วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
จากจุดเริ่มต้นการรวมตัวของแรงงานในนิวยอร์กปี 1882 สู่การสถาปนา "วันแรงงานแห่งชาติ" ในไทยเมื่อปี 2475 พาไปย้อนรอยถึงจุดเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อสิทธิและการคุ้มครองแรงงานที่เปลี่ยนผ่านไปตามยุคสมัยทั้งต่างประเทศเเละในประเทศ
จุดกำเนิดวันเเรงงาน

เริ่มต้นขึ้นจากความเคลื่อนไหวในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงที่คนงานต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่ยากลำบาก การเฉลิมฉลองครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1882 ณ นครนิวยอร์ก โดยสหภาพแรงงานกลาง (Central Labor Union) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นถึง "ความสามัคคีและจิตวิญญาณอันเข้มแข็ง" ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แม้จะมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ว่าผู้ริเริ่มคือ Matthew Maguire หรือ Peter J. McGuire แต่สิ่งที่เป็นเอกฉันท์คือเจตนารมณ์ที่ต้องการยกระดับเกียรติยศของคนทำงาน
จากจุดเริ่มต้นในระดับท้องถิ่น ความสำคัญของวันแรงงานได้แผ่ขยายไปสู่ระดับรัฐและระดับประเทศ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1894 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ประกาศให้วันจันทร์แรกของเดือนกันยายนเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการพักผ่อน แต่เป็นการยอมรับในเชิงประจักษ์ว่า ความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ของอเมริกาตั้งอยู่บนฐานรากของแรงงานทุกประเภท ตั้งแต่พนักงานในโรงงานไปจนถึงช่างฝีมือชั้นครู
ในปัจจุบัน แม้รูปแบบการเฉลิมฉลองจะเปลี่ยนจากการเดินขบวนพาเหรดที่เคร่งขรึม มาเป็นการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือการสังสรรค์ในครอบครัว แต่นัยสำคัญของวันแรงงานยังคงไม่เสื่อมคลาย มันคือวันหยุดที่อุทิศให้กับ "ผู้สร้างสรรค์" ที่แท้จริงของประเทศ เป็นการขอบคุณหยาดเหงื่อที่รดลงบนแผ่นดินเพื่อขับเคลื่อนกงล้อเศรษฐกิจ และเป็นการเตือนใจว่าความผาสุกของสังคมนั้นผูกพันอย่างแนบแน่นกับสิทธิ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในโลกแห่งการทำงาน
จุดกำเนิดวันเเรงงานในประเทศไทย

วันแรงงานในประเทศไทยถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัชสมัยรัชกาลที่ 8 และรัฐบาลได้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม เป็น วันกรรมกรแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2499 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น วันแรงงาน ในปี พ.ศ. 2500 อุตสาหกรรมไทยในสมัยก่อนได้เริ่มขยายตัวมากขึ้น ผู้ใช้แรงงานต่างก็มีปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งปัญหาแรงงานก็ยังมีความซับซ้อนยากที่จะแก้ไขได้โดยง่าย ทำให้ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดการบริหารแรงงาน โดยเป็นการจัดสรรและพัฒนาแรงงาน ตลอดจนคุ้มครองและดูแลสภาพการทำงานของแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างรากฐานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้ดีขึ้น ซึ่งในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 คณะกรรมการจัดงานที่ระลึกแรงงานได้จัดประชุมขึ้น โดยมีความเห็นตรงกันว่าควรกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ให้เป็นวันที่ระลึกถึงแรงงานไทย จึงได้มีหนังสือถึงนายรัฐมนตรีขอให้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม ทำให้นับแต่นั้นมา วันที่ 1 พฤษภาคม จึงกลายเป็น วันกรรมกรแห่งชาติ จนต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วันแรงงานแห่งชาติ"
ในปี พ.ศ. 2500 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ที่ได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติได้ แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีอายุได้เพียง 18 เดือนก็ถูกยกเลิกไป โดยมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 มาแทนที่ และให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงาน อีกทั้งยังกำหนดให้วันกรรมกรเป็นวันหยุดตามประเพณี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมีความไม่แน่นอน จึงมีคำชี้แจงออกมาในแต่ละปีเพื่อเป็นการเตือนนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม โดยในบางมีก็ได้มีการขอร้องไม่ให้มีการเฉลิมฉลองเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. 2517 ได้เปิดโอกาสให้มีการเฉลิมฉลองตามสมควร โดยได้มอบหมายให้กรมแรงงานที่ขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทยจัดงานฉลองวันแรงงานแห่งชาติขึ้นที่สวนลุมพินี ภายในงานได้มีการจัดให้ทำบุญตักบาตร มีนิทรรศการแแสดงความรู้ ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย
สำหรับ วันแรงงานแห่งชาติ ไม่ถือว่าเป็นวันหยุดทางราชการ ฉะนั้น หน่วยงานราชการก็ยังคงเปิดทำงานและให้บริการตามปกติในวันแรงงานแห่งชาติ ส่วนที่มีการหยุดงานจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานเอกชนเท่านั้น
เพราะแรงงานคือพลังสร้างชาติ การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ในวันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่มั่นคงและเท่าเทียมของพี่น้องแรงงานไทย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมประชาสัมพันธ์ เเละ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี