วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
วงเสวนาชี้ไม่จำเป็นต้องเลื่อนใช้กม.‘ทรมาน-อุ้มหาย’ตามที่ตร.เรียกร้อง ย้ำข้อกังวลทุกอย่างแก้ไขได้

วงเสวนาชี้ไม่จำเป็นต้องเลื่อนใช้กม.‘ทรมาน-อุ้มหาย’ตามที่ตร.เรียกร้อง ย้ำข้อกังวลทุกอย่างแก้ไขได้

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 21.20 น.
Tag : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทรมาน อุ้มหาย
  •  

23 ม.ค. 2566 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาเรื่อง “พ.ร.บ. ซ้อมทรมานและอุ้มหาย เดินหน้าหรือชะลอ ใครได้ ใครเสีย?” ซึ่งสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2566 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ได้ลงนามในหนังสือขอให้มีการชะลอในเรื่องของการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ก.พ. 2566 

นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ยะลา พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า กฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือการอุ้มหายนั้นมีความพยายามร่างกันมาครั้งหนึ่งในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุครัฐบาล คสช. แต่ยังไม่แล้วเสร็จก็ยุบสภาและมีการเลือกตั้งเสียก่อน แต่เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จากการเลือกตั้ง ก็มีทั้งภาคประชาสังคม ฝ่ายการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่างกฎหมายนี้ส่งเข้ามาให้สภาพิจารณา


กระทั่งเกิดคดีที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ร่วมกับพวกใช้ถุงดำคลุมศีรษะผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนผู้ต้องหาเสียชีวิต คดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ถูกเสนอเข้าสู่สภาและผ่านการพิจารณาทั้งในชั้น ส.ส. และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จนกฎหมายสามารถผ่านออกมาจากทั้ง 2 สภา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในที่สุด

นายอาดิลัน กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 22 ธ.ค. 2565 คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในคณะ กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายฉบับนี้ เช่น สตช. กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงมหาดไทย 

ซึ่งแม้จะมีข้อกังวลจากหน่วยงานต่างๆ เช่น การต้องเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง การอบรมให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ แต่ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อออกแนวปฏิบัติกลางสำหรับใช้ร่วมกัน และทุกหน่วยงานยืนยันว่าไม่เป็นอุปสรรคหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ก.พ. 2566 กระทั่งมาเกิดกรณี ผบ.ตร. ทำหนังสือถึงกระทรวงยุติธรรม ขอขยายเวลาบังคับใช้ด้วย 3 เหตุผล ทั้งที่เหตุผลเหล่านั้นได้พูดคุยกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2565 และยืนยันว่าไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ 

“เรื่องของงบประมาณ ถึงแม้งบประมาณ 3 พันกว่าล้านบาทไม่สามารถจะได้ในทันที แต่เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วก็สามารถปฏิบัติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องไม้เครื่องในส่วนการตรวจค้นจับกุม มีระเบียบปี 2564 ที่อดีต ผบ.ตร. ท่านก่อนหน้านี้ได้ออกคำสั่งในการปฏิบัติแล้วว่าในการจับกุมต้องมีเครื่องมือบันทึกภาพ-เสียงเคลื่อนไหวอยู่แล้ว แสดงว่าในสถานีตำรวจทุก สน. ทุก สภ. มีเครื่องไม้เครื่องมือในการปฏิบัติโดยไม่ได้มีเหตุขัดข้องใดๆ ทั้งสิ้น ประเด็นข้อห่วงใยเรื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 แสนกว่านายต้องมีกล้องนั้น ผมคิดว่าอาจเป็นการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ แต่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องมีทุกท่าน เอาเฉพาะคนที่เข้าเวร” นายอาดิลัน กล่าว

น.ส.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ  กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เคยพูดคุยกับหลายหน่วยงานทั้ง สตช. สำนักงานศาลยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง อัยการ กรมราชทัณฑ์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

หรือก็คือไปทุกหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุมควบคุมตัวผู้กระทำผิด เพื่อให้ผู้บริหารของหน่วยงานเหล่านี้เข้าใจความสำคัญของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รวมไปถึงการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางระเบียบร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันระเบียบว่าด้วยการแจ้งและการบันทึกการจับกุมและควบคุมตัวนั้นเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ปัจจุบันให้ใช้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 เป็นเบื้องต้น
“เราอยู่ระหว่างทำหลักเกณฑ์การเยียวยาเพื่อให้ครอบคลุมมากกว่าเรื่องของเงิน ก็จะเป็นการเยียวยาเรื่องอื่นๆ ในมิติอื่นๆ ด้วย อันนี้จะเป็นเรื่องเดี๋ยวที่เราจะไปวงเล็กในการพูดคุยกับหน่วยไม่ว่าจะเป็นกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ หรือหน่วยที่มีหน้าที่เยียวยา ไม่ว่าจะเป็นของ พม. ของกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเข้ามาในเรืองของการเยียวยา ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเตรียมการในเชิงการวางระเบียบ” น.ส.นรีลักษณ์ กล่าว

นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ในด้านความพร้อมปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ส่วนของหน่วยงานอื่นตนคงไปตอบแทนไมได้ แต่ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดก็เตรียมความพร้อมแล้วกว่าร้อยละ 80 และหากจะรอให้พร้อมทั้ง 100% ก็คงไม่ต้องทำงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดหรือกฎหมายฉบับใดก็ตาม 

โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีกรณีหลักเกณฑ์การสอบสวนเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีความต่างๆ ซึ่งกำหนดให้ต้องมีทีมสหวิชาชีพร่วมในกระบวนการสอบาสวนด้วย ในช่วงแรกๆ ก็มีเสียงสะท้อนว่ายุ่งยากวุ่นวาย แต่ท้ายที่สุดก็ทำกันมาได้จนตกผลึกเป็นแนวปฏิบัติที่ลงตัว และต้องบอกว่า กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เป็นกฎหมายที่มีแล้วในหลายประเทศ 

อาทิ สหรัฐอเมริกา ซึ่งตนมีโอกาสได้ไปฝึกงานเป็นอัยการอยู่ 4-5 เดือน ตำรวจมีแนวปฏิบัติว่าขณะเข้าจับกุมผู้กระทำผิดหากไม่มีการบันทึกภาพปฏิบัติการไว้ หากผู้ถูกจับกุมร้องเรียนและมีผลตรวจร่างกายว่าได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะมีความผิด ขณะที่กฎหมายของไทยเรื่องการติดกล้องบันทึกเการจับกุมตลอดเหตุกาณ์ จะมีข้อยกเว้นหากเป็นเหตุสุดวิสัย 

เช่น คนร้ายกระโดดลงน้ำแล้วตำรวจลงตาม หรือเกิดเหตุชุลมุนต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่จนกล้องเสีย จะมีผู้ตรวจคืออัยการและฝ่ายปกครอง นอกจากอ่านบันทึกการจับกุมแล้วยังตรวจกล้องด้วย ส่วนข้อกังวลว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าแล้วประเทศไทยจะทำได้อย่างเขาหรือไม่ แต่เรื่องกล้องนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำเลิศอะไร ขอเพียงมีสัญญาณอินเตอร์เน็ต มีโปรแกรม และมีช่องทางติดต่อก็สามารถทำได้แล้ว

“ระบบกล้องที่เราใช้ในกฎหมายฉบับนี้มันทำให้ Due Process of Law (กระบวนการอันชอบธรรมของกฎหมาย) เป็นความจริง ก็คือเขาบังคับให้คุณไม่ทรมานคน ไม่ทุบคน เจ้าหน้าที่ต้องใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจจับกุมใช้กำลังตามสมควร ควบคุมตามกฎหมายอันสมควร แจ้งสิทธิ์เขา เอาเขาไปที่ทำการทันที เมื่อไม่ทำ ไม่มีระบบตรวจสอบก็เอากล้องมาตรวจสอบ” ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าว

นายสมชาย หอมลออ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่อยู่กินฉันท์สามี-ภรรยา แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสสามารถเป็นโจทก์ร่วมในการฟ้องคดีได้หากอีกฝ่ายตกเป็นเหยื่อถูกซ้อมทรมานหรืออุ้มหาย ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนจากกรณี นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกอุ้มหายเพราะออกมาเรียกร้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง แต่ภรรยาไม่สามารถเป็นโจทย์ร่วมเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรส
“ถ้าไปแจ้งความในฐานะผู้ร้องทุกข์ด้วยแน่นอนก็ต้องหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนพอสมควรว่าตนเองว่าแป็นผู้ที่อยู่กินกันฉันท์สามี-ภรรยา เช่น พยานบุคคลที่เชื่อถือได้หรือพยานเอกสาร เช่น ทะเบียนบ้าน เรื่องการอยู่บ้านเดียวกัน หรือลูกซึ่งมันมีระบุชื่อว่าเราซึ่งเป็นภรรยาแล้วไม่ได้จดทะเบียน เป็นแม่ของลูกของคนที่สูญหายไปอย่างนี้เป็นต้น” นายสมชาย กล่าว

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า หากเทียบกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือกฎหมาย PDPA ที่เลื่อนมากว่า 2 ปีกว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2565 แล้วไม่เหมือนกัน เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ผู้ที่เสนอให้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปก่อนคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ขณะเดียวกันก็ไม่มีหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภา ตลอดจนประชาชนทั่วไปก็ไมได้ขัดข้อง จึงไม่มีปัญหาอะไร

แต่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เนื่องจาก 1.หน่วยงานที่ไม่พร้อมมีเพียง สตช. เพียงหน่วยงานเดียวที่เสนอมา 2.ข้อกังวลของ สตช. จริงๆ แล้วก็สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เช่น ความไม่พร้อมเรื่องกล้องสำหรับเจ้าหน้าที่ แต่การมีกฎหมายก็จะทำให้การตั้งงบประมาณในปีต่อๆ ไปมีเรื่องนี้เข้ามา แต่เบื้องต้นก็ไม่จำเป็นว่าตำรวจทุกนายต้องมีกล้อง เพียงแต่ให้มีไว้ในจุดที่ควรมี เช่น สถานที่สอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม อีกทั้งกฎหมายยังเปิดช่องให้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถใช้กล้องบันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วย

หรือการอบรมให้เจ้าหน้าที่มีทักษะ ทาง สตช. ก็มีระเบียบเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2564 ในยุคที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. อีกทั้ง กสม. ยังเคยจัดทำข้อเสนอให้ทั้ง สตช. และกระทรวงกลาโหม เร่งอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญคือ ที่ผ่านมา ตั้งแต่ขณะที่กฎหมายยังอยู่ในชั้นพิจารณา จนถึงกระทั่งเมื่อกฎหมายผ่านออกมาประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วและทาง กมธ.การกฎกมายฯ ก็เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือมาทำความเข้าใจ ก็ สตช. ไม่เคยแจ้งข้อกังวลเรื่องความพร้อมแต่อย่างใด

“กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่สำคัญมาก กฎหมายนี้จะช่วยทั้งประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ที่ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้วย เข้าใจว่ามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการซ้อมทรมานหรือการอุ้มหายอยู่เยอะ ถ้าหากว่ากฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เรื่องร้องเรียนเหล่านี้ก็จะลดน้อยถอยลง” นายวสันต์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
https://www.naewna.com/politic/703775 'โรม'สับแหลก! ผบ.ตร.ไบโพลาร์-ล้มเหลว สั่งชะลอ'พรบ.อุ้มหาย'อ้างไม่พร้อม 
https://www.naewna.com/politic/705269 กมธ.กฎหมายฯ’แจ้ง‘บิ๊กตู่’กังวล‘ร่างพ.ร.บ.อุ้มหายฯ’บังคับใช้ไม่ทัน 22 ก.พ.นี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

เข่าแทบทรุด หวังช่อดอกไม้สวยๆเซอร์ไพรส์คนพิเศษ แต่ร้านทำแสบ นี่มันดอกไม้จันทน์

ไอติม พริษฐ์ มัดรวมทุกคำถามถึง กกต. ขอคำตอบชัด ให้ประชาชนสิ้นสงสัย

ปิดตำนาน มือปราบสืบเหนือ สืบใต้ พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ อดีตผบช.น.

ทรัมป์ เคลมผลงานทันที ชี้ชัยชนะของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นผลจากแรงหนุนของตน

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved