วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เอ็ดดี้ สะท้อน ปม แม่หมู-ลูกนาย ลั่นชีวิตเป็นของลูกได้ แต่รากของชีวิต ไม่ควรถูกลืม ดึงสติชาวโซเชียล ขอแค่ให้กำลังใจ อย่าซ้ำเติมใคร
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "วันนี้ #อัษฎางค์ยมนาค จะมา #อ่านเกมชีวิต
ใจเป็นของนาย กายก็เป็นของนาย
แต่ใครให้นายมา
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่เป็นเจ้าของชีวิตลูก
แต่หมายความว่า ก่อนที่เราจะพูดว่า ชีวิตเป็นของเรา เราอาจต้องย้อนกลับไปถามตัวเองสักนิดว่า ชีวิตนี้เริ่มต้นจากใคร ใครอุ้ม ใครเลี้ยง ใครอดทน ใครเสียสละ และใครพาเรามาถึงวันที่เรายืนพูดคำว่า “ชีวิตเป็นของฉัน” ได้
ชีวิตเป็นของลูก
แต่รากของชีวิต ไม่ควรถูกลืม
______________________________________________
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ลูกชายผมมาบ่นอยู่บ่อยๆ ไม่ขอลงรายละเอียดแล้วกัน แต่ขอสรุปเป็นประโยคสั้นๆ ประมาณว่า “ไม่ไหวกับแม่แล้วจริงๆ”
ผมได้ยินลูกมาบ่น มาระบายอยู่หลายครั้งมาก และเห็นสีหน้า ท่าทาง และอารมณ์ของลูกไม่ไหวจริงๆ
สิ่งที่ผมบอกกับลูกคือ พ่อแม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีดีมีเสีย บางคนอาจดี บางคนอาจเห็นแก่ตัว บางคนอาจใจร้าย บางคนอาจเอาแต่ใจ
แต่สิ่งที่มนุษย์พ่อมนุษย์แม่มีต่อลูกคือ ความรัก ความทุ่มเท และความเสียสละ คำว่าเสียสละ คือการยอมเสียสละทุกอย่างในชีวิตตัวเองเพื่อลูก
ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รักสวยรักงาม จากผู้หญิงที่เคยดูแลรูปร่าง หน้าตา และชีวิตของตัวเอง กลายเป็นคนที่ร่างกายเปลี่ยนไปทุกวัน เจ็บ เหนื่อย อึดอัด และต้องแบกรับชีวิตอีกชีวิตไว้ในตัวเอง การอุ้มท้อง 9 เดือนคือ ที่สุดของชีวิต
การเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายไม่ใช่แค่สภาพภายนอก แต่มันคือความไม่สบายตัวที่หาคำมาอธิบายให้เข้าใจไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนท้อง
นั่นคือ 9 เดือนที่ลูกอยู่ในท้อง แล้วอายุลูกกี่ปีก็นับไปว่า แม่ดูแลเรามานานแค่ไหน
พ่ออยากบอกว่า คนที่รักพ่อมาที่สุดในโลกคือแม่ของพ่อ
แต่คนที่พ่อรักมากที่สุดในโลกคือลูก พ่อรักลูกมากกว่าชีวิตตัวเอง
แต่รู้อะไรมั้ย คนที่รักลูกมากกว่าพ่อ คือแม่ของลูก
ขอยกตัวอย่างสักเรื่อง ตอนลูกยังเป็นเบบี้ มีอยู่วันหนึ่งลูกเป็นไข้ แล้วก็คงคัดจมูก พ่อเห็นกับตา แม่ของลูกเอาปากดูขี้มูกสีเขียวๆ ออกจากจมูกลูก
พ่อถามหน่อยว่า มีใครในโลกทำแบบนั้นได้
พ่อจะบอกให้ว่า คนเราอยู่ด้วยกัน อย่าอยู่เพราะ “อดทนเก่ง” เพราะความอดทนมันมีจำกัด ยิ่งอดทนเก่งเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลามันหมดความอดทนมันจะกลายเป็นระเบิดที่ใหญ่มาก
ความรักก็เหมือนกัน รักได้ก็หมดรักได้
ถ้าเราต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันกับแแฟน กับเพื่อนหรือกับพ่อแม่ สิ่งที่ต้องมีจริงๆ คือ “ความเข้าใจ”
เราต้องมีความเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว เขาก็เป็นคนแบบนั้น พูดมาก บ่นเก่ง จู้จี้จุกจิก เจ้ากี้เจ้าการ สามวันดีสี่วันบ้า หรือขี้ใจน้อย ขี้คิดมาก ต่างๆ นานา (ลักษณะนิสัยตรงนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเจาะจงที่แม่ของลูกนะ แต่หมายถึงมนุษย์ทั่วไป)
แต่เขารักเราใช่มั้ย เขาเสียสละอะไรมากมายเพื่อเรามั้ย
หรือลองคิดข้ามช๊อตไปอีกนิดว่า วันนี้เราทำอะไรเขาก็หงุดหงิด จริงๆ แล้วเราอาจไม่ใช่ต้นตอของปัญหา แต่เขาอาจจะหงุดหงิดมาจากที่ทำงาน งานอาจจะหนัก อาจจะเหนื่อย อาจโดนเจ้านายด่า โดนลูกค้า complain เจอเพื่อนร่วมงานเฮงซวย หรืออาจมีปัญหาเรื่องเงิน เรื่องสุขภาพ เรื่องฮอร์โมน เรื่องประจำเดือน หรือ…เขาอาจจะป่วย ป่วยที่ร่างกาย หรือไม่ก็ป่วยทางจิตใจ
เราแค่ทำความเข้าใจ ไม่ต้องเถียง ไม่ต้องอดทน ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องโทษใคร แค่ลองทำความเข้าใจ
พ่อแม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยังมีความเป็นมนุษย์ที่มีพฤติกรรมหลายแบบ หลายมิติ เผลอๆ พ่อแม่บางคนอาจไม่ใช่คนดีก็ได้ด้วยซ้ำ แต่สำหรับลูกแล้ว เขาจะทำดีทุกอย่างสำหรับลูกเสมอ เพราะลูกคือเทวดานางฟ้าของพ่อแม่
ถ้าเขาไม่มีลูก เงินทั้งหมดที่เขามาได้ เขาซื้อความสุขได้ทุกอย่าง แต่พอมีลูก เขาต้องแบ่งให้ลูก บางคนให้ลูกมากกว่าตัวเองอีก ลูกๆ อาจไม่เคยรู้เลยว่าที่ตัวเองกินอิ่ม กินอร่อย พ่อแม่ยังไม่ได้กินเลย
ลูกๆ อาจคิดไม่ถึงเลยว่า ที่ลูกมีทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความเสียสละของพ่อแม่ทั้งสิ้น
ปัญหาของยุคนี้คือ เด็กจำนวนหนึ่งถูกสอนให้เข้าใจคำว่า ‘สิทธิ’ โดยตัดขาดจากคำว่า ‘รากเหง้า’ ถูกสอนให้เห็นเสรีภาพเป็นการหลุดพ้นจากทุกพันธะ ทั้งที่ความเป็นมนุษย์ไม่ได้มีแต่สิทธิ แต่ยังมีความทรงจำ ความสัมพันธ์ บุญคุณ ความรับผิดชอบ และความเข้าใจต่อคนที่พาเรามาถึงวันนี้ด้วย”
แต่กว่าจะยืนอยู่ด้วยได้ด้วยตัวเอง ใครที่ทำให้เรามาอยู่ตรงจุดนี้
ผมไม่ได้สอนลูกว่า พ่อแม่เป็นเทวดาของลูก แต่สอนลูกว่า ”พ่อแม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง” ลูกไม่ต้องกราบไหว้แบบไม่มีเงื่อนไข แต่สอนให้เขาเห็นมนุษย์อีกคนที่อยู่หลังคำว่า “แม่”
______________________________________________
หมายเหตุ ที่เล่าเรื่องลูกกับแม่ ไม่ได้เอาแม่ของลูกผมมาทำให้เขาเสียหายนะ ไม่ได้บอกว่าแม่เขาเป็นคนร้ายหรือเขาทำอะไรผิดนะ แค่นำเสนอว่า เราได้ฟังจากมุมของลูก แม่ก็ผิดไปหมดเป็นธรรมดา แต่ถ้าไปฟังในมุมแม่ มันอาจจะเป็นอีกเรื่องเลยก็ได้ จริงมั้ย
เรื่องแบบนี้ ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน เป็นพ่อแม่เหมือนกัน เราย่อมรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่แม่ผิดหรือลูกผิด แต่มันคือเรื่อง พ่อๆ แม่ๆ ลูกๆ ที่เหมือนกันทุกครอบครัวในโลกนี้
______________________________________________
แล้วหลังจากวันนั้นที่ได้คุยเรื่องพวกนี้กับลูก ลูกผมก็หายจากอาการโกรธแม่หนักๆ ไปเลย ทั้งที่แม่ก็ยังเป็นแม่คนเดิม
ผมไม่เคยยุยงให้ลูกโกรธหรือเกลียดแม่ ต่อให้สมมติว่าแม่เขาโกรธหรือเกลียดผม ผมก็จะไม่ยุยงหรือให้ท้ายเพื่อให้ลูกโกรธแม่เพื่อจะได้แย่งความรักจากลูกมาเป็นของตัวเอง เพราะผมถือว่า เราต้องสอนสิ่งที่ถูกต้องกับลูกของเรา เรารักลูกมาก แต่เรารู้ว่าแม่รักลูกมากกว่าเรา เราก็ต้องบอกลูกเพื่อให้เขาเข้าใจแม่ของเขาให้มากๆ อย่าสอนให้ลูกเกลียดพ่อหรือแม่เพราะจะเท่ากับสอนให้ลูกทำบาปที่เป็นบาปที่หนักที่สุดบาปหนึ่ง
______________________________________________
เมื่อพูดกับลูก หรือพูดกับเด็กๆ แล้ว
ผมก็อยากจะพูดกับผู้ใหญ่ด้วย พูดกับคนเป็นพ่อแม่ว่า
ลูกๆ หรือเด็กๆ ทุกคน เขามีชีวิตเป็นของเขาเอง ถึงเราจะเป็นพ่อแม่ของเขา แต่เราไม่ใช่เจ้าชีวิตหรือเจ้าของชีวิตของเขา
เขาอยากทำอะไร ถ้ามันไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย เราต้องปล่อยให้เขาทำ เขาจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์
พ่อแม่ผ่านโลกมาเยอะ อาจจะมองข้ามช็อตว่า ลูกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือจะคบกับคนนั้นคนนี้ ไม่รอดหรอก
ถึงเรารู้ว่ามันไปกันไม่รอด ก็ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้และมีประสบการณ์
ความล้มเหลว ความผิดหวัง มันเป็นประสบการณ์ที่ดีไม่แพ้กับการประสบความสำเร็จในบางแง่มุมนะ
เราเลี้ยงลูกจนเขาเริ่มคิดเองเป็นทำอะไรเองได้ เราต้องปล่อยให้เขาทำ แล้วเราคอยตามมอง จะตามอยู่ใกล้ๆ หรืออยู่ห่างๆ ก็แล้วแต่ ตามสะดวก แล้วก็คอยเตรียมตัวเป็นที่พักใจให้เขาไว้เลย
ล้มเหลวตั้งแต่อายุน้อยๆ ล้มมันบ่อยๆ นะดี
เพราะเขาจะโตไปพร้อมกับภูมิคุ้มกันที่ดี
ลูกมีคนรัก เราก็รักคนนั้นไปด้วยเลย อย่าไปคิดว่าเราโดนแย่งความรัก อยู่ๆ ได้ลูกเพิ่มอีกคนดีจะตายไป
เราเลี้ยงลูกเราอย่าทะนุถนอม แต่ลูกเรากลับไปดูแลคนอื่น เราก็ไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะเขากำลังทำแบบเดียวกับเรา คือ ทำทุกอย่างเพื่อคนที่รัก ให้คนที่รักมีความสุขที่สุด
ลูกเราเขาทำตามแบบเรา
คือเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนที่รัก
ภูมิใจในตัวลูก ภูมิใจในตัวเราเอง ที่เลี้ยงลูกแล้วเขาเติบโตไปตามทางที่เขาอยากจะให้มันเป็นไปยังไง
______________________________________________
เวลาเห็นข่าวครอบครัว อย่าเพิ่งตัดสินจากมุมเดียว เพราะเรื่องพ่อแม่ลูก แฟน เพื่อน คนรัก มักมีหลายชั้น หลายบาดแผล และหลายความจริง
คู่รักดารารักๆ เลิกๆ วงดนตรีแตก เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด พ่อแม่ตัดลูก ลูกตัดพ่อแม่
ถ้าเราเป็นผู้ชม เราแค่ส่งกำลังใจ รักใครส่งกำลังใจให้คนที่เรารัก โดยที่ไม่ต้องไปตามด่าอีกฝั่ง เพราะเอาจริงๆ เผลอๆ ไอ้คนที่เรารักมันคือคนผิดมากกว่าอีกฝ่ายก็ได้ หรือเอาจริงๆ ไม่มีคนผิด มีแต่คนเข้าใจผิดกันก็เป็นไปได้
แล้วรอดูไปใจเย็นๆ เดี๋ยวเขาก็กลับมารักกันใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป ความเข้าใจอาจเกิดขึ้น เวลามันเยียวยาทุกสิ่งได้เอง
______________________________________________
ถ้าจะพูดถึงข่าวนี้สักหน่อย ก็ขอพูดว่าในฐานะของคนที่เป็นพ่อคนหนึ่งที่เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ อีกคนว่า เข้าใจและเห็นใจทั้งในมุมของแม่หมูและน้องนาย
อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นมากลบเสียของหัวใจของเราเอง ปัญหาทุกอย่าง ปัจจัยทุกปัจจัย เรารู้ดีที่สุด คุยกับใจเราเอง มีสติให้มากๆ
”พ่อแม่และลูก ก็คือมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่บางครั้งก็ทำถูก แล้วอีกครั้งก็ทำผิด“
แล้วมันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตที่จะผ่านไป"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี