วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 3 มีนาคม 2569 จากกรณีที่ ชัยยศ สุขต้อ อายุ 57 ปี อดีตครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิด ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
สืบเนื่องจากครูชัยยศ เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุอาหารกลางวันนักเรียน ที่อดีตผู้บริหารสถานศึกษา ระบุว่าเป็นการบริหารจัดการอาหารกลางวันเด็ก จากเด็กอนุบาลและประถมศึกษา ให้เด็กระดับมัธยมได้กินด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นนักเรียนกินนอน ครอบครัวยากจน เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 และต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 (เชียงใหม่) มีคำพิพากษาว่าครูชัยยศ ไม่ได้กระทำผิดตามที่ ป.ป.ช. กล่าวหา พิพากษายกฟ้อง เมื่อ ก.ย. 68
ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อบัญชี อุทัย ขัติวงษ์ สมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา (ส.พ.บ.ค.) ที่ปรึกษาทางคดีของ ‘ครูชัยยศ สุขต้อ’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
วันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 ได้พา ครูชัยยศ สุขต้อ ไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เพื่อขอให้ศาลฯ ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด กรณีที่ศาลฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องครูชัยยศ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ตามที่พนักงานอัยการ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องครูชัยยศ ตามที่ ปปช. ได้ชี้มูลความผิดในคดีอาญา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) โดยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน
ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ขอขยายเวลาในการอุทธรณ์ 3 ครั้ง จนถึงวันที่ 23 ก.พ. 2569 ศาลฯ ไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นขยายเวลาอุทธรณ์ต่อไป เป็นอันว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวแล้ว ในส่วนของครูซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 จึงทำให้คดีถึงที่สุด ครูจึงพ้นมลทินในคดีอาญาตามข้อกล่าวหาที่ ปปช. ได้ชี้มูลความผิด
จากนั้น ได้พาครูไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอยื่นเอกสารเพิ่มเติม คือ หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อศาลปกครองฯ จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาในสำนวนคดี เพื่อมีคำพิพากษาตามที่ศาลฯ จะเห็นสมควรแก่การยุติธรรมต่อไป ซึ่งคงต้องรอระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง
ส่วนผลคำพิพากษาของศาลปกครองฯ จะออกมาเช่นไร คงขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ศาลพิจารณาและดุลยพินิจของศาลฯ ว่าจะเห็นเป็นประการใด
จึงอยากฝากเรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้บริหารและครูที่อยู่ในราชการปัจจุบัน ว่าการดำเนินการใด ๆ ควรดำเนินการด้วยความตรงไปตรงมา ยึดระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นที่ตั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาและความยุ่งยากในภายหลัง
และในการดำเนินการต่าง ๆ ในโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามีส่วนสำคัญที่สุดในการนำพาครู-นักเรียน เพื่อร่วมกันจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนสูงสุด ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องมีความรอบรู้ ทั้งด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป และเป็นผู้นำที่ดีในโรงเรียน เพราะลำพังครูผู้สอนที่ต้องรับผิดชอบการสอน งานดูแลนักเรียน ก็เป็นภาระที่หนักอยู่แล้ว การที่จะให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องงานการเงิน-พัสดุ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะไม่ใช่หน้าที่หลักของครู
ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องบริหารจัดการในโรงเรียนด้วยหลักนิติธรรมและคุณธรรม จึงจะนำพาครูและนักเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนเรื่องการกลับเข้ารับราชการของครูนั้น คงเป็นเรื่องของอนาคต และคงต้องใช้เวลา เพราะครูจะเหลือเวลาอีก 8 เดือน ก็จะอายุ 60 ปีแล้ว และคงขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลปกครองเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 'ครูชัยยศ'เปิดใจ! ตั้งรับแต่ไม่ยอมรับ หลังถูกชี้มูลความผิด รับไม่เข้าใจเอกสาร ความเชื่อใจทำพิษ
ป.ป.ช.แจงยิบ! ปมดราม่าชี้มูล'ครูชัยยศ' ยันถูกปลดเพราะผิดวินัยร้ายแรง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี