วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
งานเสวนาในหัวข้อ “47 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับระเบียบโลกใหม่” ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดขึ้นอย่างเป็นกันเอง เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในงานมีระดับกุนซือด้านการค้า , ความมั่นคง ระหว่างไทยและจีน เข้าร่วมเสวนา เริ่มตั้งแต่ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน , ดร.ภูมิพัฒน์ พงศ์พฤฒิกุล ผู้ช่วยพิเศษ ด้านสายงานวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ , ดร.ธารากร วุฒิสถิรกุล รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน และ ดำเนินรายการโดย นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการ The Leader Asia
ความสัมพันธ์ไทย-จีน อันแน่นแฟ้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และทรงพบกับเติ้งเสี่ยวผิง ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1981 ซึ่งตอนนั้นสมเด็จพระกนิษฐาฯมีพระชนมายุ 20 พรรษา และสำนักข่าวซินหัวระบุว่า เป็นช่วงเริ่มต้นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการ ฑูตระหว่างไทยและจีน ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 5 ปี สมเด็จพระกนิษฐาฯทรงเริ่มศึกษาภาษาจีนกลางซึ่งได้รับพระราชานุเคราะห์โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ในพระราชนิพนธ์ “หยกใสรายคำ” (Verses of Clear Jade) ฉบับแปลไทย ทรงแปลจากฉบับกวีนิพนธ์จีนโบราณ ทรงแปลบทประพันธ์บทหนึ่งไว้ว่า “จะเป็นจีนเป็นไทยใช่ใครอื่น จงชมชื่นผูกจิตสนิทมั่น เด็ดผกาแทนใจผูกพัน แบ่งปันประดับเรือนเตือนตาเอย”
ดังนั้นประโยค “ไทยจีนใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” จึงเป็นหนึ่งในหัวใจของเวทีเสวนานี้ โดย ดร.ไพจิตร เปิดประเด็นในอดีตไทยประสบเหตุปัญหากับประเทศเวียดนาม ในเวลานั้นได้จีนเข้ามาเป็น “กัลยาณมิตร”
ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีนมองว่า ในช่วงที่ยูเครนและรัสเซียกำลังมีปัญหากันนั้น ระหว่างนี้ไทยควรหาโอกาสในการส่งสินค้าด้านการเกษตรไปยังประเทศจีนมากขึ้น เพื่อเดินหน้าครัวไทยสู่ครัวโลก เพราะในส่วนของรัสเซียและยูเครนนั้น เรียกได้ว่า เป็นสำรับอาหารสำหรับชาวยุโรป โดยทั้ง 2 ประเทศ มีการส่งออกน้ำมันไปทั่วโลกราว 60% , ตามมาด้วยข้าวสาลี 20% , ข้าวโพด 20% , และ เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียรายใหญ่ถึง 15% ของตลาดโลก ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้มีผลทำให้ราคาอาหารสัตว์และไข่ไก่แพงขึ้น

“เพราะฉะนั้นหากสินค้าเกษตรไทยจะเห็นโอกาสในช่วงนี้ควรเร่งสร้าวแบรนด์ให้กับสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้ไทย ปัจจุบันผลไม้ไทยที่ส่งออกไปจีน แทบไม่มีการสร้างแบรนด์ มีเพียงแบรนด์เดียว คือ ทุเรียน ยี่ห้อ มูซานคิงส์ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เช่น การให้ความรู้ (educate) นั้นเป็นเรื่องรองลงมา เพราะตอนนี้ก็ยังพบว่า ชาวจีน ไม่ทราบว่าทุเรียนกับขนุนนั้นแตกต่างกันอย่างไร และชาวจีนเรียกขนุนว่า ทุเรียนหนามสั้น หรือ ยกตัวอย่างน้ำมะพร้าว คน จีนยังเข้าใจว่าเป็นหางกะทิในจีน ซึ่งในเรื่องนี้หากมีเรื่องแบรนด์เข้ามา ก็จะทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ง่ายขึ้นว่าผลไม้ไทยแตกต่างกันอย่างไร โดยใช้แบรนด์เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อน” ดร.ไพจิตรกล่าว
ดร.ไพจิตรเล่าอีกว่า ปัจจุบันคนจีนขยับเข้ามาอยู่ในเมือง 60% (Urbanization) และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ไม่ได้มีฐานะยากจนเหมือนในอดีต โดยสินค้าเกษตรของไทยที่จะส่งไปขายที่จีน ยังต้องคำนึงถึง 4 มาตรฐานหลัก ได้แก่ สุขภาพ , ธรรมชาติ, ความปลอดภัย และ ความสะดวก ซึ่งในส่วนนี้อาหารแช่แข็งพบว่า มียอดขายที่เพิ่มขึ้นและกำลังได้รับความนิยมของจีนที่อาศัยอยู่ในเมือง
ส่วน ดร.ธารากร วุฒิสถิรกุล รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน กล่าวว่า ในการส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยไปจีน รัฐควรส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร เพราะปัจจุบันสินค้าเกษตรยังเป็นต้นน้ำอยู่มาก
ขณะที่ ดร.ภูมิพัฒน์ พงศ์พฤฒิกุล ผู้ช่วยพิเศษ ด้านสายงานวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สินค้าเกษตรไทยยังติดปัญหาเรื่องระบบขนส่ง (Logistic) โดยเฉพาะการส่งสินค้าไปยังจีน , อินเดีย และ บังคลาเทศ โดยปัจจุบันมีเพียงสายการบินเดียวที่รับขนส่งผลไม้ทุเรียนไปยังอินเดีย คือ สายการบินไทย
ในเวทีเสวนานี้ ดร.ไพจิตรเสนอแนวคิดได้อย่างน่าสนใจไปถึงเนื้อหาการประชุมเอเปค (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิค : Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ที่จะจัดขึ้นที่ไทยในช่วงปลายปี 2565 ว่า ไม่ควรนำประเด็นความมั่นคงและความขัดแย้งของยูเครนและรัสเซียมาพูดคุยในเวทีดังกล่าว และมองว่า ควรคุยในประเด็นใหม่ๆ เช่น การทำบลู โอเชี่ยน หรือ โครงการพัฒนาด้านน้ำอย่างรอบด้านครบทุกมิติ เพื่อให้เกิดมิติเชิงบวก เช่น ความมั่นคงด้านอาหาร(สินค้าเกษตร) ในพื้นที่บลู โอเชี่ยน, การพัฒนาพลังงานน้ำ , การค้าและเศรษฐกิจในพื้นที่บลู โอเชี่ยน และ แนวทางการรับมือภัยพิบัติ
“เราไม่อยากให้หยิบยกเรื่องความมั่นคงมาคุย เพราะจะทำให้เวทีไม่มั่นคง”
ขอบคุณข้อมูลและภาพ : เว็บไซต์สำนักข่าวซินหัว (https://xinhuathai.com /high/38007_20190925 และ https://today.line.me/th/v2/article/9Re9ox)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี