วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไปไหนมาไหนก็มักได้ยินคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power)” ซึ่งผู้บัญญัติคำนี้คือ โจเซฟ นาย (Joseph Nye) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 (ปี 2533-2542) ซึ่งยังคาบเกี่ยวกับช่วงปี 2537-2538 ที่เขาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (ฝ่ายความมั่นคงระหว่างประเทศ) ในรัฐบาลประธานาธิบดี บิล คลินตัน (Bill Clinton)
โดย โจเซฟ นาย ให้นิยามของซอฟต์ พาวเวอร์ ไว้ว่าหมายถึง “ความสามารถในการชักจูงใจ ทำให้ผู้อื่นมีความพึงพอใจหรือเต็มใจเปลี่ยนพฤติกรรม ยอมรับ คล้อยตามสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของตนโดยไม่ต้องใช้กำลังข่มขู่คุกคามหรือใช้การแลกเปลี่ยนใดๆ” ซึ่งคำว่าซอฟต์ พาวเวอร์ หรือ “อำนาจละมุน” จะตรงข้ามกับคำว่า “ฮาร์ด พาวเวอร์ (Hard Power)” หรือ “อำนาจแข็ง” เช่น การใช้กำลังทางกายภาพอย่างทหารและอาวุธ หรือใช้กำลังเงินทุนทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เข้ากดดันหรือครอบงำเป้าหมายให้ทำตามความต้องการของตน
และแม้ในตอนแรก โจเซฟ นาย จะพูดถึง ซอฟต์พาวเวอร์ ในเชิงการขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจแต่ในเวลาต่อมา คำคำนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ “ระดับปัจเจกบุคคล” การด้วยการสร้างบุคลิกภาพบางอย่างที่สามารถโน้มน้าวให้คนอื่นๆ เคารพนับถือและทำตามโดยไม่ต้องข่มขู่บังคับ “ระดับองค์กร” การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและความเชื่อมั่นต่อองค์กร

แม้กระทั่งใน “ระดับชาติ” ซอฟต์ พาวเวอร์ก็ยังเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ดังตัวอย่างของ “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ที่ส่งออกวัฒนธรรม “เจป๊อป-เคป๊อป” ดึงเม็ดเงินจากทั่วโลก อีกทั้งยังดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวไปเยือนทั้ง 2 ประเทศ เป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยเอง รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ก็ได้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ระดมความคิดเพื่อดึง “ของดีประเทศไทย” ออกมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
รายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2567 ชลิต นาคพะวัน ศิลปินอิสระผู้เดินสายนำศิลปะไปสู่สังคม ได้กล่าวถึงซอฟต์ พาวเวอร์ ทุนทางวัฒนธรรมด้านศิลปะ ว่า ศิลปะ ดนตรี และกีฬา เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับมนุษย์เรา “ศิลปวัฒนธรรมอยู่ในชีวิตประจำวัน” เช่น การแต่งกาย เสื้อผ้า เครื่องประดับ รอยสัก การตกแต่งห้อง-อาคาร ฯลฯ ดังที่มีคำกล่าวว่า “เรานั่งอยู่ท่ามกลางความคิดสร้างสรรค์ของใครบางคน”
อย่างไรก็ตาม “เราไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าศิลปะของชาติใดดีกว่ากัน เพราะศิลปะนั้นคืออัตลักษณ์ของแต่ละประเทศ” คนประเทศไหนผลงานศิลปะจะออกมาชัดเจนว่ามีสไตล์แบบใด ศิลปะจึงบ่งบอกถึงจิตวิญญาณของคนแต่ละเชื้อชาติหรือแต่ละประเทศ ส่วนคำถามที่ว่าหลายคนมักชวนไปเที่ยวต่างประเทศแล้วบอกประเทศนั้นประเทศนี้ศิลปะเขาเยอะ แล้วประเทศไทยเป็นอย่างไรตนบอกเลยว่าประเทศไทยก็อุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการจัดงานต่างๆ ก็มีเป็นจำนวนมาก
“เอาง่ายๆ เลยนะ ชุดไทย ใส่ปั๊บก็รู้ว่าคนไทย อาหารไทย ของเราไม่ได้อร่อยอย่างเดียวนะ จัดยังสวยเลย แล้วรสชาติก็ยังแบบว่า เขาบอกว่าอาหารของประเทศที่เป็นที่นิยมมากนี่อาหารไทยนะ อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียน สังเกตสิ 3 ชาตินี้จะเป็นอะไรที่ ในต่างประเทศใครเปิดร้านอาหารไทย..รวย!” อาจารย์ชลิต กล่าว
อาจารย์ชลิตกล่าวต่อไปว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องไปพิพิธภัณฑ์ เพราะศิลปะอยู่รอบตัวเรา อย่างไปวัดก็เห็นจิตรกรรมฝาผนัง ประติมากรรม สถาปัตยกรรมการตกแต่ง ล้วนแต่มีศิลปะอยู่ในนั้นเสมอ โบราณสถานหรือสถานที่สำคัญต่างๆ ก็เช่นกัน ดูศาลากลางจังหวัดที่เป็นอาคารเก่า นั่นก็ใช่ โดยสรุปแล้วประเทศไทยไปทางไหนก็งดงาม ยิ่งถ้าเรามีความรู้สักหน่อยก็จะยิ่งสนุก เพราะจะเริ่มค้นหาปรัชญาที่แฝงอยู่ในงานนั้น
อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งไปทำ “โครงการวิจัยสี” ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เพราะวัดแต่ละแห่งมีสีเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง อย่างวัดราชบพิธฯ เป็นวัดที่สวยมาก ซึ่งคู่สีที่นำมาใช้ตกแต่งสิ่งก่อสร้างภายในวัดเป็นคู่สีที่วิเศษมาก โดยการทำวิจัยคู่สีของวัดราชบพิธฯผลที่ได้จะนำไปประยุกต์ใช้กับการตกแต่งบ้าน การผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ถ้วย ชาม แจกัน หรือแม้แต่ประยุกต์กับแฟชั่นเสื้อผ้า-เครื่องประดับ ล่าสุดขณะนี้ตนกำลังวิจัยสีของวัดโพธิ์ ซึ่งก็มีความสวยงามแตกต่างออกไป และนี่คืออัตลักษณ์ ซึ่งแต่ละจังหวัด อำเภอ ตำบล ก็ยังต่างกัน
ขณะเดียวกัน “ศิลปะไม่ใช่แค่การให้คนมาดูงาน..แต่ต้องการให้มามีส่วนร่วม” อย่างที่ จ.นครปฐม มหาวิทยาลัยศิลปากร มีโครงการจะทำให้เป็นเมืองศิลปะ ก็มีการมาชวนอาจารย์ชลิต ซึ่งเป็นศิษย์เก่า ไปร่วมทำงานศิลปะในชุมชน เป็นที่มาของการตกแต่งสะพานข้ามคลองเชื่อมกับวัดพระงาม ในลักษณะที่เป็นอุโมงค์ ซึ่งวัดพระงามก็เป็นวัดที่สวยงาม และยังมีตลาด โดยอุโมงค์นี้ถูกตั้งชื่อว่าอุโมงค์แห่งความรัก เชิญชวนคู่รักให้มาเดินผ่านแล้วอธิษฐานขอให้รักยืนยาว

“ตอนนี้อยากให้เอารูปหัวใจไปคล้อง แล้วอย่างที่คิดอย่างนี้เพราะชุมชนจะได้มีรายได้ สมมุติว่านักศึกษาหรือคนแถวนั้นทำหัวใจสวยๆ อย่างเป็นรูปเซรามิกหัวใจคู่กัน เอาโบไปผูกติดกับงานของผมแล้วอธิษฐานกันว่าเราจะรักกันจนวันตายอะไรอย่างนี้ ผมว่าการสร้างสัญลักษณ์อย่างนี้ เออ! เรามาตรงนี้แล้วก็ถ่ายรูป อธิษฐานกัน มันทำให้คนมีส่วนร่วมในการเสพงานเราอีกแล้วใครๆ ไปนครปฐมก็ต้องไปไหว้องค์พระปฐมเจดีย์ เสร็จแล้วก็ต้องมาเอารูปหัวใจไปผูก ถ่ายรูปแล้วก็อธิษฐาน เป็นความดีความงามให้คนมาบรรจบกันตรงนี้” อาจารย์ชลิต ระบุ
นอกจากที่ จ.นครปฐม อาจารย์ชลิตยังมีโครงการแบบเดียวกันที่ อ.ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ มีงานสตรีทอาร์ตทุกปีที่หอชมเมือง โดย อาจารย์ชลิต เล่าว่าตนก็ไปโชว์โรยทรายเป็นรูปแล้วก็ให้คนมาถ่ายภาพ นั่นคือการเสพงานของตน แต่หลังจากนั้นแต่ละคนก็จะลงมือทำผลงานของตนเอง ซึ่งก็มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ แม้แต่ชาวต่างชาติ ดังนั้นภาพที่ออกมาตลอดแนวถนนที่จัดงานก็จะเต็มไปด้วยผลงานศิลปะจากการโรยทราย “กิจกรรมนี้ยังได้เห็นภาพพ่อแม่ลูก มากันเป็นครอบครัว สร้างสรรค์งานศิลปะด้วยกัน จะมองว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดอย่างหนึ่งก็ได้” ตนก็พลอยรู้สึกดีไปด้วยที่เห็นคนมีความสุข
เมื่อถามว่าอะไรคือความหมายของคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” อาจารย์ชลิตกล่าวว่า ในมุมของตนคือ “อะไรก็ตามที่เป็นภาพจำในสิ่งที่บ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์หรือตัวตนของชุมชนหรือประเทศ หรือแม้แต่ของปัจเจกบุคคล” เช่น เมื่อพูดถึง ชลิต นาคพะวัน ก็จะนึกภาพออกว่าผลงานของคนคนนี้ เป็นอย่างไร อาทิ งานโรยทรายงานเพ้นท์สีเยอะๆ มีลวดลายเฉพาะของเขา ในระดับประเทศก็เช่นกัน “ซอฟต์ พาวเวอร์ คืออะไรที่บอกตัวตนของประเทศนั้น” แล้วได้เห็นสุนทรียภาพและความงามอีกทั้งยังไม่เหมือนใคร คือเห็นแล้วบอกได้เลยว่านี่ประเทศไทย
ตัวอย่างจากต่างประเทศ ที่เมืองเวนิสของอิตาลี มีการจัดการ “เวนิสเบียนนาเล (Venice Biennale)” แต่ละปีจะมีคอนเซ็ปต์การจัดงานที่แตกต่างกัน เช่น หัวข้อ “ความหวานคือยาพิษ” อธิบายให้ใกล้ตัว เช่น ของหวานกินแล้วอร่อย แต่กินมากไปก็อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนได้ เมื่องานกำหนดหัวข้อมาแล้วก็จะให้ศิลปินไปรังสรรค์ผลงานตามหัวข้อดังกล่าว ซึ่งหัวข้อนี้เป็นการสื่อนัยว่า ภายใต้ความหวานหรือความงามที่เห็นอยู่เบื้องหน้าภายในมียาพิษซ่อนอยู่หรือไม่
หรือบางปีก็ตั้งหัวข้อที่เกี่ยวกับ “โลกร้อน” เพื่อใช้งานศิลปะกระตุ้นเตือนผู้คนให้เห็นถึงผลกระทบจากปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ขณะที่ประเทศไทยงานเบียนนาเลก็กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นมีหลายจังหวัดรับเป็นเจ้าภาพจัดงาน เช่น เชียงราย ภูเก็ต นครราชสีมา หรืออย่างเมืองคาสเซล ของเยอรมนี ก็มีการจัดงาน “คาสเซลด็อกคูเมนตา (Kassel Documenta)” งานแสดงผลงานศิลปะที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี และเป็นงานใหญ่ที่จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วโลกไปเยือน
“คาสเซลเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร ไม่มีที่ท่องเที่ยว ไม่มีความน่าสนใจ เขาเลยไปจัดเบียนนาเลที่นั่นทุก 5 ปี สมมุติว่าปีนี้เป็นเรื่อง Art (ศิลปะ) ปีหน้าเป็นเรื่อง Architect (สถาปัตยกรรม) ตกแต่งภายใน ออกแบบผลิตภัณฑ์ 5 อย่าง 5 ชนิด เวียนกันอยู่ในเมืองนี้แล้วทุกปีก็จะมีคนเดินทางไปเมืองนี้ โรงแรมก็จะเต็ม ร้านค้า ผับ บาร์ คนมาเอ็นจอย การทำอย่างนี้เป็นการให้ความรู้ด้วย
.jpg)
คุณเป็นสถาปนิกคุณก็ต้องไปดู คุณเป็นนักออกแบบภายในคุณก็ต้องไปดู เฟอร์นิเจอร์เขาจัดกันไปถึงไหน Curator (ภัณฑารักษ์) เขาก็จัดการเชิญคนเก่งคนดังทั่วโลกไปแสดงงานตรงนั้น งานอาร์ตคนไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหนๆ ก็ต้องไปดู เพราะบอกแล้ว ดนตรี ศิลปะ กีฬา มันเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ มันสร้างความบริบูรณ์ให้ความเป็นมนุษย์เกิดขึ้น สุนทรียะสำคัญมาก”อาจารย์ชลิต กล่าว
เมื่อถามว่า “ในมุมของศิลปิน อยากให้รัฐบาลส่งเสริมซอฟต์ พาวเวอร์อย่างไรบ้าง” อาจารย์ชลิต กล่าวว่า คำว่า ซอฟต์ พาวเวอร์ มีความเป็นนามธรรม (Abstract) ดังนั้น การใช้งบประมาณผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ จึงระบุได้ยากว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร หรือใช้อย่างไรให้ถูกที่ถูกทาง เพราะซอฟต์ พาวเวอร์ ไม่ค่อยมีหลักฐานให้จับต้องได้ ดังนั้นก็ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้เงินมากแต่ไม่เกิดผล หรือได้ผลน้อยไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ใช้ไป ซึ่งจริงๆ ประเทศไทยมีศิลปวัฒนธรรมมากมาย อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม ฯลฯ มีจุดขายมากมายเยอะแยะไปหมด ก็น่าภูมิใจ
หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk”ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี