วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ทันตามยุคสมัยและรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในปี 2565 นี้ มทม. ยังคงมุ่งเดินหน้าพัฒนาด้านการศึกษา พัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดแบบ Active Learning และ Real Life Education รวมถึงผลักดันและส่งเสริมงานการวิจัยของนักศึกษาและคณาจารย์ เพื่อให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม รองอธิการบดี ฝ่ายนโยบายและแผน และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่า ปี 2565 เป็นปีแห่งความท้าทายของการศึกษาอีกครั้งในการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ และสถานการณ์ทั่วโลกยังคงมีระบาดอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ยังคงตั้งใจพัฒนาและขับเคลื่อนระบบการศึกษาของประเทศ เพื่อมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตรุ่นใหม่ให้เป็น “นวัตกร” ที่มีคุณภาพสู่ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ
“ในช่วง 2 ปี ที่เราเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 การปรับตัวและใช้ชีวิตแบบ New Normal กลายเป็นวิถีชีวิตปกติของผู้คนในสังคมในทุกๆ ด้าน ทั้งไลฟ์สไตล์ ธุรกิจ และระบบการศึกษา ฯลฯ ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจมิติการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเป็นเหตุผลให้นักเรียนเลือกสถานศึกษาที่ดีที่สุดและเหมาะกับตัวเองมากที่สุด” ผศ.ดร.ภานวีย์ กล่าว
นอกจากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องและเกิดประสิทธิผลสูงสุดแก่นักศึกษาแล้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ยังคงเดินหน้าพัฒนาทั้งด้านอาคารเรียนและห้องปฏิบัติการ รวมถึงหลักสูตรการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยทุ่มงบประมาณกว่า 180 ล้านบาท สร้างอาคารเรียนใหม่ให้เป็นสถาบันนวัตกรรมแห่งความเป็นเลิศ ซึ่งในปี 2564 ได้เปิดอาคาร สถาบันนวัตกรรมมหานคร (Mahanakorn Institute of Innovation หรือตึก MIIX) ขึ้น เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมศาสตร์
โดยอาคาร MIIX นี้ ได้รวบรวมห้องทดลองและห้องปฏิบัติการต่างๆ อาทิ ห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์ (Robotics LAB) ที่รวบรวมแขนกลโรงงานระดับแบรนด์ชั้นนำ ABB KUKA และ Yaskawa ห้องพิมพ์ขึ้นรูปสามมิติ (3D Printing Room) โรงงานผลิตน้ำดื่ม (Process Control and Automation LAB) ห้องปฏิบัติการ PLC Mitsubishi และ PLC Siemens (Programmable Logic Control) ห้องปฏิบัติการขั้นสูง อาทิ ห้อง Advanced Electronics LABเป็นห้องปฏิบัติการเครื่องมือเฉพาะ สำหรับการตรวจวัดสัญญาณไฟฟ้าระดับพิเศษความถี่สูง
การเกิดสัญญาณรบกวน คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณการสื่อสารไร้สาย และห้อง Embedded and AI ห้องปฏิบัติการที่ประกอบด้วยเครื่องมือวัด โปรแกรมประยุกต์ สื่อการพัฒนาระบบซึ่งมีใช้งานระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ทดสอบและวิเคราะห์ แล้วนำมาซึ่งการสังเคราะห์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆออกมาสู่ตลาดและภาคอุตสาหกรรม ด้วยการฝึกใช้เครื่องมือฝึกการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะ ฝึกการประยุกต์ใช้และต่อยอดความรู้ในด้านการประดิษฐ์นวัตกรรม
ในปี 2565 มทม. มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ อาทิ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมควบคุมอุตสาหกรรมและเครื่องมือวัด วิศวกรรมกระบวนการผลิต วิศวกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์ เป็นต้น
อีกทั้งยังมีแผนการลงทุนและพัฒนาในอีกหลายด้านต่อไปในอนาคต รวมถึงมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมทุนกับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนอีกหลายแห่ง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, ทรู คอร์ปอเรชั่น, สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT),
ด้านความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัย การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ และอื่นๆ เช่น การจัดตั้งห้องวิจัย Mahanakorn Laboratory ที่มหาวิทยาลัย อิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษเพื่อเป็นห้องวิจัยของอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนอาจารย์ นักศึกษา การวิจัยกับ The University of New South Wale ประเทศออสเตรเลีย และ เดอะ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เชฟฟิลด์ (The University Of Sheffield) ประเทศอังกฤษ ฯลฯ
ที่ผ่าน มทม. ได้ประสบความสำเร็จในด้านการสำเร็จการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดย 95% ของบัณฑิตที่จบจาก มทม. มีงานทำ นักศึกษาและผู้ปกครองจึงมั่นใจได้ว่า มทม. จะสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ในอนาคตป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะผลักดันโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี