วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
ชาวบ้านห้วยกระเจาพากันพิสูจน์ ชิมน้ำบาดาลรับคล้ายโซดาจริง ส่วนอดีตนายกเล็ก เปรียบอธิบดีกรมฯน้ำบาดาล เหมือนเทวดาลงมาโปรด ชาวตำบลห้วยกระเจา หลังนำเจ้าหน้าที่เจาะบาดาล ได้น้ำมหาศาล เชื่อชาวบ้านจะหมดปัญหาภัยแล้งแล้ว ด้านเจ้าของที่ดิน เผยเสียสละที่ดินให้ใช้ประโยชน์เพื่อช่วยเพื่อนบ้านได้หลายพันคน ถือว่าคุ้ม
ความคืบหน้ากรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล น.ส.อัคปศร อัคราช ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนางานสำรวจน้ำบาดาล พร้อมทีมงานลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่มีอยู่ทั้งหมด 21 หมู่บ้าน ตลอดเวลานายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดสามารถเจาะบาดาลในพื้นที่หมู่ 12 บ้านพะยอมงาม ได้จำนวน 4 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ จำนวน 52 ลบ.ม./ชม. และที่ หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณ อีกจำนวน 2 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ 66 ลบ.ม./ชม.คิดปริมาตรรวม 1,700,000 กว่า ลบ.ม./ปี ประชากรจะได้รับประโยชน์จำนวน 15 หมู่บ้าน 7,000 กว่าครัวเรือน พื้นที่เกษตร 6,000 ไร่
.jpg)
โดยเมื่อวันที่ 10 ก.พ.64 ที่ผ่านมา นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมด้วยนายเกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมคณะ เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ หมู่ 12 และ หมู่ 19 อีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้ได้สร้างความฮือฮาให้กับชาวอำเภอห้วยกระเจา รวมทั้งชาวจังหวัดกาญจนบุรี และคนไทยทั่วประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากพบว่า 1 ใน บ่อบาดาลที่เจาะลึกลงไป 303 เมตรที่อยู่ในพื้นที่หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณนั้นมีรสชาติเหมือนน้ำดื่มที่ใสสะอาดทั่วไปอีกทั้งมีรสซ่าคล้ายกับโซดา
ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 11 ก.พ.64 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่บริเวณเจาะบ่อบาดาลดังกล่าวที่ตั้งอยู่ริมถนนสาย 3363 หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณ ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี เมื่อไปถึงพบเจ้าหน้าที่ทีมเจาะบาดาลกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางมาเยี่ยมชมพร้อมกับชิมน้ำที่พุ่งออกมาจากบ่อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
โดยกลุ่มชาวบ้านที่ทดลองชิมต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติของน้ำคล้ายกับโซดาจริง แต่ซ่าแบบโซดาค้างคืนที่ไม่ได้แช่เย็น หากจะนำไปผสมเครื่องแอลกอฮอล์ ก็น่าจะใช้ได้แต่ก็คงจะไม่เหมือนกับโซดาที่แช่เย็น ทั้งนี้ทั้งนี้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นกันเป็นอย่างมากและคาดว่าหลังจากที่ชาวบ้านหรือประชาชนนอกพื้นที่ว่างเว้นจากการทำบุญวันตรุษจีนแล้วเสร็จ จะมีผู้ทยอยเดินทางมาเยี่ยมชมและชิมน้ำที่บ่อบาดาลบ่อดังกล่าวเป็นจำนวนมกอย่างแน่นอน
.jpg)
ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ สืบเนียม อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลห้วยกระเจา เปิดเผยว่า พื้นที่ตำบลห้วยกระเจามีทั้งหมด 21 หมู่บ้าน โดยในพื้นที่เกิดความแห้งแล้งซ้ำซากมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนายหลายชั่วอายุคน สำหรับโครงการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ท่านศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ซึ่งท่านเหมือนเทวดามาโปรดพวกเราชาวตำบลห้วยกระเจา
ซึ่งเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ท่านอธิบดีฯได้ลงพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งตนได้นำพาสำรวจพื้นที่เจาะบาดาลทั้ง 21 หมู่บ้าน ซึ่งท่านก็พบว่าพื้นที่ตำบลห้วยกระเจานั้นมีความแห้งแล้งจริง แต่หลังจากที่ท่านกลับไปได้ประมาณ 3-4 วันก็มีเจ้าหน้าที่ชุดสำรวจกรมน้ำบาดาล มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี ลงพื้นที่มาสำรวจหาจุดเจาะบาดาลอีกประมาณ 2 อาทิตย์ ก็พบว่าพื้นที่บริเวณนี้สามารถเจาะบาดาลได้
.jpg)
บ่อแรกที่เจาะลงไปลึกประมาณ 285 เมตร ได้น้ำ 35 คิว บ่อที่สอง ที่เกิดปรากฏการณ์น้ำมีรสชาติคล้ายโซดา เจาะลึกลงไป 303 เมตร ครั้งแรกน้ำภายในบ่อยังมีสภาพนิ่ง แต่ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังนำอุปกรณ์มาตรวจสอบว่าจะได้ปริมาณน้ำประมาณเท่าไหร่ แต่อยู่ๆ น้ำก็พุ่งขึ้นมาเป็นน้ำพุอย่างที่เห็น ทุกคนที่เห็นต่างก็รู้สึกมหัศจรรย์ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และหลังจากนี้ไปเชื่อปริมาณน้ำที่มีจะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับชาวตำบลห้วยกระทั้ง 21 หมู่บ้านได้อย่างแน่นอน
ด้านนายสุเวทย์ สินสถาพรพงศ์ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 3 ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่กรมบาดาลมาช่วยเหลือชาวบ้านในครั้งนี้ ส่วนตนมีอาชีพทำไร่อ้อยมีที่อยู่ประมาณ 40 ไร่ ซึ่งจุดที่ขุดเจาะบาดาลเป็นที่ดินของตนที่ทำไร่อ้อยอยู่ โดยตนยินดีที่จะยกให้กรมบาดาลใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตนเสียสละที่ดินไปเพียง 2 งานกว่า แต่สามารถช่วยชาวบ้านได้หลายพันคน ดังนั้น ตนจึงมีความยินดีเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนกับปัญหาภัยแล้งอีกต่อไป ซึ่งตนเสียผลประโยชน์จากการมอบที่ดินให้รัฐ ไม่ถึง 1 ไร่ แต่ประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์หลายพันคนนั้นถือว่าคุ้ม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี