอ
“เวลาเราตรวจตลาดเราก็ไปตรวจที่ราคา เวลาคนเดินตลาดเราก็ไปตรวจว่าตลาดมันทำงานดีไหม ไปดูว่าราคามันโก่งหรือเปล่า ในโลกออนไลน์จริงๆ อาจจะไม่ต้องไปตรวจที่ราคา เพราะราคามันสุดท้ายแล้ว อาจจะไปตรวจที่ Algorithm (ระบบหรือโปรแกรม) ที่เขา Match (จับคู่) มากกว่า ถ้าใช้ข้อมูลได้ถูกและ Algorithm Match ได้ถูก ไม่ใช่ไปจ่ายเงินเพื่อให้ขึ้นมาอยู่ข้างบน อันนั้นอาจเป็นสิ่งที่สำคัญ ฉะนั้นการออกแบบนโยบาย การออกแบบตลาดในอนาคตผมว่ามันไม่เหมือนเดิม เราต้องเข้าใจ บทบาทของผู้ดำเนินนโยบายก็ต้องเปลี่ยน Offline กับ Online มันไม่เหมือนกัน”สมประวิณ ให้ความเห็น
อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงผลการศึกษาของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) โดยสำรวจ 45 ธุรกิจเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของการจ้างงานในอนาคต ดำเนินการในช่วงที่การระบาดของไวรัสโควิด-19ระลอกแรกเริ่มซาลง และเผยแพร่ช่วงต้นเดือนก.ค. 2563 พบว่า 4 อันดับแรกของการเลือกปรับตัวคือ 1.ลดขนาดองค์กร และนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น
2.จ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นแลกกับแรงงานที่ทำงานได้หลายอย่าง (Multi Skills) เช่น พนักงานต้อนรับในโรงแรมอาจต้องเป็นแคชเชียร์ด้วย เป็นต้น 3.รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นขึ้น เช่น จ้างรายชั่วโมงแทนรายวันซึ่งก็จะกระทบกับความมั่นคงของแรงงานที่ลดลง และ 4.ใช้ระบบจ้างเหมาช่วง (Outsource) ลดการจ้างพนักงานประจำ เพื่อลดต้นทุนผูกมัด เช่น สวัสดิการต่างๆ
“ในชีวิตของแรงงาน 1 คน เขาจะเปลี่ยนอาชีพบ่อยครั้งขึ้น เขาจะไม่เหมือนเราเรียนปุ๊บทำงานไปจนเกษียณ อันนี้เขาจะเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี ฉะนั้นเขาก็จะต้องวิ่ง มันก็จะเกิดการจับคู่ของงานบ่อยครั้งขึ้นด้วย แรงงานเองก็ต้องปรับตัวไม่ให้ถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีอะไรต่างๆ ด้วย อีกอันหนึ่งคืองานมันจะไม่ยึดติด ไม่มีสังกัด เราสามารถทำงานผ่านแพลตฟอร์มได้ เช่น จ้างงานผ่านกิริยา ไม่ได้จ้างงานผ่านธรรมศาสตร์ มันจะไม่มีลักษณะของการเป็นสังกัด ไม่ได้เป็นอาชีพ เราอาจจะไม่ได้มีอาชีพเดียว คนหนึ่งเวลาว่างอาจจะไปทำเบเกอรี่ขาย
ฉะนั้นมันจะยึดติดในเรื่องของทักษะมากกว่า ฉันมีทักษะอันนี้ ฉันอาจจะไปรับจ๊อบในหลายๆ บริษัทได้ที่เขาจ้างเราในฐานะที่เรามีทักษะอย่างนี้ ฉะนั้นลักษณะของงานอาชีพต่างๆ มันก็จะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นเราจะเห็นโฉมหน้าของตลาดแรงงานเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก แรงงานจะมีหลากหลายประเภทมากขึ้น มันจะไม่ใช่แรงงานในระบบแบบที่เราเห็นกัน และแรงงานนอกระบบแบบดั้งเดิม หรือแรงงานต่างด้าว” อาจารย์กิริยา ยกตัวอย่างทิศทางการจ้างงานและการทำงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต
เมื่อดูประเภทของกลุ่มแรงงาน จะพบว่าในปี 2553 โครงสร้างแรงงานอาจมีเพียงแรงงานต่างด้าว-ต่างชาติ แรงงานในระบบและนอกระบบ แต่ในปี 2563 พบแรงงานเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเภท คือแรงงานกิ๊ก (Gig) และแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่ง อาจารย์กิริยาอธิบายความแตกต่างของแรงงานรูปแบบใหม่นี้ว่า แรงงานกิ๊กหมายถึงผู้ที่ทำงานจบและรับค่าจ้างเป็นงานๆ ไป ส่วนแรงงานแพลตฟอร์มหมายถึงผู้ที่รับงานผ่านแอปพลิเคชั่น เช่น คนที่มีมอเตอร์ไซค์แล้วนำออกมาขี่รับ-ส่งสินค้าตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง โดยมีผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นเป็นตัวกลาง
ซึ่งสภาพการจ้างงานที่เปลี่ยนไปทำให้ภาครัฐต้องคิดเรื่องการออกกฎหมายมากำกับดูแลด้วย เช่น แรงงานแพลตฟอร์มกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น จะมีสถานะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจหรือเป็นลูกจ้าง-นายจ้าง ซึ่งมีผลในแง่การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “อุตสาหกรรมเก่าเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้วใช้แรงงานลดลง..คนที่เหลือจะทำอย่างไร” เช่น ในภาค “ยานยนต์” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งจะกระทบต่อแรงงานผลิตท่อไอเสีย ถังน้ำมัน ไปจนถึงเกษตรกรที่ปลูกพืชพลังงาน
ปิดท้ายด้วย อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า ในขณะที่มีการพูดถึงกันมากเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือการผลิตและพัฒนาศักยภาพแรงงาน (Upskill-Reskill) ให้ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ไม่ค่อยพบการพูดถึงแรงงานในแง่ความเป็นมนุษย์ (Humanity) ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของแรงงานให้สอดคล้องกับรูปแบบสภาพการจ้างงานที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ แม้ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ แต่คำถามคือแล้วคนที่มีทักษะไม่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงจะปรับเปลี่ยนอย่างไร รวมถึงต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงใครจะเป็นผู้รับผิดชอบโดยข้อมูลของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่จัดทำในปี 2563 ระบุว่า คาดการณ์ว่าในอีก 15-20 ปีข้างหน้า จะมีอาชีพที่หายสาบสูญไปประมาณร้อยละ 14
และอีกร้อยละ 32 ที่แม้ตัวอาชีพจะไม่หายไป แต่จะมีการนำเครื่องจักรมาทำงานดังกล่าวแทนมนุษย์ หรือแม้กระทั่งงานที่วันนี้มนุษย์ทำได้ ใช่ว่าวันหน้าจะไม่มีการนำเครื่องจักรมาทดแทน เพียงแต่ ณ ปัจจุบันการนำเครื่องจักรมาทดแทนอาจยังไม่คุ้ม ซึ่งจะกระทบกับคนทำงานในแง่ค่าจ้างอาจจะไม่ขึ้นมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรเมื่อผู้ประกอบการเห็นว่านำเครื่องจักรมาใช้มีต้นทุนต่ำกว่าแรงงานมนุษย์
“ปัญหาที่จะตามมาคือเรื่องการแข่งขัน เรื่องความมั่นคง ค่าตอบแทนที่งานที่ไม่ถูกทดแทน ค่าตอบแทนมันอาจจะถูก Freeze (แช่แข็ง) ไว้ มันอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะถ้าเพิ่มขึ้นก็อาจจะถูกแทนที่ แล้วก็เรื่องหลักประกันทางสังคมซึ่งเป็นปัญหา และในบริบทประเทศไทยน่าสนใจมาก ผมทำวิจัยเรื่องหลักประกันทางสังคมของแรงงานบนแพลตฟอร์ม เวลาเราพูดถึงหลักประกันทางสังคมในประเทศไทย เรานึกถึงแต่หลักประกันทางสุขภาพ เราจะไม่ค่อยนึกว่าหลักประกันทางสังคมมันประกอบไปด้วยองค์ประกอบอื่นๆ ตั้งเยอะแยะ” อรรคณัฐ กล่าว
อรรคณัฐ ยังกล่าวถึงการแบ่งประเภทแรงงานในประเทศไทย ที่แบ่งตามคำจำกัดความในกฎหมายแรงงาน เช่น ลูกจ้าง-นายจ้าง หรือหากเป็นงาน Freelance ที่รับงานและรับค่าจ้างหลังจบงานเป็นครั้งๆ ไปจะเรียกว่าผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง แต่งานรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับการจ้างงานแบบใหม่ เช่น การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม คำถามคือระหว่างคนทั่วไปที่ใช้แอปพลิเคชั่นสั่งอาหาร กับบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นดังกล่าว
ใครเป็นนายจ้างของคนที่กดรับงานจากแอปฯ แล้วไปส่งอาหารกันแน่?
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี