วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
นครพนม-ข้าวปุ้นน้ำนัวกะปิปลาร้าสุดแซบ สูตรเด็ด“เรณูผู้ไท” ถิ่นสาวงามเวียงพิงค์อีสาน ไม่ลองไม่รู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านขึ้นชื่อ
ถ้านักท่องเที่ยวได้มีโอกาสมาเยือนอำเภอเรณูนคร ถือเป็นอำเภอที่น่าสนใจอีกแห่งของจังหวัด เนื่องจากเป็นถิ่นชาติพันธุ์ชาวผู้ไทหรือภูไท อันได้ชื่อว่าเป็นถิ่นสาวงามที่ครูสุรินทร์ ภาคศิริ นักแต่งเพลงชื่อดัง เขียนเพลงหนาวลมที่เรณู มอบให้ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลง ได้กล่าวไว้ในเนื้อเพลงว่าสาวสวยเรณูนคร เป็นสาวเวียงพิงค์แห่งแดนสีสาน เนื่องจากมีบรรพบุรุษอพยพย้ายมาจากแคว้นสิบสองจุไทย และอาณาจักรล้านช้าง โดยการเคลื่อนย้ายของชาวภูไทเข้าสู่ภาคอีสานมีหลายครั้ง และมาจากที่ต่างๆ จึงทำให้กลุ่มภูไทกระจายอยู่ในหลายจังหวัดภาคอีสาน
ชนเผ่าผู้ไทมีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่น อาทิ การฟ้อนรำผู้ไท เป็นการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมแบบพื้นเมืองอย่างหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาเป็นเวลาช้านานจากบรรพบุรุษ ในสมัยก่อนเรียกการฟ้อนรำแบบนี้ว่าฟ้อนละครไทย เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่คณะเดียวกันโดยการจับกลุ่มเล่นฟ้อนกัน และยังมีภาษาเป็นของตัวเองโดยสืบสานมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่ร่น ที่สำคัญหากใครที่มาเยือน อ.เรณูนคร สิ่งที่พลาดไม่ได้ คือต้องได้มากราบไหว้ขอพรพระธาตุเรณู เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้เกิดวันจันทร์ รวมถึงได้ไปกราบไว้เจ้าปู่ถลาบรรพบุรุษ เจ้าเมืองนักรบอันเป็นที่เคารพสักการะของชนเผ่าผู้ไท เชื่อว่าใครได้ไปกราบไหว้ขอพรจะมีโชคลาภ ถือเป็นสิริมงคลกับครอบครัว
นอกจากนี้มีเมนูเด็ดที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนถึงถิ่น อ.เรณูนคร ควรได้ลองลิ้มชิมรสความอร่อยเมนูสุดแซบ เป็นอาหารพื้นบ้านรสเด็ด เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวผู้ไท สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้มาจากอดีตถึงปัจจุบัน บางรายร่ำรายจากอาชีพดังกล่าว คือ ขนมจีนหรือภาษาอีสานเรียกว่าข้าวปุ้น ซึ่งความจริงแล้วคนทั่วไปก็จะรู้จักกันดีแล้ว โดยทั่วทุกภูมิภาคจะกินขนมจีนกับน้ำกะทิ น้ำยาป่าหรือน้ำยาปลา น้ำเงี้ยว น้ำแกงเขียวหวาน แต่ชาวอำเภอเรณูนครจะรับประทานกับน้ำปลาร้า และน้ำกะปิ เส้นขนมจีนก็เป็นเส้นบีบสด ซึ่งเป็นวิถีของขั้นตอนการทำและการกินที่ไม่เหมือนที่อื่นทั่วไป เป็นเอกลักษณ์และสูตรเฉพาะของชาวเรณู
.jpg)
โดยในภาษาถิ่นจะเรียกว่าข้าวปุ้นปาแดะโน หรือภาษาอีสานเรียกข้าวปุ้นปลาแดกนัวที่ผสมน้ำนัวจากน้ำกะปิ น้ำปลาร้า ปรุงรสแบบธรรมชาติ ทำให้มีความอร่อยไม่เหมือนใคร ที่สำคัญแป้งข้าวปุ้นผลิตจากแป้งข้าวเหนียวธรรมชาติ ซึ่งข้าวปุ้นจะต้องบีบสดใหม่ทุกจาน ทำให้ได้รสชาติถึงความหอม เมื่อนำเส้นมาปรุงรส กับ น้ำยา น้ำกะปิ ปลาร้า จะได้รสชาติของความอร่อยอีกรูปแบบ บวกกับรับประทานควบคู่กับผักสด ผักลวก ตามความชอบ กลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ได้มาเยือน อ.เรณูนคร ต้องแวะชิม ถึงจะได้ชื่อว่ามาถึงเมืองเวเรณูนคร สนุนราคาขายจานละ 10-20 บาท เท่านั้น แต่สร้างรายได้วันละหลายพันบาท นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างรายได้ มีเงินหมุนเวียนสะพัดมายาวนาน ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ พัฒนาเป็นแพ็คเกจใหม่ ในรูปแบบของข้าวปุ้นสำเร็จรูป ส่งขายทั่วประเทศ สามารถนำไปลวกน้ำร้อนปรุงรับประทานได้เลย
นางปัดจิน คัดทะจันทร์ อายุ 68 ปี หรือยายจิน เจ้าของร้านข้าวปุ้นใต้ถุน เปิดเผยว่า ตนสืบสานอาชีพข้าวปุ้น ภูมิปัญญาชาวบ้านมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่พ่อแม่จนมาถึงรุ่นลูกหลาน ถือเป็นข้าวปุ้นต้นตำรับของชาวผู้ไท มีสูตรเด็ดสำคัญที่แต่ละคนห่วงแหนไว้ให้ลูกหลานสืบทอด และต้องทำจากแป้งข้าวเหนียวคุณภาพ เริ่มจากในอดีตมาจากการตำครก จนมาพัฒนาใช้เครื่องบดสำเร็จรูป แต่ยังคงการบีบสดไว้ โดยจะต้องเป็นแป้งข้าวเหนียวที่มีคุณภาพ ผ่านการหมักด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ก่อนออกมาเป็นแป้งข้าวปุ้น นำมาบีบสดใส่น้ำร้อน แล้วตักขึ้นมาล้างน้ำเย็น กลายเป็นเส้นข้าวปุ้นคั้นสด สะอาด มีคุณภาพกลิ่นหอมอ่อนๆของแป้ง ส่วนน้ำข้าวปุ้นจะรับประทานกับน้ำกะปิ และปลาร้าน้ำนัว ถือเป็นตำรับข้าวปุ้นชาวผู้ไทเรณูนคร มีเครื่องเคียงคือผักสด หรือผักลวกแล้วแต่ลูกค้าชอบ ส่วนน้ำจะทำจากกะปิ และปลาร้าธรรมชาติ ที่ผ่านการต้มสะอาด ถูกหลักอนามัย ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มายาวนาน จนปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นแพคเกจ ข้าวปุ้นสำเร็จรูปเพื่อความสะดวกสำหรับลูกค้าอยู่ต่างจังหวัดนำไปรับประทาน

คำว่าน้ำนัวเป็นภาษาอีสาน หมายถึง รสกลมกล่อมของอาหารเช่น ต้ม แกง ลาบก้อย มีรสกลมกล่อม น้ำนัวถือเป็นการประยุกต์ นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้กลุ่มชาวบ้าน ด้วยตระหนักถึงผลเสียของการนำผงชูรสมาประกอบอาหาร จึงได้ทำการศึกษาวิจัยทำน้ำนัวภายในท้องถิ่น และนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสชาติอาหารแทนผงชูรส สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทุกชนิด ได้แก่ ส้มตำประเภทต่างๆ ไม่ว่าเป็นตำแตง ตำกล้วย และตำมะม่วง
ส่วนอำเภอเรณูนคร เดิมชื่อเมืองเวหรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าบ้านดงหวายสายบ่อแก เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวภูไท(ผู้ไท) กลุ่มใหญ่ ตามตำนานเล่าว่าราว พ.ศ.2373 ชาวผู้ไทอพยพมาจากเมืองไล มีเจ้าเพชร และ เจ้าสายเป็นหัวหน้า มาตั้งรกรากตั้งเมืองบริเวณนี้ มีเจ้าเมืองปกครองตลอดมาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงยกฐานะจากเมืองเป็นอำเภอเรณูนคร ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี อาทิ ธรรมเนียมการต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ การเลี้ยงอาหารแบบพาแลง(ข้าวมื้อเย็น) การดูดอุหรือดวลอุ (เหล้าหมักในไห) และการฟ้อนรำผู้ไท นอกจากนี้ยังมีผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทที่จัดว่ามีชื่อเสียงไปทั่วโลก เรียกกันว่าผ้าแพรวา ปัจจุบันมีชื่อโด่งดังอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งความหมายเดิมของผ้าแพรวาก็คือ ผ้าแพรหนึ่งผืนขนาด 1 วานั่นเอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี