วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569
อดีตรมว.คลัง อัด บัตรคนจน-ไทยช่วยไทยพลัส ช่วยซ้ำซ้อน ใช้กระสุนพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ดราม่า บัตรคนจน ตามที่ผมเขียนในโพสต์ก่อนหน้าว่า ในหลักบริหารการคลังที่ถูกต้องนั้น การให้ความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่ควรทำหลายโครงการที่ซ้ำซ้อนกัน เพราะนอกจากเป็นการใช้กระสุนการคลังพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็นแล้ว สำหรับบางคนที่ได้รับสิทธิจากสองหรือสามโครงการ ย่อมได้เปรียบมากกว่าคนที่ได้รับสิทธิจากโครงการเดียว
ผมลองคำนวนตัวเลข เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเข้าใจ ดังนี้
ภาระทางการคลังจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภาระสูงสุดต้องคำนวนจากผลประโยชน์: วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อเดือน = 3,600 บาท/ปี ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อเดือน = 9,000 บาท/ปี(เฉพาะสองรายการนี้รวมย่อย 12,600 บาท/ปี) ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน = 320 บาท/ปี ค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน = 1,200 บาท/ปี ค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน = 3,780 บาท/ปี สูงอายุ/พิการ 200 บาทต่อเดือน = 2,400 บาท/ปี ดังนั้น กรณีมีการใช้สิทธิเต็มที่ จะเป็นเงินรวม 20,300 บาท/ปี/หนึ่งบัตรสวัสดิการ
ถามว่า เป็นภาระทางการคลังเท่าไหร่?
สมมุติตัวเลขการใช้สิทธิเฉลี่ย แต่นับเพียงหนึ่งในสาม คือ 6,766 บาท/ปี/หนึ่งบัตรสวัสดิการ จำนวนผู้ถือบัตร 13 ล้านคน คิดเป็นภาระการคลังตามสมมุติฐานนี้ 88,000 ล้านบาท แต่ข้อมูลในสำนักข่าวอิศรา งบประมาณตกปีละ 30,000 – 50,000 ล้านบาท ดังนั้น จะใช้ตัวเลขนี้เป็นหลัก
ภาระทางการคลังจากการหักค่าลดหย่อน ต้องคำนวนจากภาษีที่ลดลง: หักค่าลดหย่อนได้ 30,000 บาท/พ่อแม่หนึ่งคน
กรณีผู้ที่เสียภาษีในอัตราระดับกลาง รายได้ต่อปีสูงสุด 750,000 บาท/ ต่อเดือนสูงสุด 62,500 บาท จะเสียในอัตราสุดท้าย 15% ลดภาษีจากอัตราสุดท้ายได้ 4,500 บาท/พ่อแม่หนึ่งคน (30,000 คูณด้วย 15%) จำนวนผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดามีอยู่ 12 ล้านคน สมมุติหนึ่งในสาม คือ 4 ล้านคน ใช้สิทธิหักลดหย่อนสำหรับพ่อแม่ โดยสมมุติว่ามีพ่อแม่เฉลี่ย 2 คนต่อหนึ่งผู้เสียภาษี
กรณีนี้ จำนวนลดภาษีต่อคน 4,500 บาท/ผู้เสียภาษี/พ่อแม่แต่ละคน
4,500 บาท คูณด้วยจำนวนผู้เสียภาษีที่ใช้สิทธิหักลดหย่อน 4 ล้านคน คูณด้วยจำนวนพ่อแม่ 2 สิทธิต่อผู้เสียภาษีแต่ละคน จะเป็นภาระการคลังปีละ 36,000 ล้านบาท
กรณีจึงถือว่า ความช่วยเหลือที่รัฐจ่ายซ้ำซ้อน ตามสมมุติฐานข้างต้น ก็คือ ปีละ 36,000 ล้านบาทนั่นเอง
สรุปว่า ในความเห็นของผม สองโครงการนี้เป็นการช่วยเหลือที่ซ้ำซ้อนกัน ตามโมเดลที่แสดง อย่างน้อย 36,000 ล้านบาท/ปี
นี่เอง ที่ผมวิจารณ์ว่ากระทรวงคลังเริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ มาถึงวันนี้ คงจะเพิ่งรู้ตัวและหาทางแก้ไข
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่ให้เงินแจกแก่คนมากมายถึง 30 ล้านสิทธิ โดยไม่สนใจว่ามีฐานะอย่างไร จะยากดีมีจนอย่างไร ก็สามารถลงทะเบียนขอสิทธิ์ได้ทั้งนั้น
ปัญหาการซ้ำซ้อนของโครงการบัตรสวัสดิการการแห่งรัฐ กับโครงการหักค่าลดหย่อนเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการเทกระจาด ไทยช่วยไทยพลัส จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับรัฐบาลอนุทิน
หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี