วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่ปรึกษา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้โพสต์ข้อความร่ายยาว โดยระบุว่า เมื่อ Influencer Economy กำลังดูดมูลค่าจาก Journalism และกฎหมายเริ่มไล่ตามไม่ทัน และอินฟลูอาจไม่รู้ว่า #ผิดกฎหมายจริง และ #ผิดกฎหมายแพลตฟอร์ม นะจ๊ะะะะ (Focus เฉพาะเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพและข้อมูลนะ)
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มันคือ “โครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจคอนเท้น“ (Attention Economy)
จากกรณีในภาพนี้ การนำเสนอของช่องเป็นการ Re-act เสมือนตัวเองเป็นคนสัมภาษณ์คนที่อยู่ใน #ฟุตเทจข่าว ทั้งที่ตัวเองอยู่ในห้อง แต่ฟุตเทจนั้นนักข่าวต้องไปนั้งรอและลงทุนอย่างหนักกว่าจะได้มา
บางคนอาจเถียงว่า ก็มันเผยแพร่สาธารณะแล้ว ใครก็มีสิทธิ์วิเคราะห์ วิจารณ์มั้ย???
ใช่ครับ ไม่ผิด แต่การแสดงออกในลักษณะที่ ”ทำเหมือนสัมภาษณ์” อันนี้ไม่น่ารัก เพราะคุณได้เงินมากจากคอนเท้นคนอื่นในห้องตัวเอง!!!
(อินฟลูฯ ดีดีที่เขาตั้งใจทำจากการลงทุนด้วยตัวเองก็มีเยอะนะ เราสนับสนุนมาก)
ไม่ใช่เพราะคนไม่เสพข่าว แต่เพราะ “คนทำข่าว” กำลังไม่ใช่ “คนที่ได้เงินจากข่าว”
นักข่าวลงพื้นที่
ตรวจสอบข้อเท็จจริง
สัมภาษณ์
เสี่ยงโดนฟ้อง
ใช้ทั้งเวลา ทีมงาน และต้นทุนองค์กรเพื่อให้ได้ “ความจริง”
แต่สุดท้าย คนที่ได้ยอดวิวมากกว่า ได้เงินมากกว่า
และโตเร็วกว่ากลับเป็นคนที่ :
- เอาข่าวมาเล่าต่อ
- สรุปใหม่
- ตัดคลิป
- reaction
- ใช้ AI rewrite
- และทำคอนเทนต์ให้ถูกใจ algorithm
———-
Reuters Institute Digital News Report 2025 ระบุชัดว่า คนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจาก “อ่านข่าว” ไปเป็น “ดูคนพูดข่าว” ผ่าน TikTok และ social
โดยเฉพาะในไทย ที่ Reuters พบว่า:
- 43% ของผู้ใช้งาน social/video network สนใจ creators และ influencers
- ขณะที่เพียง 26% สนใจ news brands หรือ journalists โดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ…. คนเริ่มเชื่อ “คนเล่าข่าว” มากกว่า “องค์กรข่าว” และนี่คือจุดที่อันตรายที่สุดของยุคนี้ เพราะแพลตฟอร์มไม่ได้ให้เงินกับ “ต้นทุนการทำข่าว” แต่ให้เงินกับ
- engagement
- emotion
- speed
- personality
- retention
คนที่ชนะจึงไม่จำเป็นต้องหาความจริงเก่งที่สุด แต่ “แค่” ต้อง “เล่าเก่งที่สุด” ปัญหาคือ หลายคนไม่ได้ทำข่าวเองเลย พวกเขาเพียง
- รวบรวม
- สรุป
- นำไปเล่าใหม่
- Package หวือหวา
พูดง่ายๆคือ…. “คนผลิตความจริง” กำลังแพ้ “คนผลิต attention” แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ กฎหมายเริ่มไล่ตามเรื่องนี้แล้วแม้ “ข้อเท็จจริง” จะไม่ติดลิขสิทธิ์ แต่!!!
- รูปแบบการนำเสนอ
- คลิปข่าว
- ภาพถ่าย
- การเรียบเรียง
- หลักการวารสารศาสตร์
ล้วนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ คุณอาจเล่าข่าวเดียวกันได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ #ดูดงานคนอื่นไปทำเงินโดยไม่รับอนุญาต ในต่างประเทศ สำนักข่าว Associated Press เคยฟ้อง Meltwater บริษัทที่เอาข่าวไปสรุปให้ลูกค้าอ่าน ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่า Meltwater ไม่ได้สร้างงานใหม่ แต่กำลังทำตัวเป็น “ตัวแทนของต้นฉบับ” และดูดรายได้จากเจ้าของข่าวโดยตรง ข้อมูลในคดีพบว่า : คนคลิกกลับไปอ่านต้นทางเพียง 0.08%
ส่วนในไทย ปัญหาหนักขึ้นอีก เพราะเริ่มมีการใช้ AI ดูดข่าวจากสำนักข่าว แล้ว rewrite ใหม่โดยไม่ใส่เครดิต
นี่ไม่ใช่แค่ “สรุปข่าว”
แต่มันคือการสร้างธุรกิจบนทรัพย์สินของคนอื่น และกฎหมายไทย “เอาผิดได้” ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ หากมีการ:
1.ทำซ้ำ
2.ดัดแปลง
3.ใช้คลิปหรือภาพข่าวเพื่อหารายได้
โดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษ :
1.จำคุก 6 เดือน ถึง 4 ปี
2.ปรับสูงสุด 800,000 บาท
3.หรือทั้งจำทั้งปรับ
และหากบิดเบือนข้อมูลจนเกิดความเสียหาย อาจเข้าข่าย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพิ่มอีก สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คือวันที่ “ไม่มีใครอยากลงทุนหาความจริงอีกต่อไป” เพราะในระบบนี้ คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด อาจไม่ใช่คนทำข่าว แต่อาจเป็นคนที่ “เอาข่าวคนอื่นไปเล่าต่อ” ได้เก่งที่สุด
Ugly truth รู้หรือไม่?
อินฟลูฯ หลายคนที่ “ดูดคอนเท้นหรือข่าว” ไปโดยไม่ขออนุญาตทำเงินได้มากกว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ถึง 3 เท่า ไม่ใช่แค่เงินจากแพลตฟอร์ม แต่ลูกค้าราชการ เอกชน เอเจนซี่ ยอมจ่ายคนเหล่านี้ มากกว่าสื่ออีก!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี