วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569
วันที่ 27 มี.ค. 2564 ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 แขวง/เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาเรื่อง “คัดค้าน ก.ม.ควบคุมองค์กรไม่แสวงกำไร : เมื่อบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตย” โดย นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังยกร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งหากศึกษาเนื้อหาในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาควบคุม จึงเป็นที่มาของงานเสวนาครั้งนี้
ซึ่งที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคมยืนยันมาตลอดว่าเป็นหุ้นส่วนหรือภาคีร่วมพัฒนาประเทศ ด้านหนึ่งมีงานหลายอย่างที่รัฐไม่สามารถทำได้ เช่น รัฐมีขนาดใหญ่เกินไปไม่พร้อมทำงานเรื่องเล็กๆ หรือการที่รัฐถือตัวว่ามีอำนาจกำกับดูแล จึงไม่ได้ทำงานด้านตรวจสอบ แต่ภาคประชาสังคมนั้นทำงานด้านตรวจสอบและนำเสนอมุมมองจากประชาชนที่อาจแตกต่างจากภาครัฐ ทั้งนี้ มีการเสนอร่างกฎหมายส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม 2 ฉบับ
ทั้งจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และการเข้าชื่อของประชาชน 1 หมื่นคน ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวรวบรวมรายชื่อได้ 11,799 คน เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 22 มิ.ย. 2563 แต่ต่อมาในวันที่ 23 ก.พ. 2564 ที่ร่างกฎหมายฉบับ พม. เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พบว่าในที่ประชุมมีการรับหลักการของกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ถูกเสนอเข้ามาอีกฉบับหนึ่งโดยที่ภาคประชาสังคมไม่คาดคิดมาก่อน
ที่น่าสนใจคือยังเสนอให้ร่างกฎหมายของ พม. ที่รับรู้กันมาก่อนหน้าว่าเป็นกฎหมายฉบับหลัก ถูกพิจารณาให้กลายเป็นเพียงฉบับประกอบไปแล้ว ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่า เพราะมีภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้น และในช่วงที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก็ไม่เคยเห็นความพยายามร่างกฎหมายแบบนี้มาก่อน
“จำได้ว่าวันนั้นภาคประชาสังคมก็หาข้อมูลกันมากเลยว่าอยากจะเห็นหน้าตาของกฎหมายฉบับนี้ ปรากฏว่ายังไม่มีมาตราอะไร มีแต่หลักการ แต่ถ้าใครได้ติดตามเรื่องนี้ เราสามารถพูดได้ว่าแม้ชื่อจะไมได้บอกบวกหรือลบ ไม่ได้บอกว่าจะส่งเสริมหรือควบคุม แต่ใช้ชื่อว่าว่าด้วยการดำนเนินงาน แต่ถ้าคุณไปอ่านหลักการที่เสนอแล้วมันคือหลักการเพื่อจะควบคุมโดยแท้ มันเหมือนกับว่ามันถูกวางแผนกันมาหรือเปล่า เมื่อมีกฎหมายซีกส่งเสริมแล้วก็จะออกกฎหมายซีกควบคุมมาพร้อมๆ กัน” นางสุนทรี กล่าว
นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ในสังคมประกอบด้วย 3 ส่วน คือภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคสังคม ในอดีคที่ผ่านมาภาครัฐกับภาคธุรกิจจะมีบทบาทกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งหมดเพื่อใช้ในการพัฒนาหรือปกครองประเทศ โดยที่ภาคสังคมไม่ค่อยมีบทบาท ยิ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาบแบบอำนาจนิยมโอกาสที่ภาคประชาสังคมจะเข้าไปมีบทบาทนั้นน้อยมาก
กระทั่งเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือกว่า 20 ปีก่อน เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคสังคมมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ จึงเกิดองค์การในชื่อเรียกต่างๆ ทั้งเอ็นจีโอ องค์กรภาคชุมชน กลุ่ม มูลนิธิ ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่กระทบกับวิถีชีวิตหรือทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการแสดงออกหลากหลายวิธีการ เช่น การชุมนุม การรณรงค์ การไปยื่นหนังสือถึงผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
“มีบางองค์กรที่ทำหน้าที่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและทีดิ่นโดยเฉพาะ เช่น พีมูฟ (P-Move : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) ขับเคลื่อนเรื่องที่ดินโดยเฉพาะ แก้ปัญหาที่ดินคนยากไร้โดยเฉพาะ เครือข่ายสลัม 4 ภาค แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของพี่น้องสลัมโดยเฉพาะ หรือองค์การสิ่งแวดล้อมชุมชนทั้งหลาย องค์กรป่าชุมชนก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชน องค์กรที่เป็นประมงพื้นบ้านก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทะเลหน้าบ้าน” นายไพโรจน์ กล่าว
นายไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ภาคประชาสังคมอาจเห็นว่าภาครัฐลำเอียงเข้าข้างภาคธุรกิจมากเกินไปจึงเกิดการตรวจสอบขึ้น เช่น แผนพัฒนาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน เรื่องนี้ตนเห็นว่าพอรัฐมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมก็อาจจะกริ่งเกรงกับบทบาทเหล่านี้ ทำให้รัฐโดยเฉพาะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างหวาดกลัว จึงเกิดคความคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อควบคุมองค์กรเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่ตนเองคิดว่ามันควรจะเป็น
ทั้งนี้ เมื่อดูมติ ครม. ในวันนี้ 23 มี.ค. 2564 ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า แท้จริงกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากการบัญชาการโดยนายกรัฐมนตรี คือบัญชาให้ไปศึกษาว่ามีกฎหมายฉบับใดบ้างเพื่อจะควบคุมกำกับองค์กรภาคประชาสังคมได้ จากนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ใช้คณะกรรมการชุดนี้จัดทำหลักการกฎหมายขึ้นเพื่อควบคุม
โดยสาเหตุที่ต้องมีกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลได้อ้างสาเหตุ 2 ประการคือ 1.มีบางองค์กรไปหลอกลวงประชาชนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง กับ 2.มีบางองค์กรได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศแล้วกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 77 กำหนดให้การจัดทำกฎหมายทำได้เท่าที่จำเป็น ต้องมีเหตุผลและรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง อีกทั้งประเมินผลกระทบด้วย แต่ข้อกล่าวหาทั้ง 2 ไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นองค์กรใด
“เขาไม่ปฏิบัติตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์จัดทำร่างกฎหมายใหม่ ไม่ได้ทำตามนี้ คือไม่ได้เป็นไปตามหลักการนี้ คือต้องประเมินก่อน ต้องให้คนมีส่วนร่วมเสนอก่อน ให้ความเห็นก่อน และมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าทำไมต้องมีเรื่องนี้ นี่เป็นประเด็นที่หนึ่ง ดังนั้นกฎหมายนี้มันจึงเป็นเรื่องการใช้อำนาจโดยแท้ของนายกฯ ต้องการให้มีกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงหลักรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” นายไพโรจน์ ระบุ
นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ อนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายฯ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) และกรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเสนอร่างว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ขัดรัฐธรรมนูญในด้านขั้นตอน เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 77 กำหนดให้การจัดทำกฎหมายต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อน และต้องจัดทำรายงานผลกระทบหากมีกฎหมายฉบับนั้นด้วย
หรือด้านเนื้อหาก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน เช่น มาตรา 26 ที่ระบุว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย ม กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง
หรือมาตรา 42 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น , การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด
ซึ่งมาตรา 42 นี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งนี้ ตามหลักการของสหปรtชาชาติ (UN) การรวมกลุ่มของประชาชนต้องไม่ถูกกีดกันหรือเอากฎหมายของภาครัฐมาเป็นอุปสรรค เช่น ต้องไม่กำหนดให้ต้องจดทะเบียนเท่านั้นหากไม่ทำจะมีโทษทางอาญา โดยมีบางประเทศที่มีกฎหมายลักษณะนี้ซึ่ง UN มองว่าไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การจัดตั้งภาคประชาสังคม
นายไพศาล กล่าวต่อไปว่า ตนได้ไปดูเอกสารที่กฤษฎีกาเสนอต่อศูนย์เลขาธิการคณะรัฐมนตรี พบว่า เป็นข้อสั่งการของนายกฯ ให้กฤษฎีกายกร่างกฎหมายขึ้น โดยทางกฤษฎีกาได้ไปศึกษากฎหมายลักษณะนี้ในหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย อิหร่าน เคนยา กัมพูชา รัสเซีย แต่อีกกลุ่มจะเป็นประเทศที่ค่อนข้างเสรี เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส แต่กลุ่มนี้เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่เป็นเผด็จการ
“อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่กฤษฎีกาก็แปลกเหมือนกัน แทนที่คุณจะเอาตัวอย่างที่มันเป็นประเทศประชาธิปไตยหรือว่าส่งเสริมสิทธิ์ของประชาชนมาใช้เป็นตัวอย่างในการยกร่างกฎหมาย คุณกลับไปเอากฎหมายของประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการมาใช้ หรือว่ามีคนสั่งการมาอีกทีอันนี้ผมก็ไม่ทราบ” อนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายฯ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม กล่าว
นายไพศาล ยังกล่าวอีกว่า มีความพยายามควบคุมบทบาทของภาคประชาสังคมมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 ในเวลานั้น มีคณะทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอกระทั่งให้ควบคุมไปถึง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะเป็นแหล่งทุนสำคัญแหล่งหนึ่งของภาคประชาสังคม รวมถึงสภาองค์การชุมชน โดยอ้างเรื่องธรรมาภิบาลของภาคประชาสังคม ทั้งที่ไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยัน
น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตนเป็นทั้งคนทำงานภาคประชาสังคมที่รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากการมีภาคประชาสังคม ทั้งด้านสิทธิเสรีภาพ รัฐสวัสดิการ เด็กและอื่นๆ คนที่เสียโอกาสในการเข้าภึงสิทธิต่างๆ ก็ได้ภาคประชาชนส่วนนี้ทำให้เข้าใจถึงสิทธิและการมีส่วนร่วมในมิติประชาธิปไตยมากกว่าหน่วยงานรัฐเสียด้วยซ้ำไป องค์กรภาคประชาสังคมจึงมีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ซึ่งสิ่งที่ตนเป็นห่วงคือแนวคิดของรัฐบาลที่ 1.กำหนดให้ภาคประชาสังคมต้องจดแจ้ง หากไม่จดแจ้งจะมีโทษ 2.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรต่างๆ ต้องทำตามที่รัฐมนตรีกำหนด ส่วนเรื่องการดำเนินการอย่างโปร่งใส ตนคิดว่าปัจจุบันมีกฎหมายอื่นอยู่แล้ว เช่น กำหนดให้เปิดเผยว่าองค์กรต้องรับทุนจากแหล่งใด ดำเนินกิจกรรมอย่างไร แต่ส่วนสำคัญในการควบคุมสิทธิเสรีภาพในการทำกิจกรรมคือการแทรกแซงโดยชัดเจน โดยเฉพาะการทำสำเนาการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กร เรื่องนี้ถือว่ามากเกินไป
น.ส.สุภาภรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องอนุญาตให้กลุ่มต่างๆ สามารถหา รับและใช้เงินทุนจากต่างชาติได้ โดยถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่จะใช้ประโยชน์จากแหล่งทุนที่มีอยู่ในสังคมทั้งในและนอกประเทศ และรัฐควรลดเว้นการจำกัดวิธีหามาขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ในทางกลับกันรัฐต้องอนุญาตให้อำนวยความสะดวกในการหามาซึ่งเงินทุนเหล่านั้นด้วย
ดังนั้นข้อจำกัดใดๆ ของรัฐต้องเป็นไปตามประโยชน์อันชอบธรรมและจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย มาตรการในการกำกับต้องเป็นวิธีที่ไม่ก้าวล่วงสิทธิ์หรือก้าวล่วงโดยน้อยที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมาย เพราะฉะนั้นเมื่อประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญานี้ หากจะมีกฎหมายตามมาหรือมีการดำเนินการในเรื่องนี้ ก็ควรเคารพสิ่งที่ไปลงนามไว้ด้วย ไม่ใข่ว่ารัฐธรรมนูญก็ไม่ให้ความสำคัฐ สนธิสัญญาระหว่างประเทศก็ไม่ให้ความสำคัญ เท่ากับพุ่งเป้าที่จะจำกัดสิทธิของประชาชนในประเทศ
“แทนที่เราจะมีกฎหมายควบคุมกำกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้เกิดผลกระทบ มีมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดขึ้น และส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนหรือหลักการประชาธิปไตย แต่กลับมีกฏหมายหลายฉบับที่มาควบคุมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุน แล้วก็มากำกับเรื่องหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ถ้าส่วนตัวมองว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องถอน และฝากถึงพี่น้องที่ฟังอยู่ เราคงไม่ได้พูดถึงกฎหมายฉบับนี้ฉบับเดียว แต่พูดถึงการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็การที่อาจจะมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่กำลังผลกัดัน” น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว
น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ให้ความเห็นว่า การเกิดขึ้นของร่างกฎหมายนี้คือความพยายามจัดการกับผู้เห็นต่าง เพราะรัฐบาลนี้ทำมาตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจเมื่อปี 2557 แล้ว ในการจัดการผู้ที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล การเขียนกฎหมายนี้อาจมีสาระว่า องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ (NGO) ใดที่ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังรัฐบาลก็สามารถไปต่อได้ แต่เอ็นจีโอใดที่หัวแข็งเห็นต่างก็อาจถูกจัดการ
ทั้งนี้ เอ็นจีโออยู่ภายใต้กฎหมายอยู่แล้ว เช่น ทำงานมูลนิธิต้องส่งรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทุกปี ต้องแจ้งรายงานการเงิน มีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ยิ่งหากรับเงินจากต่างประเทศ ผู้ตรวจสอบบัญชีก็ต้องมาจากองค์กรระดับโลกซึ่งค่าจ้างแพงมากเพราะมีมาตรฐานสูง หรือหากมีเอ็นจีโอที่ไปฉ้อโกงประชาชน ก็มีกฎหมายในการจัดการอยู่แล้วเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีอกฎหมายนี้เพิ่มอีกให้สิ้นเปลือง
น.ส.สุภัทรา กล่าวต่อไปว่า ตนเสนอให้ 1.ครม. ถอนกฎหมายฉบับนี้ออกไป เพราะขัดทั้งรัฐธรรมนูญ ขัดทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดทั้งหน้าที่ของรัฐ ในด้านสิทธิมนุษยชน ที่จะทำหน้าที่ของรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งการให้ความเคารพในสิทธิมนุษชนของประชาชน ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวรวมกลุ่มมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐธรรมนูญก็รับรองไว้ แต่การออกกฎหมายนี้มันคือการไปขัดต่อสิทธิเสรีภาพเหล่านั้น
รวมถึงให้การปกป้องเยียวยา ซึ่งรัฐทำไม่ได้อย่างครบถ้วนต้องมีเอ็นจีโอเข้าไปช่วย เพราะบทบาทของเอ็นจีโอคือเข้าไปเสริมในสิ่งที่รัฐทำไม่ได้ เป็นช่องว่างที่รัฐไปไม่ถึง เช่น การทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เมื่อผู้ติดเชื้อยังไม่ได้สิทธิตามที่กำหนดไว้ เอ็นจีโอก็ไปช่วยเติมเต็มในส่วนนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงไม่มีความจำเป็น กับ 2.ขอให้เอ็นจีโอและองค์กรต่างๆ ที่ฟังอยู่ ช่วยส่งเสียงแสดงพลังโดยเข้าไปแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะมีเวลาถึงวันที่ 31 มี.ค. 2564
“ช่วยเข้าไปแสดงความคิดเห็นหน่อยว่าเราไม่เห็นด้วยอย่างไร เพราะคงไม่ใช่หน้าที่ กป.อพช. หรือใคร องค์กรภาคประชาสังคม เอ็นจีโอทั้งที่จดและไม่จดทะเบียนตามที่กำหนด เรื่องการจดทะเบียนนี่ก็เป็นประเด็น เพราะในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพูดถึงสภาพปัญหาเสรีภาพในการรวมกลุ่ม เพราะเรามีรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์ แต่เราไม่มีกฎหมายลูกที่ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ เรามีกฎหมายให้รวมตัวกันกำหนดไว้แค่ 2 รูปแบบหลักๆ คือเป็นมูลนิธิกับสมาคม นอกนั้นยังไม่มี” ผอ.มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าว
น.ส.สุภัทรา ยังกล่าวอีกว่า 3.หลังจากนี้จะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป โดยในหนังสือจะเป็นการระดมรายชื่อของผู้ที่ไม่สนับสนุนการมีกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ครม. สามารถถอนร่างกฎหมายนี้ออกได้อยู่แล้วเพราะเป็นอำนาจ ครม. และยังอยู่ในชั้นหลักการ ครม. จึงควรถอนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมเพิ่มขึ้น ส่วนระยะยาวต้องปรับทัศนคติของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ อย่ามองเอ็นจีโอเป็นผู้ร้ายหรือขัดขวางความเจริญ เพราะวิธีคิดแบบนี้มันล้าสมัยแล้ว
เพราะสังคมที่พัฒนามากหรือเป็นประชาธิปไตย เขาให้ความสำคัญกับองค์กรพัฒนาเอกชนหรือภาคประชาสังคมมกา เพราะไม่มีปัญหาใดที่แก้ได้โดยภาครัฐเพียงลำพัง แต่ต้องร่วมมือกับภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงชุมชนในการจัดการปัญหาทั้งสิ้น และที่ผ่านมา เอ็นจีโอก็เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมหลายอย่างเพื่อมาพัฒนาสิ่งแวดล้อมหรือคุณภาพชีวิต การวิพากษ์วิจารณ์ก็เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เพื่อการทำลายล้างใครเป็นการส่วนตัว จึงต้องยึดประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี