วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน “ไม่ใช่การศัลยกรรมเพื่อความงาม” สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Metabolic Bariatric Surgery) เป็นการรักษา “โรค” โดยมุ่งแก้ไขความผิดปกติทางเมแทบอลิซึมที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความสวยงาม ทั้งนี้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่เหมาะสมกับการรักษา ได้แก่ ผู้ที่มีอายุระหว่าง 18–65 ปี มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 37.5 kg/m² ขึ้นไป หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 32.5 kg/m² ขึ้นไป ร่วมกับโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) โรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) และผ่านความพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่น (คุมอาหารและออกกำลังกาย) ภายใต้การดูแลของแพทย์แล้วแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เป็นต้น
.jpg)
นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวต่อว่า การผ่าตัดอาจทำให้เกิด “โรคจิตเวช” จริงหรือไม่ ในด้านสุขภาพจิต ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า การผ่าตัดไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดโรคจิตเวช อย่างไรก็ตาม สภาพจิตใจเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด การประเมินก่อนผ่าตัด : ผู้ป่วยทุกรายต้องได้รับการประเมินสภาพจิตใจก่อนผ่าตัด เพื่อประเมินความพร้อมและความเข้าใจต่อการรักษา, กลุ่มเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด : ผู้ที่มีประวัติโรคซึมเศร้าหรือปัญหาทางจิตใจมาก่อน ทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังผ่าตัดอาจส่งผลต่ออารมณ์ได้, ภาวะขาดสารอาหารที่อาจเลียนแบบอาการทางจิต : อาการสับสน หงุดหงิด หรืออารมณ์แปรปรวนในผู้ป่วยบางราย อาจเกิดจากการขาดวิตามินที่จำเป็นต่อระบบประสาท ไม่ใช่โรคจิตเวชโดยตรง

นายแพทย์เสฐียรพงษ์ จันทวิบูลย์ นายแพทย์ปฏิบัติการ คลินิกโรคอ้วนครบวงจร หน่วยศัลยศาสตร์ผ่าตัดผ่านกล้อง กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทีมสหสาขาวิชาชีพ” คือ หัวใจสำคัญของความสำเร็จการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนตามมาตรฐาน ไม่สามารถดำเนินการโดยศัลยแพทย์เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อประเมินว่าการผ่าตัดเหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นหรือไม่ โดยทีมประกอบด้วย ศัลยแพทย์: ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด, อายุรแพทย์: ดูแลโรคประจำตัวและเตรียมความพร้อมของร่างกาย, จิตแพทย์: ประเมินความพร้อมทางจิตใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติโรคทางจิตเวช, นักกำหนดอาหาร: วางแผนรูปแบบการรับประทานอาหารก่อนและหลังผ่าตัด, นักกายภาพบำบัด: แนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสม หลังผ่าตัดต้องติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่า “ผ่าตัดแล้วก็จบ” แต่ในความเป็นจริง การติดตามอาการ (Follow-up) เป็นส่วนสำคัญที่สุดของการรักษาหลังการผ่าตัด ร่างกายจะมีการดูดซึมสารอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์ตามนัด และรับประทานวิตามินเสริมอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อป้องกันภาวะขาดวิตามินเรื้อรัง โดยเฉพาะ วิตามินบี 12 (Vitamin B12) ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาท หากขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการชา ปลายมือปลายเท้าอ่อนแรง เดินเซ สับสน หรือมีความผิดปกติทางอารมณ์ ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลเสียถาวรต่อระบบประสาทได้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย มาตรฐานการดูแลจากทีมแพทย์ ควบคู่กับ วินัยในการดูแลตนเองของผู้ป่วย เพื่อให้ชีวิตหลังการผ่าตัดสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ


.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก กรมการแพทย์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี