วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่ประเทศไทยเลือกใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรา ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาเป็นเครื่องยืนยันถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การคลัง สังคม และสุขภาวะของประชาชน สร้างความบอบช้ำให้กับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมยาสูบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
จนวันนี้เสียงจากทุกทิศทางในงานเสวนาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ซึ่งจัดโดยศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ต่างเห็นพ้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องละทิ้งโครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้และก้าวเข้าสู่ระบบภาษีอัตราเดียวตามแนวทางสากลจะช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมยาสูบไทยและรายได้รัฐ
ให้กลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง
หากพิจารณาในเชิงเศรษฐกิจจะพบว่ารายได้ของรัฐหดตัวลงอย่างน่าตกใจ จากที่กรมสรรพสามิตเคยจัดเก็บรายได้จากภาษียาสูบได้สูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท ในช่วงปีงบประมาณ 2560 กลับลดเหลือเพียง 4.7 หมื่นล้านบาท ในปีประมาณ 2568 ที่ผ่านมา การลดลงของรายได้นี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยเลิกสูบบุหรี่ เพราะปัจจุบันไทยยังมีผู้สูบบุหรี่สูงถึงกว่า 9.8 ล้านคน แต่เป็นผลกระทบจากโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว โครงสร้างแบบ 2 อัตราทำให้แบรนด์บุหรี่ต่างพากันลดราคามาแข่งขันในตลาดราคาประหยัดที่เสียภาษีน้อยกว่า และเมื่อมีการปรับขึ้นอัตราภาษีในปี 2564 ราคาบุหรี่ถูกกฎหมายที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดบีบให้ผู้บริโภคหันไปหา “บุหรี่เถื่อน” จนทำให้สัดส่วนการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายในปี 2568 พุ่งสูงถึง 28% สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ความเดือดร้อนนี้ลุกลามไปถึงเกษตรกรชาวไร่ยาสูบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตจากการถูกตัดโควตารับซื้อใบยาสูบลงกว่าครึ่ง จากเดิมที่เคยขายได้ 26 ล้านกิโลกรัม เหลือเพียง 10 ล้านกิโลกรัมต่อปี ส่งผลให้รายได้มวลรวมของเกษตรกรลดฮวบจาก 2.2 พันล้านบาท เหลือเพียง 1 พันล้านบาทเท่านั้น
ซึ่งตัวแทนชาวไร่ยาสูบยืนยันว่าพวกเขาแบกรับความเดือดร้อนมามากพอแล้ว และมองไม่เห็นข้อดีใดๆ ของการใช้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา การปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่ควรล่าช้าไปกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องล่มสลายไปพร้อมกับระบบที่บิดเบี้ยว
ในมุมมองวิชาการ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง ได้ชี้ชัดว่าโครงสร้างภาษีแบบ “สองขา” ที่แบ่งอัตราตามมูลค่าเป็น 25% และ 42% โดยใช้เกณฑ์ราคา 72 บาทต่อซอง เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการบิดเบือนราคาตลาดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี การยกเลิกอัตราภาษีในกลุ่มบุหรี่ราคาแพงเพื่อให้เหลือโครงสร้างภาษีแค่อัตราเดียวจะช่วยลดการบิดเบือนกลไกราคา และทำให้รัฐสามารถคาดการณ์รายได้ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยต้องทำควบคู่ไปกับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างจริงจังและใช้ระบบตรวจสอบติดตามที่มีประสิทธิภาพ แม้ในงานจะไม่ได้มีวิทยากรด้านสุขภาพร่วมด้วย แต่ก็ได้รับความคิดเห็นจาก รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานเสวนาที่แสดงความเห็นสนับสนุนโครงสร้างแบบอัตราเดียว และเน้นย้ำคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ชี้ให้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีเพื่อลดการสูบบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง
ปัจจุบันมีความชัดเจนจากกรมสรรพสามิตในการนำเสนอโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่กลับต้องชะลอออกไปในช่วงรอยต่อทางการเมืองตามคำแนะนำของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเป็นงานเร่งด่วนของทีมขุนคลังที่เมื่อเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มตัวต้องเร่งสะสางปัญหานี้โดยเร็วที่สุด พิสูจน์สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ช่วยลดอุปสรรคการทำงานของหน่วยงานราชการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และสร้างความเดือดร้อนให้กับอุตสาหกรรมยาสูบ รวมทั้งบั่นทอนประสิทธิภาพของมาตรการดูแลสุขภาพประชาชนมาอย่างยาวนานเกือบ 10 ปีแล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี