รู้จัก ช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบเล็ก ๆ ในตะวันออกกลาง ทำเงินในกระเป๋าคนไทยสะเทือน

รู้จัก ช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบเล็ก ๆ ในตะวันออกกลาง ทำเงินในกระเป๋าคนไทยสะเทือน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

เมื่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถูกโต้กลับอย่างรุนแรงจากอิหร่านด้วยการระดมยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ รอบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางนาทีนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การบันทึกหน้าประวัติศาสตร์การรบครั้งใหม่ แต่มันกำลังเปลี่ยนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไปสู่ฝันร้ายของระบบเศรษฐกิจโลกที่กลายเป็นความจริงอย่างน่าสะพรึงกลัว และชนวนเหตุที่ทำให้ใครหลายคนทั่วโลกต้องหยุดหายใจ คือความกังวลว่าอิหร่านอาจยกระดับการตอบโต้ด้วยการประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เรือขนส่งน้ำมันจากชาติใดก็ตามล่องผ่านน่านน้ำแห่งนี้ได้อีกต่อไป

หากมองจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซ คือจุดยุทธศาสตร์ที่ขนาบข้างด้วยสองประเทศที่มีบทบาทต่างกันสิ้นเชิง โดยมี อิหร่าน คุมอำนาจอยู่ทางฝั่งเหนือ และมี โอมาน (คาบสมุทรมูซันดัม) คุมอยู่ทางฝั่งใต้ แม้ในจุดที่แคบที่สุดจะมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในร่องน้ำลึก ที่เรือบรรทุกน้ำมันขนาดมหึมาใช้เดินเรือได้จริง ซึ่งมีความกว้างเพียงฝั่งละ 3 กิโลเมตรเท่านั้น


ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นั่นหมายความว่าพื้นที่ที่เป็นดั่งทางเข้า-ออกหลักของพลังงานโลกนั้นแคบยิ่งกว่ารันเวย์สนามบินเสียอีก และที่สำคัญร่องน้ำเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตน่านน้ำของเจ้าถิ่นอย่างอิหร่านและโอมาน ทำให้การควบคุมอธิปไตยเหนือทางน้ำนี้มีอำนาจต่อรองมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้ เพราะมันคือเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก

ความตึงเครียดครั้งนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเราพิจารณาถึงสถานะของ อิหร่าน ในตลาดพลังงานโลก เพราะอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงผู้ควบคุมเส้นทางเท่านั้น แต่ยังเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ถือครองทรัพยากรที่โลกขาดไม่ได้ โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2026 ระบุว่า อิหร่านถือครองปริมาณน้ำมันสำรองสูงเป็น อันดับ 3 ของโลก (รองจากเวเนซุเอลาและซาอุดีอาระเบีย) โดยมีน้ำมันดิบในคลังมหาศาลกว่า 2 แสนล้านบาร์เรล แม้จะเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตร แต่อิหร่านยังคงรักษาสถานะผู้ผลิตรายใหญ่ใน อันดับที่ 5-7 ของโลก ด้วยกำลังการผลิต 3.8 - 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ด้วยเหตุนี้ การขยับตัวของอิหร่านจึงไม่ใช่แค่การปิดทางเดินรถของคนอื่น แต่คือการดึงเอาอุปทานมหาศาลออกจากระบบเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้น ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านของอิหร่าน แต่มันคือ ประตูทางออกเดียว ทางทะเลของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่มั่งคั่งที่สุดในโลก หากช่องแคบนี้ถูกปิด เรือบรรทุกน้ำมันที่ล่องออกมาจากท่าเรือของ ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), คูเวต และ กาตาร์ จะถูกกักขังอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียทันที

ดังนั้นเมื่ออิหร่านขู่จะปิดช่องแคบ มันจึงไม่ได้กระทบแค่คู่ขัดแย้งอย่างสหรัฐฯ แต่มันคือการจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน ผ่านเรือขนส่งน้ำมันที่มุ่งหน้าไปส่งยังลูกค้ารายใหญ่ในเอเชีย ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และรวมถึงประเทศไทยเราด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

หากเปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นร่างกาย ช่องแคบฮอร์มุซก็คือ เส้นเลือดใหญ่ ที่ส่งพลังงานไปเลี้ยงอุตสาหกรรมในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทยที่นำน้ำมันเข้าประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 40% และเมื่อเส้นเลือดสายนี้ถูกอุดตัน ความปั่นป่วนจึงเกิดขึ้นทันที ข้อมูลจาก EIA ระบุชัดเจน ว่า กว่า 80% ของน้ำมันที่ผ่านจุดนี้มุ่งหน้ามายังเอเชีย ดังนั้นเมื่ออิหร่านส่งสัญญาณผ่านวิทยุ VHF ว่า "ไม่อนุญาตให้เรือใดผ่าน" เท่ากับโลกทั้งใบจึงหยุดหายใจไปชั่วขณะ

แรงสั่นสะเทือนของสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่ในสมรภูมิ แต่มันกำลังพุ่งตรงมายังประเทศไทยทั้ง 3 มิติหลักที่น่ากังวล คือ 

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

1. พายุราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ย้อนกลับไปในวันที่ 1 มีนาคม 2026 ทันทีที่กระแสข่าวความขัดแย้งปะทุขึ้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็พุ่งทะยานรับข่าวกว่า 13% ภายในวันเดียวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจต่างออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า หากมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อต่อไป เราอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับผลกระทบที่จะส่งตรงถึงหน้าปั๊มในประเทศไทย นั่นหมายความว่าราคาน้ำมันขายปลีกอาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 3-5 บาทต่อลิตร ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟให้ภาวะเงินเฟ้อที่ร้อนแรงอยู่แล้วพุ่งสูงขึ้นจนยากจะควบคุม เพราะเมื่อต้นทุนน้ำมันแพงขึ้นอย่างฉับพลัน มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้ค่าขนส่งขยับตัวตาม และท้ายที่สุดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดก็จะพาเหรดกันปรับราคาขึ้นเป็นโดมิโน ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

2. วิกฤตต้นทุนสายการบินและอัมพาตทางการท่องเที่ยว ดัชนีหุ้นในกลุ่มสายการบินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเริ่มส่งสัญญาณทรุดตัวลงอย่างรุนแรงทันทีที่ความตึงเครียดปะทุขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงคือต้นทุนหลักกว่า 30-40% ของธุรกิจการบิน เมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงแบบก้าวกระโดด ภาระต้นทุนมหาศาลนี้จึงถูกผลักไปยังราคาบัตรโดยสารอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่บีบให้สายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าในพื้นที่ขัดแย้ง การบินอ้อมส่งผลให้ระยะเวลาเดินทางยาวนานขึ้นและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมหาศาล จนคาดการณ์ว่าค่าตั๋วเครื่องบินอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 15-20% ซึ่งปัจจัยลบเหล่านี้กำลังกลายเป็นกำแพงสูงที่สกัดกั้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เพิ่งจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้ ให้ต้องกลับมาชะงักงันอีกครั้ง

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

3. วิกฤตค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยที่พุ่งสูงจนฉุดรั้งการส่งออก ในภาคการขนส่งทางเรือ ความโกลาหลเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการเดินเรือโลกอย่าง Maersk และ MSC ประกาศระงับการจองระวางสินค้าชั่วคราวเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยทางทะเลต่างพากันดีดตัวเลขค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) ขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สิ่งนี้เปรียบเสมือนการถูกซ้ำเติมจากสองทาง เพราะนอกจากสินค้าส่งออกของไทย ทั้งข้าว อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่แพงหูฉี่แล้ว การติดขัดของเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อไปยังตะวันออกกลางและยุโรปยังทำให้ระยะเวลาการส่งมอบสินค้าล่าช้าออกไป ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นตัวฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลก และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขการเติบโตของภาคการส่งออกตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤตที่บีบคั้น นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยแผนรับมือภาวะฉุกเฉินเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยระบุว่าประเทศไทยยังมีระยะเวลาในการบริหารจัดการและจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นมาทดแทน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองคงคลังเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศได้ประมาณ 60 วัน ซึ่งถือเป็นเกราะกำบังด่านแรกที่จะช่วยประคับประคองไม่ให้เกิดสภาวะขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ช่องแคบฮอร์มุซ

แฟ้มภาพ

แต่ทว่ามาตรการสำรองเหล่านี้ก็ยังไม่อาจต้านทานกระแสราคาในตลาดโลกได้ทั้งหมด เพราะล่าสุดวันนี้ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569 ราคาน้ำมันในประเทศไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย บริษัท เชลล์ ประกาศปรับราคาดีเซลทันทีลิตรละ 4.20 บาท ส่งผลให้น้ำมันดีเซลสูตรเริ่มต้นอยู่ที่ 34.14 บาท และสูตรพรีเมียมพุ่งไปถึง 45.64 บาท ขณะที่กลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นลิตรละ 1.50 บาท ทำให้ E20 แตะระดับ 30.44 บาท และโซฮอลล์ 95 อยู่ที่ 32.85 บาทต่อลิตร

การปรับราคาอย่างฉับพลันของยักษ์ใหญ่อย่างเชลล์และคาลเท็กซ์ในเช้าวันนี้ เป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยแรก ที่ตอกย้ำว่าพายุเศรษฐกิจจากตะวันออกกลางได้พัดมาถึงหน้าประตูบ้านคนไทยเรียบร้อยแล้ว และในวันที่ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่คือภาวะของแพงทั้งแผ่นดินที่กำลังจะตามมาเป็นระลอกที่สอง และนั่นทำให้เงินในกระเป๋าสตางค์ของคนไทยกำลังถูกกัดกร่อนด้วยฟันเฟืองของสงครามที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร แต่มันกลับส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงปากท้องของคนไทยทุกคนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นี่จึงไม่ใช่แค่ข่าวในทีวี แต่เป็นวิกฤตการณ์ที่กำลังจะควักเงินจากกระเป๋าเราไปแบบไม่ทันตั้งตัว

ช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจากเอไอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก eia.gov, cfr.org, iea.org,กระทรวงพลังงาน, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top