Logo วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
หนุนบ้าน-โรงเรียน ลดรุนแรงในเด็ก-เยาวชน

หนุนบ้าน-โรงเรียน ลดรุนแรงในเด็ก-เยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
Tag : ความรุนแรง เด็กเยาวชน บ้านโรงเรียน
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

“เด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติ” เป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่อนาคตนั้นจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “การเลี้ยงดูและการจัดสภาพแวดล้อมรอบตัว” โดยเฉพาะปัจจัยด้าน “ความรุนแรง” ทั้งที่ผู้ใหญ่กระทำต่อเด็กหรือเด็กกระทำกันเองทั้งโดยตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. 2568 มีการเสวนาหัวข้อ “HEALTH CARE & AIR QUALITY สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการระดับชาติ ประชากรและสังคม ครั้งที่ 19

รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ บอกเล่าถึง “การพัฒนาโปรแกรมป้องกันการบูลลี่ในสถานศึกษา” หรือชื่อเต็มคือ “โครงการศึกษาสถานการณ์การรังแกในเยาวชนไทยและการพัฒนาโปรแกรมออนไลน์เพื่อสร้างเสริมความแข็งแกร่งทางจิตใจของเยาวชนและป้องกันปัญหาการรังแกในโรงเรียน” เกิดเป็นนวัตกรรม “MU Bully Guard” ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมไม่ได้หมายถึงลมหายใจอากาศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันด้วย เพราะบางครั้งมนุษย์ก็สร้างความเป็นพิษ (Toxic) กับคนรอบข้างได้เช่นกัน


โครงการนี้เป็นการร่วมมือหลักระหว่าง 2 หน่วยงานในมหาวิทยาลัยมหิดล คือสถาบันวิจัยประชากรและสังคม กับคณะพยาบาลศาสตร์ และรวมถึงมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) พร้อมด้วยความร่วมมือจากอีกหลายสาขาวิชา ทั้งนี้ สถานการณ์การรังแก (Bully) กันของเด็กและเยาวชนในโรงเรียน ประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น

ขณะที่ข้อมูลภาคสนามที่คณะทำงานเก็บจากตัวอย่างกว่า 600 รายจาก 24 โรงเรียน กระจายไปทุกภาคทั่วประเทศ เน้นกลุ่มโรงเรียนมัธยม อิงกับประชากรนักเรียนช่วงวัยรุ่น อายุระหว่าง 13 – 17 ปี พบว่า “เกือบร้อยละ 90 ของกลุ่มตัวอย่าง เคยมีประสบการณ์ทั้งการเป็นผู้ถูกรังแกและผู้ที่ไปรังแกคนอื่น” รูปแบบการรังแกส่วนใหญ่เป็นการใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝายเจ็บปวดทางใจ ซึ่งการรังแกกันนั้นส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ตลอดจนพัฒนาการที่เด็กหรือเยาวชนคนหนึ่งจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ทุนวิจัยและนวัตกรรมประจำปี 2567 (ด้านสังคมและความมั่นคง) ในกลุ่มเรื่องสังคมไทยไร้ความรุนแรง จึงนำข้อมูลโดยเฉพาะในเชิงคุณภาพที่เก็บจากครู พ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน มาสร้างสคริปต์สำหรับนวัตกรรม MU Bully Guard  มีเนื้อหาแบ่งได้ 8 ตอน ทั้งรูปแบบคลิปวีดีโอถ่ายทำและรูปแบบแอนิเมชัน พร้อมกับมีแบบฝึกหัดท้ายบทในทุกตอน

“ทั้งหมดนี้ โครงสร้างของนวัตกรรมอยู่ภายใต้แนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ฉะนั้นถ้าเราเปิดเว็บไซต์ เปิดยูทูบ เราอาจเห็นนวัตกรรมพวกนี้เยอะอยู่พอสมควร แต่เท่าที่ตัวเอง Research (ค้นคว้า) เอง Concept (หลัก) ที่ใช้มันไม่ได้เป็นจิตวิทยาเชิงบวก อาจเป็นการผลิตซ้ำการรังแกด้วยซ้ำไปในหลายๆ คลิปวีดีโอที่นำมาใช้ให้เด็กดู ดังนั้นนวัตกรรมนี้จะไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง แล้วเอาไปใช้เป็นหลักสูตรให้เด็กได้ทำ ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง” รศ.ดร.สุชาดา ระบุ

รศ.ดร.สุชาดา ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก ว่ามีองค์ประกอบหลัก เช่น ความยืดหยุ่น (Resilience) ใช้ชีวิตอย่างมีสติ (Mindfulness) รับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) เข้าอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ซึ่งหลักเหล่านี้จะถูกร้อยเรียงอยู่ในเรื่องเล่าหรือบทสนทนาในเนื้อหาทั้ง 8 ตอนของนวัตกรรม เพื่อให้แต่ละคนรู้ว่าจะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เข้าข่ายรังแกผู้อื่นได้อย่างไร หรือเมื่อถูกรังแกจะรับมืออย่างไร หรือเมื่อพบเห็นเหตุการณ์การรังแกกันควรจัดการอย่างไรอย่างมีสติ            

จากสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา รศ.ดร.นพ.ตะวันชัย จิรประมุขพิทักษ์ กล่าวถึง “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลี้ยงเด็กเชิงบวกและลดความรุนแรงต่อเด็กในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง” มุ่งเน้นไปที่ “สิ่งแวดล้อมภายในครอบครัว” หรือก็คือ “การเลี้ยงดูเด็ก” ซึ่งส่งผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากเลี้ยงไม่ดีก็จะเป็นการทำร้ายได้เช่นเดียวกับการที่เด็กถูกรังแก

“การเลี้ยงดูเด็กมีความสำคัญขนาดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงยูนิเซฟ (UNICEF - กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) ซึ่งก็ได้จับเรื่องนี้เป็นประเด็น ที่มาที่ไปก็คือเรื่องการเลี้ยงดูเด็กที่ไม่เหมาะสมเป็นประเด็นสำคัญ อาจจะเป็นทางสังคมด้วย ทางสาธารณสุขด้วย แล้วก็มีการออกรายงานการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสมที่จะลดผลกระทบของการเลี้ยงดูเด็กที่ไม่เหมาะสมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควรจะเป็นอย่างไร” รศ.ดร.นพ.ตะวันชัย กล่าว

รศ.ดร.นพ.ตะวันชัย กล่าวต่อไปว่า การเลี้ยงดูเด็กเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งแต่เป็นพฤติกรรมของผู้ปกครอง ซึ่งมีความซับซ้อน ทำอย่างไรจะให้พฤติกรรมเลี้ยงดูมีความเหมาะสม ดังนั้นหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ก็ต้องเริ่มที่กลุ่มเสี่ยงก่อน โดยโครงการนี้เลือกสำรวจสถานการณ์กลุ่มตัวอย่างครัวเรือนตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา พบพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมอยู่พอสมควร จากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง เช่น การเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย ความเครียด การไม่มีงานทำ ฯลฯ

จึงเกิดแนวคิดว่า หากจะพัฒนารูปแบบการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ (Intervention) เน้นกิจกรรมที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ดีและนำไปปฏิบัติตามได้ไม่ยาก เป็นที่มาของการใช้สื่อภาพยนตร์โดยใช้นักแสดงจากคนในชุมชน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง มีสถานการณ์แบบเดียวกับกลุ่มเป้าหมายเอง และมีอิทธิพลในการปรับพฤติกรรมได้ดีกว่าภาพยนตร์ที่ใช้นักแสดงทั่วไป

รูปแบบการจัดกิจกรรม จะมีการฉายภาพยนตร์กลางแปลง โดยหลังจากดูภาพยนตร์จบแล้วก็จะมีการพูดคุยกัน สรุปข้อความสำคัญ (Key Message) ในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น พ่อแม่ผู้ปกครองมีความเครียด และการเลี้ยงดูบุตรหลานบางครั้งก็ทำให้เกิดความเครียดเช่นกัน ดังนั้นจะใช้เทคนิคอย่างไรที่จะทำให้การเลี้ยงดูเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงลดผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว  

ซึ่งเมื่อใช้กระบวนการวัดผลเพื่อพิสูจน์แล้วว่านวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพจริง ขั้นตอนต่อไปคือจะนำไปขยายผลในวงกว้างได้อย่างไร นอกจากนั้นยังต้องไปชักชวนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพเด็ก เช่น หน่วยงานด้านสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภาคประชาสังคม (NGO) สถานศึกษา ฯลฯ เพื่อถ่ายทอดต่อให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจมากขึ้นว่าการเลี้ยงดูที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร สุดท้ายคือจะทำให้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นถูกใช้ในระยะยาว ไม่ใช่โครงการจบแล้วก็เลิกได้อย่างไร!!!

                                                                                        SCOOP.NAEWNA@HOTMAIL.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

น้ำตาซึมทั้งโซเชียล เพจดัง เผย พระดำรัส เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ ตรัสเล่านาทีตาซ้ายมองไม่เห็น

มท.2 บุกจับ โรงแรมนอมินีจีน เจอเจ้าของโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้ จนท.รัฐแล้ว สั่งสาวถึงตัว

อนุทิน พลิ้ว จ๊อกกิ้งหนีสื่อ หลังถูกถามโพสต์ หัวชนกำแพง สื่อถึงใคร ตอบสั้น วันนี้ออกกำลังกาย

นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตั้งเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved