วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายองค์กร จัดเสวนาหัวข้อ “ยุติความรุนแรงในโลกของการทำงาน ทุกคนทำได้” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก) กรุงเทพฯ โดย กนกวรรณ ด้วงเงิน สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบประเทศไทย กล่าวว่า ในกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน เช่น กลุ่มผลิตแห-อวน กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า หรืออย่างตนก็ทำทองลงหิน ความรุนแรงต่อแรงงานกลุ่มนี้อาจไม่ใช่เรื่องเพศหรือการทำร้ายร่างกาย แต่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากภาวะทางเศรษฐกิจ
กล่าวคือ เมื่อรายได้ของแรงงานไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน พ่อแม่มีปากเสียงทะเลาะกัน กลายเป็นความรุนแรงที่ส่งผ่านไปยังเด็กที่เป็นลูก ทำให้เด็กมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติแม้จะไม่รู้ว่าพ่อแม่ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร นอกจากนี้ การทำงานของพ่อแม่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกด้วย เช่น แม่เย็บผ้าไปพร้อมกับเลี้ยงลูก เด็กก็ได้รับผลกระทบจากฝุ่นฝ้าย เพราะไม่มีรายได้เพียงพอนำลูกไปฝากไว้กับศูนย์รับเลี้ยงเด็กได้
“ตอนนี้โรงงานบางโรง อาจจะไม่มีทุกโรง เรื่องของศูนย์เลี้ยงเด็กยังไม่มีทุกโรง และตามชุมชนซึ่งไม่มีเลย จะมีก็แต่ของเอกชนที่เข้าไปอยู่แล้วก็รับเลี้ยงเด็ก มันก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เราอยากให้ภาครัฐสนับสนุนให้แต่ละชุมชน แต่ละที่ ที่เขามีเป็นชุมชนแออัดสนับสนุนเรื่องศูนย์เลี้ยงเด็ก ไม่ต้องใหญ่โตมากก็ได้แต่ว่าให้คนทำงานที่รับงานไปทำที่บ้านสามารถเช้าขึ้นมาเอาลูกไปเลี้ยงที่ศูนย์เลี้ยงเด็ก” กนกวรรณ กล่าว
Kyan Par (จำปา) รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาลูกจ้างทำงานบ้าน ซึ่งมักเป็น “แรงงานหญิง” ที่ถูก “คุกคามทางเพศ” จากนายจ้างที่เป็นผู้ชาย ซ้ำร้ายในหลายกรณี ภรรยาของนายจ้างกลับมองว่าลูกจ้างทำงานบ้านเป็นฝ่ายยั่วยุสามีก่อนอีกต่างหาก โดยสถานที่เกิดเหตุมักเป็นบ้านของนายจ้างเพราะเป็นสถานที่ทำงานของแรงงานกลุ่มนี้ ดังนั้น “ความปลอดภัย” เป็นสิ่งที่ลูกจ้างทำงานบ้านต้องการ
“เป็นลูกจ้างทำงานบ้าน เราอยู่ในบ้านของเขา เป็นบ้านของนายจ้างแต่ที่ทำงานของเราซึ่งคนอื่นมองไม่เห็น วิธีหนึ่งที่เราต้องทำให้ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำงาน มันเป็นหน้าที่ของเราด้วย บางทีเราต้องพูดมากขึ้นกับเพื่อนๆ ของเราหรือเจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่รับฟังพวกเรา” รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าว
เรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชาย เล่าถึงลูกจ้างทำงานบ้าน ซึ่งเป็นแรงงานชาวไทยจากต่างจังหวัด เข้ามาทำงานเลี้ยงลูกให้ตนตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ในเวลานั้นเริ่มให้เงินเดือนได้เพียงเดือนละ 500 บาท แต่สิ่งที่มาคิดในวันนี้คือ “เหมือนเป็นการขโมยชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งไป” เพราะกว่าลูกจ้างทำงานบ้านคนนี้จะได้แต่งงานก็เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา โดยแต่งงานในวัย 48 ปี และปัจจุบันก็ยังทำงานที่บ้านของตนอยู่ จากเลี้ยงลูกก็กลายเป็นเลี้ยงหลาน ยังไม่สามารถกลับไปภูมิลำเนาได้แม้จะมีมรดกเป็นที่นาจำนวนหนึ่งรออยู่ก็ตาม
อีกทั้งหลายครั้งตนกับสามีไปทำงานกลับดึก เฉลี่ยอยู่ที่ 21.00 น. ภาพที่เห็นคือลูกจ้างทำงานบ้านยังรอแม้อยู่ในสภาพอ่อนเพลีย หรืออย่างตนเองทำงานองค์กรระหว่างประเทศ บางครั้งต้องเดินทางไปต่างแดน และในเวลานั้นสามีก็ยังหนุ่มอยู่ ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดความรุนแรงกับลูกจ้างทำงานบ้านหรือไม่ แต่สุดท้ายก็โชคดีที่ไม่เกิดอะไรขึ้น ซึ่งแม้ต่อมาจะได้ให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและทำประกันชีวิตให้ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนปล้นชีวิตคนคนหนึ่งมาอยู่ดี และคงต้องดูแลลูกจ้างทำงานบ้านคนนี้ไปเรื่อยๆ เพราะก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว
“กลายเป็นคนดีเพราะมาพบกับ Homenet ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้างทำงานบ้าน สัก 10-20 ปีที่แล้วที่เราเริ่มรู้จักกัน เรารีบกลับไปปรับปรุงตัวอย่างเร็ว มีวันหยุดให้ 1 วันแต่เขาก็หยุดบ้างไม่หยุดบ้าง แต่อย่างตรุษจีน-ปีใหม่ เขาก็ถือโอกาสรวบไป 10 วัน มีการแยกห้อง ให้เขามีชีวิตส่วนตัว ให้เขาได้พักถ้าเขาอยากจะไปพักผ่อนให้เพียงพอ ประกันสุขภาพต้องมีอันนี้ถือเป็นคำสารภาพแล้วเราก็กลายเป็นนายจ้างที่ดีขึ้นมาก”เรืองรวี กล่าว
พรรณี รวมทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ กองคุ้มครองแรงงานนอกระบบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยอมรับมีปัญหา“การขาดแคลนล่ามแปลภาษาที่สอดคล้องกับสัญชาติของแรงงาน”ในกรณีแรงงานข้ามชาติ เพราะหากจ้างด้วยงบประมาณของทางราชการก็จะได้เงินเดือนน้อยหากเทียบกับการไปทำงานอื่น ทั้งนี้ กองคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ถือกฎหมายหลายฉบับ เช่น
1.พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ.2553 ดูแลลูกจ้างที่รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งล่าสุดกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงกฎหมาย โดยผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายชองกระทรวงแรงงานแล้ว 2.กฎกระทรวงฉบับที่ 14 (พ.ศ.2555) ว่าด้วยลูกจ้างทำงานบ้าน อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงกฎหมาย 3.กฎกระทรวงแรงงานเกษตรกรรม ก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงเช่นกัน
“เรารู้ว่าแรงงานนอกระบบเป็นแรงงานที่สำคัญเนื่องจากมีจำนวนมาก จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2565 แรงงานนอกระบบ 20.2 ล้านคน แล้วก็จะเป็นแรงงานผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของแรงงาน จริงๆ ถ้าเกิดไม่ใช่แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานนอกระบบ เราก็มีมาตราที่คุ้มครองแรงงานหญิงโดยเฉพาะ” พรรณี กล่าว
กาญจน์มณี ธเนศวรกุล ตัวแทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โครงการ Safe and Fair กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีการรับรองการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ซึ่งตาม “อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 190 ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงและการคุกคามในโลกแห่งการทำงาน” สาระสำคัญคือ “ทุกคนมีสิทธิในการทำงานโดยปราศจากความรุนแรง” การคุ้มครองจึงควรครอบคลุมทุกคนไม่ว่าอยู่ในสภาพการทำงานแบบใด อีกทั้ง ทาง ILO ก็มองว่าความรุนแรงและการคุกคามในโลกแห่งการทำงานเป็นประเด็นความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน
“โครงการ Safe and Fair จริงๆ เรามีการทำงานใน 3 ส่วน ถ้าทุกคนทราบ ILO จริงๆ เป็นองค์กรไตรภาคี หมายความว่าเราทำงานกับทั้งนายจ้าง ลูกจ้างแล้วก็รัฐบาล อย่างรัฐบาลก็คือมีการเตรียม Review (ทบทวน) กฎหมายต่างๆ เพื่อส่งให้รัฐบาลพิจารณา ส่วนตัวลูกจ้างเราก็มีการให้ความตระหนักรู้ว่าความรุนแรงคืออะไร ถ้าเขาเจอต้องทำอย่างไร อีกส่วนคือนายจ้าง โครงการเราทำงานร่วมกับสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มีเรื่องของแนวปฏิบัติสำหรับนายจ้างในเรื่องของการคุ้มครองและบรรเทาเมื่อมีปัญหาความรุนแรงในที่ทำงาน” กาญจน์มณี กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี