Logo วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
‘อิทธิพลคนรอบข้าง’ วิจัยชี้‘มีผล’ตัดสินใจ

‘อิทธิพลคนรอบข้าง’ วิจัยชี้‘มีผล’ตัดสินใจ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.
Tag : งานวิจัย ตัดสินใจ อิทธิพลคนรอบข้าง
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

“ทำไม Social Network Analysis (การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม) กลายเป็น Tool (เครื่องมือ) ใหม่ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนต้องการ? เพราะเราได้แก้ไขข้อจำกัดสมมติฐานเชิงเศรษฐศาสตร์ 2 อย่าง ข้อแรกก็คือความเป็นปัจเจกบุคคล คือสมัยก่อนเราเชื่อว่ามนุษย์ตัดสินใจหรือกระทำบางอย่างโดยไม่ได้พึ่งพาคนอื่นเลย ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวฉันอย่างเดียว ฉันพอใจฉันเลยทำ

แต่จริงๆ แล้วในโลกแห่งความเป็นจริงมนุษย์เราทั้งสำรวจ ทั้งสังเกต แล้วก็รวบรวมข้อมูลจากผู้อื่นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว Social Sentiment (ความรู้สึกทางสังคม) เป็นความเห็นเชิงเชิงสังคม ก่อนการตัดสินใจเสมอ แล้วก็ได้รับการโน้มน้าวจากคนพวกนั้นด้วย ก็คือเรื่องของ Peer Influence (อิทธิพลจากคนรอบข้าง) หรือ Peer Effect (ผลกระทบจากคนรอบข้าง) ดังนั้น Social Network ตอบโจทย์ตรงนี้ตรงๆ เพราะเราสามารถมีสมมติฐานเพิ่มขึ้นว่านาย A รู้จักกับนาย B ดังนั้นการตัดสินใจของนาย A อาจได้รับผลกระทบจากนาย B ด้วย”


กฤษฏิ์ ภัณฑ์กิจนิรันดร  อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “Social Network Analysis” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อช่วงกลางเดือน ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา อธิบายความสำคัญของ “การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis)” แนวคิดซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลังๆ ในการวิเคราะห์การเลือกทำหรือไม่ทำอะไรของมนุษย์ 

หลักคิดนี้พยายามจะชี้ให้เห็นว่า “คนรอบข้างหรือกระแสสังคมมีผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์” ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อดั้งเดิม ว่า 1.มนุษย์ตัดสินใจด้วยตนเองแบบปัจเจก (Individual) โดยไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น กับ 2.มนุษย์ใช้เหตุผล (Rationality) ในการตัดสินใจเสมอ โดยมีตัวอย่างจากผลการศึกษาที่น่าสนใจ เช่น การเข้ารับวัคซีนโควิด-19 โดยการใช้การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมในมลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

งานวิจัยดังกล่าวมีชื่อว่า “Dynamic Interactions Between Peer Effects and Trust in Information Sources : Implications for COVID-19 Vaccination Uptake and Public Health Straegies)” ซึ่งหากจำกันได้ ช่วงที่มีการณรงค์ให้คนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นความท้าทายอย่างมาก หลายคนก็ไม่เชื่อถือรัฐบาล หรือเกิดความลังเลว่าจะไปฉีดดีหรือไม่ แต่ก็มีอีกหลายคนที่พร้อมออกไปรับวัคซีนตั้งแต่วันแรกๆ ที่เริ่มเปิดให้ฉีด

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่ต่างกันไม่ว่าในไทยหรือสหรัฐฯ แม้ในสหรัฐฯ จะใช้วัคซีนที่หลายคนค่อนข้างเชื่อถืออย่างไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) ก็ตาม แต่ความรู้สึกไม่มั่นใจในสังคมอเมริกันก็ยังมีอยู่ ซึ่งในปี 2565 มีการนำเสนองานวิจัยที่ว่าด้วย “การไว้วางใจต่อข้อมูลไม่ว่าทางการหรือไม่เป็นทางการส่งผลอย่างมากต่อการฉีดวัคซีน” ตั้งสมมติฐานในเวลานั้นว่า การที่คนคนหนึ่ง (ในสหรัฐฯ) จะไปฉีดวัคซีนจะมาจาก 2 ปัจจัย คือ  

1.แหล่งข้อมูลทางการ เช่น แพทย์หรือโรงพยาบาล รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น กับ 2.แหล่งข้อมูลไม่เป็นทางการ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) สำนักข่าวบางแห่ง อย่างไรก็ตาม “หากดูงานวิจัยในเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านั้น ก็พบว่าคนรอบข้าง (เช่น เพื่อนหรือครอบครัว) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคนคนหนึ่งเช่นกัน” อาทิ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (เพื่อนฉีดกันทั้งกลุ่มเราก็ต้องฉีดบ้าง) พฤติกรรมสุขภาพ (เพื่อนชวนไปออกกำลังกายเราก็ไป) การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ (เพื่อนใช้นาฬิกาอัจฉริยะ – Smartwatch เราก็ยังถามเพื่อนว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง)

ดังนั้นการที่คนจะเลือกฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 คนรอบข้างก็น่าจะมีผลด้วย หมายถึงคนคนหนึ่งปรับพฤติกรรมของตนเองให้สอดคล้องกับคนรอบข้างในเครือข่ายของตน นำมาซึ่งการลงมือศึกษาในเรื่องนี้ งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลตลอดทั้งปี 2564 จำนวน 2,319 คน ซึ่งในบริบทของสหรัฐฯ การตรวจโควิด-19 ต้องเสียค่าใช้จ่าย (ต่างจากไทยในช่วงเวลาเดียวกันที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย) คณะผู้วิจัยจึงเน้นกลุ่มตัวอย่างเป็นคนที่เข้าไม่ถึงบริการ กล่าวคือ ในสหรัฐฯ ค่าตรวจโควิด-19 จะอยู่ที่ 200 – 300 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสำหรับคนหาเช้ากินค่ำถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อย

“เวลาเราสำรวจเรื่องนี้ ทุกคนจะไม่เคยคิดถึงคนในครอบครัวตัวเอง เพราะว่าพอเราถามว่าเป็นคนรู้จัก คนก็จะคิดถึงเพื่อน เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ดังนั้นทุกคนก็จะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องครอบครัวของตัวเอง เราก็เลยเติมเต็มตรงนี้ ก็คือเรามีสมมติฐานถ้าเขาบอกว่าร่วมอยู่ที่อยู่เดียวกัน เราจะนับว่าเขารู้จักกันไปด้วย เพื่อให้เครือข่ายตรงนี้สามารถ Capture (จับรวม) คนที่อยู่บ้านเดียวกัน ซึ่งเรามีสมมติฐานอาจเป็นคนในครอบครัว ญาติ ลูกพี่ลูกน้อง พ่อแม่ อะไรประมาณนี้” อ.กฤษฏิ์ กล่าว

อ.กฤษฏิ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อทางการสหรัฐฯ เปิดให้ประชาชนฉีดวัคซีนโควิด-19 ในช่วง 3 เดือนแรก พบคนที่มาฉีดน่าจะไม่ใช่คนที่เชื่อมั่นในวัคซีนมากนักแต่เพราะเชื่อเพื่อนมากกว่า แต่หลังจากนั้นพบว่ากลุ่มที่มาฉีดวัคซีนเพราะเชื่อเพื่อนลดลงในขณะที่กลุ่มที่มาฉีดเพราะเชื่อรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงเวลาเดียวกันกลับพบปัจจัยจากแหล่งข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ เป็นปัจจัยทำให้คนลังเลมากขึ้นในการมาฉีดวัคซีน และช่วงสุดท้ายจะพบความแตกต่างชัดเจน คือคนที่เชื่ออย่างไรก็จะเชื่อเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นฝั่งของคนที่มาหรือไม่มาฉีดวัคซีนก็ตาม

เมื่อศึกษาลึกลงไปถึงปัจจัยการเชื่อหรือไม่เชื่อเพื่อน (หรือคนรอบข้าง – Peer Effects) จะพบตัวแปรสำคัญ 1.อายุ เมื่อแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามอายุ จะพบว่า ในช่วงแรกที่เปิดให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 กลุ่มคนหนุ่ม – สาว (อายุ 18 – 35 ปี) จะเป็นกลุ่มที่เชื่อเพื่อนแล้วมาฉีดวัคซีนมากที่สุด แต่หลังจากนั้นจะไม่แตกต่างจากช่วงวัยอื่นๆ (วัยกลางคน อายุ 36 – 65 ปี และผู้สูงวัย อายุ 66 ปีขึ้นไป) สะท้อนภาพว่าคนหนุ่ม – สาวมักมีแนวโน้มเชื่อเพื่อนมากกว่าคนวัยอื่นๆ

2.เชื้อชาติ (หรือชาติพันธุ์) ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะของสังคมอเมริกัน เนื่องด้วยสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความหลากหลายสูง ต่างจากสังคมไทยที่คนค่อนข้างเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันมากกว่า โดยพบว่า กลุ่มคนชาติพันธุ์ฮาวายที่มาฉีดวัคซีนมากในช่วงแรกๆ คือกลุ่มที่มาเพราะเชื่อเพื่อน ต่างจากกลุ่มเชื้อสายเอเชียและกลุ่มคนผิวขาว (ฝรั่งตะวันตก) ที่ดูจะไม่ค่อยเชื่อเพื่อนเท่าใดนักในการเลือกมาฉีดวัคซีน 3.ความเชื่อในข้อมูล หากเชื่อข้อมูลสูงอยู่แล้วก็จะไม่ค่อยเชื่อเพื่อน (หรือคนรอบข้าง) แต่หากไม่ค่อยเชื่อข้อมูลก็จะมักเชื่อคนรอบข้างมากกว่า

บทสรุปของการศึกษานี้ 1.ความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการฉีดวัคซีน 2.ผลกระทบจากเพื่อน (หรือคนรอบข้าง) มีอยู่จริงในเครือข่ายการฉีดวัคซีน แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มโอกาสที่คนจะไปฉีดวัคซีนด้วย และ 3.ทั้งความไว้วางใจแหล่งข้อมูลและผลกระทบจากเพื่อนเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ และสำคัญเท่าเทียมกันในการกำหนดพฤติกรรมของแต่ละบุคคล      

ถึงกระนั้น อ.กฤษฏิ์ ย้ำถึงข้อจำกัดในงานวิจัยดังกล่าว 1.ความไว้วางใจไม่ได้ถูกวัดอย่างต่อเนื่อง เพราะการวัดเพียงครั้งเดียวอาจไม่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วควรเก็บข้อมูลเป็นรายเดือนเพื่อให้เห็นแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลง 2.ไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ได้ฉีดวัคซีนของกลุ่มตัวอย่างตรงกับช่วงเวลาที่คนคนนั้นต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ ซึ่งสหรัฐฯ ก็ไม่ต่างจากประเทศไทย ที่การฉีดวัคซีนต้องจองคิวและต้องรอให้มีวัคซีนเข้ามา   

“ขอสรุปอีกรอบว่า Trust (ความเชื่อมั่น) หรือความเชื่อถือต่อข้อมูลก็ยังสำคัญอยู่ เป็นปัจจัยหลักอยู่ แต่มันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญพอๆ กันก็คือเรื่องของการเชื่อเพื่อน อิทธิพลจากเพื่อน (Peer Effect) ที่สำคัญทั้ง 2 อย่างมัน Dynamic (มีพลวัติ) มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราเห็นได้ว่ามันไม่ใช่การ Constant Rate (อัตราคงที่) เลยในการที่คนกลุ่มคนหนึ่งได้รับ (วัคซีน) โควิด แล้วที่สำคัญก็คือทั้ง Peer Effect ทั้ง Trust ทดแทนกันได้นะแต่แค่ในระดับหนึ่ง” อ.กฤษฏิ์ กล่าวในช่วงท้ายของการบรรยาย   

SCOOP.NAEWNA@HOTMAIL.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

ญี่ปุ่นเอาจริง สั่งห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน มีผลบังคับใช้แล้วฝ่าฝืนเจอคุก-ปรับอ่วม

โปรดเกล้าฯ รับโอน 'น.อ. ธนพงศ์' สังกัดหน่วยรักษาพระองค์ พระราชทานยศ พลอากาศตรี

เนย โชติกา ควงสามีเปิดชีวิตครอบครัวสุดอบอุ่น แถมเผยเคล็ดลับมัดใจ รักแรกและรักเดียวตลอด 17 ปี

ศุภมาส คุมเข้ม ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์ หลังพบ กับดักสัญญา กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved