วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
กลายเป็นโพสต์ที่ทำเอาแฟนวรรณกรรมจีนและคอการเมืองต่างสะเทือนใจ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นาย ปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul ถ่ายทอดเรื่องราวลึกซึ้งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ เกี่ยวกับที่มาของตัวเอกกำพร้าในนวนิยายของกิมย้ง ที่แท้จริงแล้วมีรากเหง้ามาจากโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของเขาเอง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า "กิมย้ง เป็นหนึ่งในบุคคลที่มี "บาดแผล" จากการกระทำของกลุ่มเรดการ์ดมันอาจจะไม่ใช่บาดแผลโดยตรงที่ก้มย้งได้รับ แต่มันเป็นบาดแผลทางใจ ที่บิดาของก้มย้งถูกระทำ ก้มย้งเป็นใคร คงไม่ต้องเอ่ยถึงกันแล้ว .. นวนิยายของกิมย้งถูกยกย่องให้เป็นวรรณกรรม ตัวละคร "ก๊วยจ้ง" คนครึ่งโลกล้วนรู้จัก และในตัวละครเอกเกือบทั้งหมดของกิมย้ง ล้วนแต่สูญเสียบิดา พระเอกมักเป็นกำพร้า .ซึ่งในนวนิยายจีนส่วนใหญ่มักจะเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุการณ์การเมืองของจีนทุกยุคทุกสมัย ล้วนเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า ชิงอำนาจ .นวนิยายจีนดั้งเดิมจึงดำเนินเรื่องไปแนวทางแก้แค้น ล้างแค้น มาโดยตลอด ก๊วยเจ๋ง กำพร้าพ่อ พ่อถูกฆ่าตายตั้งแต่ก๊วยเจ๋งอยู่ในครรภ์ เอี้ยก๊วย ก็กำพร้าพ่อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่เป็นการกำพร้าจากแผนการของบิดาตนเอง เตียบ่อกี้ กำพร้าพ่อ เป็นการกำพร้าในวัยเด็กที่เห็นกับตาตนเองว่าพ่อและแม่ถูกบีบบังคับให้ฆ่าตัวตาย
กิมย้ง ก็กำพร้าพ่อ ...พ่อถูกฆ่าในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และนับเป็นโชคดีที่กิมย้งรอดพ้นมาได้ กิมย้ง มีชื่อจีนอย่างเป็นทางการว่า จาเหลียงยง เกิดในตระกูลจา ย้อนอดีตไปเล็กน้อย ตระกูลจา เป็นตระกูลบัณฑิตในราชวงศ์หมิง รับราชการเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิง (ราชวงศ์สุดท้ายของจีน) ปู่ของกิมย้งเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารของจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์ชิง พอถึงรุ่นพ่อ "จาซูฉิน" ก็ไม่ได้รับราชการอีก / อาจเป็นเพราะความเสื่อมโทรมของราชวงศ์สุดท้าย รวมถึงความโกลาหลยุคเปลี่ยนผ่าน
.jpg)
เมื่อมีการจัดตั้งเรดการ์ด เพื่อทำลาย 4 เก่า อันได้แก่ ความคิดเก่า , วัฒนธรรมเก่า , ธรรมเนียมเก่า , นิสัยเก่า" ผู้นำชุมชนต่าง ๆ จึงตกเป็นเป้าหมาย .. จาซูฉิน บิดาของกิมย้งก็เช่นกัน พวกเจ้าหน้าที่เรดการ์ดตั้งข้อหาจาซูฉิน ว่าเป็นพวกต่อต้านปฏิวัติและเอารัดเอาเปรียบประชาชน - แต่ชาวบ้านพากันไม่เห็นด้วย คัดค้านข้อกล่าวหานี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านพากันชี้แจงว่า .. ตั้งแต่เกิดสงครามขุนศึก จนถึงกลียุคญี่ปุ่นบุกเมืองจีน และการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง / ผู้ชายในหมู่บ้านล้วนออกรบและเสียชีวิตมากมาย เหลือเพียงแม่ม่าย จาซูฉิน ยื่นมือมารับภาระช่วยเหลือแม่ม่ายและลูกกำพร้า เพื่อให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้ในภาวะยากลำบาก .. เขาไม่ได้เอาเปรียบประชาชน แต่เขาอยู่เคียงข้างชาวบ้านมาเสมอ
เมื่อเรดการ์ดไม่สามารถให้ชาวบ้านในหมู่บ้านชี้ความผิดจาซุฉิน พวกมันจึงใช้อุบายไปเอาคนนอกเขต นอกหมู่บ้าน มาชี้ตัวและระบุความผิดจาซูฉิน ในข้อหาซ่องสุมกันเป็นกลุ่มโจร กักตุนอาหาร และพยายามฆ่าทหารเกณท์ ในยุคนั้นการรวมกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน เป็นเพียงเพื่อป้องกันตัว ป้องกันพวกโจรนอกรีตมาปล้นสะดม ไม่ใช่เพื่อต่อต้านรัฐ , การกักตุนอาหาร เป็นเพียงการสะสมอาหารเพื่อใช้บริโภคกันในหมู่บ้าน ที่มีทั้งคนแก่ แม่ม่ายและเด็กเล็ก .ส่วนการพยายามฆ่าทหารเกณฑ์ นั้นเป็นข้อหายัดเยียดที่ไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อมีพยานจากนอกเขต ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้มาชี้ตัวระบุความผิด (อันเป็นวิธีของกลุ่มเรดการ์ด มักใช้เป็นข้ออ้างในทุกกรณี) พวกเรดการ์ด ได้บุกเข้าไปค้นในบ้านของจาซูฉิน และพบอาวุธปืนพก 1 กระบอก อาวุธปืนพก 1 กระบอก มีมาตั้งแต่เนิ่นนานในช่วงสงครามกลางเมืองของจีน ใช้ป้องกันตัวและป้องกันทุกคนในหมู่บ้าน กลับถูกมัดเข้ากับข้อหาว่า เตรียมการสะสมอาวุธเพื่อต่อต้านรัฐบาล
.jpg)
สุภาษิตจีนมีบทหนึ่งกล่าวว่า ..*เมื่อตั้งใจจะโยนความผิดให้แล้ว เพิ่มอีกหนึ่งความผิดเข้าไป จะเป็นไรไป* จาซูฉิน ถูกจับมัด พาตัวมายังสนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านมากมาย . แววตาของจาซูฉินมิได้ตื่นตระหนกตกใจ แต่เต็มไปด้วยสายตาที่อับจนปัญญามีคนในครอบครัวตระกูลจา ทักท้วงขึ้นว่า "ถ้าจะประหารเขา ให้ไปประหารที่อื่น ไม่ใช่ตรงนี้" เจ้าหน้าที่เรดการ์ดถามว่า "เหตุใดจึงใช้สนามเด็กเล่นตรงนี้ไม่ได้" มีเสียงปนสะอื้นของหญิงชรา พูดขึ้นว่า "สนามตรงนี้ โรงเรียนประถมนี้ ล้วนมาจากแรงกายและแรงเงินของตระกูลจา ที่สร้างขึ้นมาให้เด็กในหมู่บ้านได้เล่าเรียน พวกท่านจะเอาเลือดของเขาละเลงลงพื้นดินของเขาได้ลงคอหรือ?"
จาซูฉิน ถูกผ้าปิดตา ถูกบังคับให้คุกเข่า เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหยิบปืนเล็งไปที่ร่างจาซูฉิน ก่อนที่เขาจะลั่นไก ได้หันหน้าไปยังกลุ่มชาวบ้าน แล้วกล่าวว่า "ค่ากระสุนปืนนี้ ให้เก็บจากญาติที่เหลือของตระกูลจา" ปัง ! ปัง !
.jpg)
ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องนั้น จาเหลียงยง (กิมย้ง) เพิ่งทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ต้ากงเป้า ในเซี่ยงไฮ้ . หลังจากสูญเสียบิดา จาเหลียงยงจึงได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ฮ่องกง กิมย้ง เริ่มต้นเขียนนวนิยายลงหนังสือพิมพ์ เพราะเป็นตระกูลบัณฑิตเก่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในยุคต่าง ๆ ทำให้กิมย้งสามารถสร้างตัวละครอิงแอบแนบชิดกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ได้ตัวละคนล้วนรักชาติและเสียสละ . อาจจะเริ่มต้นด้วยความแค้น แต่จบลงความการปล่อยว่างและชะตากรรมนอกจากจะเขียนนวนิยายแล้ว กิมย้งยังได้เขียนบทความวิจารณ์การเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกด้วย จนกระทั่งผ่านพ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรม , เหมา เจ๋อตุง ถึงแก่อสัญกรรม ... เข้าสู่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง และเริ่มมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงประเทศจีนในทางที่ดี .. เติ้ง เสี่ยวผิง จะเจรจาเอาฮ่องกงคืนจากอังกฤษ กิมย้ง เห็นการเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และพิเคราะห์แล้ว ยังไงไม่ช้าไม่เร็วฮ่องกงต้องกลับคืนสู่อ้อมอกมาตุภูมิ กิมย้งจึงเริ่มพิจารณาประเทศจีนภายในการนำของ เติ้งเสี่ยวผิง ใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคำเชิญจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน มาถึงกิมย้ง . เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปจีนตามคำเชิญนั้น กิมย้ง ได้รับการต้อนรับที่ศาลามหาประชาชน กรุงปักกิ่ง , โดยเติ้ง เสี่ยวผิง มาต้อนรับด้วยตนเอง ทั้งสองคนต่างยิ้มแย้มเข้าหากัน . เติ้ง เสี่ยวผิง แก่กว่ากิมย้งอยู่ 10 ปี
เมื่อกิมย้งเอ่ยปากทักทาย เติ้ง เสี่ยวผิง ตอบว่า "เอาละ ไม่ต้องมากพิธีอันใด เราและท่านนั้นเป็นสหายเก่า .. เพราะเรารู้จักท่านผ่านนวนิยายของท่านมานานแล้ว" คำของเติ้งเสี่ยวผิง มีพลังมากว่าสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร - มันไม่ได้กระแทกจู่โจมหัวใจ แต่มันซึมซาบเติมเต็มบาดแผลเก่าในหัวใจให้สมานกัน เติ้ง เสี่ยวผิง บอกว่า "ทางรัฐบาลจะคืนความยุติธรรมให้กับท่านจาซูฉิน บิดาของท่านที่ถูกใส่ร้าย เราทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วขอให้ท่านกิมย้งทิ้งความขุ่นข้องหมองใจในอดีต และเดินไปข้างหน้าร่วมกัน" เติ้ง เสี่ยวผิง ทำการบ้านมาดี แน่นอนเขาไม่ได้เชิญกิมย้งมาแค่ดื่มน้ำชากินขนมยามเที่ยงเท่านั้น แต่มันคือการผูกสัมพันธ์กันระหว่าง คนในจีนแผ่นดินใหญ่กับคนจีนในฮ่องกงการเจรจาของเติ้ง เสี่ยวผิง นับว่าสืบทอดมาจากโจว เอินไหล ได้ดีเยี่ยม กิมย้ง รับไมตรีนั้น และตอบกลับว่า "คนในปรภพมิอาจฟื้นคืนกลับมาได้ ไยต้องขุ่นเคือง , ผลประโยชน์ของประเทศชาติสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว" เมื่อปราชญ์คุยกับปราชญ์ ประกาศแห่งความงดงามก็บังเกิดขึ้น .. ไม่เยิ่นเย่อ ไม่เย่อหยิ่ง . เติ้ง เสี่ยวผิง ประทับใจในคำตอบนั้น เหตุการณ์นี้ ได้กลายมาเป็นสำนวนหนึ่งที่เติ้ง เสี่ยวผิง นำมากล่าวว่า"#อย่าตอบแทนบุญคุณส่วนตัว_ด้วยผลประโยชน์ของชาติ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี