วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เปิดใจ หญิงวัย 53 ชาว อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ หลังโซเชียลแห่ชื่นชม เป็นฮีโร่ที่ปั้มหัวใจช่วยชีวิต ด.ช. 6 ขวบ จมน้ำหลังโรงเรียน เผยดีใจนำความรู้จากการอบรมช่วยคนจมน้ำ ขณะทำงานเป็นแม่บ้านโรงแรมที่ประเทศนอร์เวย์ ล่าสุดเด็กปลอดภัย ยายยกมือไหว้ขอบคุณ บอกโชคดีที่มีคนช่วยหลาน เหมือนตายแล้วเกิดใหม่
15 มีนาคม 2564 สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการโพสต์แชร์คลิปที่น่าชื่นชม ขณะที่หญิงคนหนึ่งกำลังทำซีพีอาร์ หรือปั้มหัวใจช่วยชีวิตเด็กชายที่จมน้ำหมดสติจนฟื้นและรอดตายได้ราวกับปาฏิหาริย์ โดยคนที่โพสต์ ระบุข้อความว่า “วันนี้พาคุณน้ามาฝึกขับรถ ได้ช่วยเด็กจมน้ำถือว่าโชคดีมากที่เราขับรถมาเจอพอดี ได้ช่วยชีวิตเด็กคนนึงไว้ปลอดภัยแล้วนะหนู น้องต้า บ้านโคกสูง ขอขอบคุณวิชาเรียนช่วยเหลือชีวิตมนุษย์การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ของคุณน้าจากนอร์เวย์ และขอบคุณช่างก่อสร้างที่ช่วยเอาน้องขึ้นจากน้ำนะคะ ขอให้บุญกุศลในครั้งนี้ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงออกจากชีวิตลูกๆ สาธุ สาธๆ”
(30).jpg)
จากการสอบถามผู้โพสต์ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (14 มี.ค.) ที่สระน้ำข้างสนามกีฬาโรงเรียนมิตรภาพโนนสมบูรณ์ ต.โคกสูง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์
ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปตามหาหญิงฮีโร่คนดังกล่าว คือ น.ส.สมมาตร นิมิตร หรือ พี่นาง อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 147 หมู่ 6 ต.โคกสูง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งนั่งอยู่กับหลานสาวคนที่ถ่ายคลิปแล้วนำเรื่องราวมาโพสต์ในโซเชียล
โดย น.ส.สมมาตร หรือพี่นาง ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ว่าปัจจุบันตนทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ประเทศนอร์เวย์ ช่วงนี้กลับมาเยี่ยมบ้านที่ อ.หนองกี่ ก็ถือโอกาสมาสอบใบขับขี่ด้วย เมื่อวานวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุก็ให้หลานพาไปหัดขับรถที่สนามของโรงเรียน
(20).jpg)
ขณะกำลังขับวนสนามรอบที่ 3 รอบ ก็เห็นช่างที่ทำงานก่อสร้างอยู่ในโรงเรียนวิ่งไปที่สระน้ำ ตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นพอหลานสาวไปดู จึงทราบว่ามีเด็กอนุบาล อายุ 6 ขวบ จมน้ำในสระข้างโรงเรียน และช่างก่อสร้างที่วิ่งไปได้นำร่างน้องขึ้นมาจากน้ำ ตนจึงเข้าไปดูก็เห็นน้องนอนหมดสติหน้าเขียวปากเขียวแล้ว คนที่มามุงดูก็คิดว่าน้องเสียแล้ว
ตนจึงตัดสินใจใช้ประสบการณ์ความรู้ที่เคยอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตคนจมน้ำ ขณะทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงแรมประเทศนอร์เวย์ ซึ่งทางโรงแรมบังคับให้ฝึกอบรมทุกคนเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ทำการปั้มหัวใจหรือซีพีอาร์ ตามที่เรียนมาอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เห็นน้องเริ่มหายใจจึงปั้มต่ออีกจนน้องอาเจียนข้าวออกจากปาก มีน้ำและโคลนไหลออกมาจากปากด้วย ทั้งตนเองและคนที่มามุงดูต่างก็ดีใจมาก เพราะไม่คิดว่าน้องจะฟื้น เพราะตอนนั้นทั้งปากและหน้าเขียวหมดแล้ว
(6).jpg)
จากนั้นจึงบอกให้ชาวบ้านโทรแจ้งรถฉุกเฉินให้มารับน้องส่งโรงพยาบาลหนองกี่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองไม่ได้อยากโด่งดัง แต่ที่บอกให้หลานถ่ายคลิปก็กะจะเอาไปอวดหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ประเทศนอร์เวย์ ว่าความรู้ที่ตนเองเรียนเพียง 1 ชั่วโมงก็สามารถช่วยชีวิตคนได้จริงๆ ไม่คิดว่าพอหลานนำไปโพสต์ในโซเชียลจะมีคนเข้ามาชื่นชมมากขนาดนี้ ก็ขอบคุณทุกคน ส่วนที่มีบางคนเข้ามาคอมเม้นว่าทำซีพีอาร์ไม่ถูกต้องนั้น อาจจะเป็นช่วงที่เด็กฟื้นแล้ว ตนจึงเอามือไปลูบที่บริเวณท้องของน้อง ก็ไม่อยากให้ดราม่าอยากให้มองถึงเจตนาในการช่วยชีวิตน้องมากกว่า และอยากฝากว่า หากใครพบเห็นเหตุการณ์แบบนี้ควรจะตั้งสติและตัดสินใจปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตคนได้
(1).jpg)
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ รพ.หนองกี่ เพื่อติดตามอาการของน้องทราบชื่อ คือ ด.ช.ธนนชัย โสดาพัฒน์ หรือน้องต้า นักเรียนชั้นอนุบาล 3 พบว่าน้องอาการปลอดภัยสีหน้ายิ้มแย้มร่าเริง และทางโรงพยาบาลก็อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลวันนี้
(4).jpg)
ขณะที่ นางลำดวน โสดาสพัฒน์ อายุ 67 ปี ยายของน้อง ที่มาเฝ้าอาการของหลาน เล่าวว่า วันเกิดเหตุไม่รู้ว่าหลานแอบไปเล่นน้ำมา รู้อีกทีตอนมีคนมาบอกว่าหลานจมน้ำหมดสติ อยู่ที่สระในโรงเรียน จึงเดินทางไปดู ตอนแรกก็ตกใจมากคิดว่าหลานจะไม่ฟื้น แต่พอมีหญิงคนหนึ่งมาปั้มหัวใจจนหลานฟื้นและรอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ คุณยายยังได้ยกมือไหว้ขอบคุณทั้งหญิงที่ปั้มหัวใจและช่างก่อสร้างที่ลงไปเอาหลานขึ้นจากน้ำ เหมือนหลานตายแล้วเกิดใหม่ หลังจากนี้ก็จะดูแลหลานไม่ให้คลาดสายตาเลย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี