วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
หลายครั้งที่หน้าจอโทรทัศน์ตัดเข้าสู่รายการข่าวสำคัญ น้ำเสียงที่นิ่ง สุขุม และสง่างามของ วีระศักดิ์ ขอบเขต หรือ ป๋อง กลายเป็นภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังความนิ่งสงบนั้น คือหัวใจที่ต้องแบกรับภารกิจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตสื่อมวลชนคนหนึ่ง นั่นคือการทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวสารที่คนไทยทั้งประเทศไม่อยากได้ยินมากที่สุดถึง 3 ครั้ง ในรอบเวลาเกือบ 10 ปี
วันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสื่อมวลชนหัวใจแกร่งผู้นี้ พร้อมย้อนเส้นทางชีวิตกว่าจะมาเป็นเสียงที่พูดแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งแผ่นดิน
.jpg)
วีระศักดิ์ ขอบเขต เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่จังหวัดขอนแก่น เติบโตมาพร้อมกับความใฝ่ฝันที่อยากเป็นดีเจและผู้ประกาศข่าว ป๋อง สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน และระดับปริญญาตรีจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยเส้นทางสื่อมวลชนของเขาเริ่มชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2537 ในขณะที่ยังเป็นนักศึกษา ป๋อง ได้ทดลองทำงานเป็นดีเจจัดรายการวิทยุในช่วงเที่ยงคืนที่ขอนแก่น กับบริษัทเอกชนท้องถิ่นที่ชื่อว่าท็อปทีน ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาและการออกเสียงที่เข้มข้น ก่อนจะเข้าสู่สนามข่าวระดับประเทศผ่านการสอบเข้าทำงานที่สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในสายข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ และย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ในสายข่าวเกษตรและสารคดีอยู่นานถึง 5 ปี
.jpg)
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ วีระศักดิ์ ขอบเขต ตัดสินใจเบนเข็มไปเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยในปี พ.ศ. 2542 โดยเขาสามารถฝ่าฟันผู้สมัครนับพันคนจนเป็น 1 ใน 200 คนที่ได้รับคัดเลือก แม้ภารกิจบนเครื่องบินจะรัดตัวตลอดระยะเวลา 20 ปี แต่ด้วยใจรักในงานสื่อสารมวลชน เขาจึงยังคงรับงานจัดรายการวิทยุควบคู่กันไปเสมอ
กระทั่งถึงจังหวะที่เขาห่างจากหน้าจอโทรทัศน์ไปพักใหญ่ เส้นทางสื่อสารมวลชนก็นำพาเขากลับมาอีกครั้ง เมื่อสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ซึ่งในขณะนั้นมีข้อจำกัดด้านบุคลากร ได้เปิดโอกาสให้บริษัทภายนอกเข้ามาช่วยผลิตข่าว โดยบริษัทที่ประมูลงานได้นั้นเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทในวงการสื่อของเขา เมื่อทราบข่าวว่ากำลังหาผู้ประกาศข่าวเที่ยง จึงได้ชักชวนให้เขากลับมาสู่งานหน้าจออีกครั้ง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลับมาทำงานสื่ออย่างเต็มตัว ก่อนจะตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างถาวรในช่วงวิกฤตโควิด-19 เพื่อทุ่มเทให้กับงานหน้าจอโทรทัศน์อย่างเต็มที่
.jpg)
ความทุ่มเทและประสบการณ์ในวิชาชีพตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ชีวิตในฐานะผู้ประกาศข่าวในพระราชสำนักของเขาเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ด้วยบุคลิกและน้ำเสียงที่เหมาะสม ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญนี้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของ วีระศักดิ์ ขอบเขต กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย คือวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เมื่อเขาต้องทำหน้าที่อ่านแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่องการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
และภาพที่เขาร้องไห้บนโต๊ะข่าวทันทีที่ปิดไมค์ กลายเป็นภาพไวรัลที่สะท้อนถึงความจงรักภักดีและอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ต่างจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เขากล่าวเสมอว่า และต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เขายังได้รับมอบหมายให้อ่านแถลงการณ์เรื่องการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และล่าสุดในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569 กับการอ่านแถลงการณ์การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
.jpg)
ในวัย 53 ปีวันนี้ของ ป๋อง วีระศักดิ์ ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่ต้องเตรียมตัวทำหน้าที่นี้ เขาต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล ความโศกเศร้าที่ต้องเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม เพื่อทำหน้าที่สื่อสารกับประชาชนให้ดีที่สุด แม้จะเป็นบทบาทที่เขาไม่เคยปรารถนาจะได้ทำ แต่เมื่อหน้าที่เรียกหา เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือผู้ประกาศข่าวที่แบกรับหัวใจของคนไทยทั้งชาติไว้ในทุกถ้อยคำที่อ่านอย่างสมเกียรติและตั้งใจที่สุดเท่าที่ชีวิตนักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งจะทำได้
ขอขอบคุณภาพจาก รวมไอจีดารา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี