วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
542.jpg
สรุปเหตุการณ์ แอร์สาวการบินไทย ซุกเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย พร้อมเปิดข้อสงสัยจากชาวเน็ต

สรุปเหตุการณ์ แอร์สาวการบินไทย ซุกเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย พร้อมเปิดข้อสงสัยจากชาวเน็ต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.54 น.

เหตุการณ์ที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยถูกเจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลียจับกุมในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดประเภทเฮโรอีน ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง คดีนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและสายการบินระดับชาติ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่และภัยเงียบจากมิจฉาชีพในรูปแบบของการรับจ้างหิ้วสิ่งของข้ามประเทศ เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ทั้งในมุมของการดำเนินคดีทางกฎหมาย การสืบสวนขยายผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อสังเกตจากสังคมออนไลน์ แนวหน้าออนไลน์ สรุปรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดให้ดังนี้

 

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Darkside สายการบิน


 

ข้อมูลเบื้องต้นจากหน่วยงาน คำให้การและหลักฐานที่ยังต้องรอการพิสูจน์

ตามการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นจาก พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 โดยจากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพใช้บัญชีอวตารที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนชัดเจน แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บัญชีเหล่านั้นใช้ชื่อ เช่น "Rose" บนเฟซบุ๊ก หรือใช้ชื่อโปรไฟล์ "แป้งที่แปลว่าแป้ง" บนแอปพลิเคชัน TikTok โดยมีพฤติการณ์ตระเวนส่งข้อความทักหาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหลายรายเพื่อว่าจ้างให้รับหิ้วสิ่งของจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย

ทาง ป.ป.ส. ระบุข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นว่า ผู้ต้องหาซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยวัย 26 ปี ได้รับการติดต่อจากบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ "Rose" โดยฝ่ายนั้นอ้างความประสงค์ในการฝากส่งผลิตภัณฑ์โอทอปไปให้ลูกค้า ณ เมืองเมลเบิร์น แม้ผู้ต้องหาจะให้การว่าในระยะแรกได้มีการทักท้วงถึงแหล่งที่มา แต่สุดท้ายก็ได้ตกลงรับงานดังกล่าวด้วยอัตราค่าจ้าง 8,800 บาท โดยให้เหตุผลว่าต้องการหารายได้เสริม

นอกจากนี้ พ.ต.ต.สุริยา ยังได้เปิดเผยถึงหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ซึ่งปรากฏภาพผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ (Grab) นำกล่องพัสดุขนาดใหญ่ไปส่งยังคอนโดมิเนียมของผู้ต้องหาในกรุงเทพมหานคร โดยผู้ส่งสวมเสื้อแจ็กเกตคลุมมิดชิดและนำพัสดุไปฝากไว้ที่นิติบุคคล ก่อนที่ผู้ต้องหาจะมานำกล่องพัสดุดังกล่าวขึ้นไปยังห้องพัก

 

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ทาง ป.ป.ส. ได้รับการประสานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) ผนวกกับคำให้การของแฟนหนุ่มผู้ต้องหา ระบุว่า ภายในกล่องพัสดุนั้นบรรจุกระเป๋าถือสตรีจำนวน 12 ใบ โดยผู้ต้องหากล่าวอ้างต่อเจ้าหน้าที่ว่าได้มีการรูดซิปเปิดตรวจสอบกระเป๋าแล้ว แต่ไม่พบความผิดปกติหรือยาเสพติด เนื่องจากของกลางประเภทเฮโรอีนถูกบรรจุด้วยกรรมวิธีการซีลและฝังซ่อนไว้ภายในเนื้อผ้าและซับในของกระเป๋าอย่างแยบยล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและคำให้การทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อในทันที และยังคงต้องรอการสืบสวนสอบสวนเพื่อพิสูจน์เจตนาที่แท้จริงต่อไป

 

 

การเดินทางและการถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น

กิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยข้อมูลว่า ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ผู้ต้องหาได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เที่ยวบินที่ TG465 ของสายการบินไทย ซึ่งเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในขั้นตอนการตรวจสัมภาระขาออก กระเป๋าของผู้ต้องหาได้ผ่านเครื่องเอกซเรย์ตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างครบถ้วน และระบบแสดงสถานะว่าปกติ เนื่องจากเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินในเที่ยวบินขาออกนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการตรวจจับวัตถุระเบิด อาวุธ หรือโลหะ เพื่อความปลอดภัยในการทำการบินเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถแยกแยะสารเสพติดที่ถูกซุกซ่อนมาในรูปแบบผงและไม่ได้เกาะตัวเป็นก้อนได้

เมื่อเที่ยวบินเดินทางมาถึงท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (ABF) ได้ทำการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือ จากการนำกระเป๋าผ้าทั้ง 12 ใบเข้าเครื่องเอกซเรย์ แต่เจ้าหน้าที่กลับพบความผิดปกติ และผลการตรวจสอบพบผงสีขาวถูกซุกซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋าจำนวน 2 ใบ จากทั้งหมด 12 ใบ การทดสอบเบื้องต้นยืนยันว่าผงดังกล่าวคือยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) มีน้ำหนักสุทธิประมาณ 900 กรัม (โดยหากรวมน้ำหนักของกระเป๋าและสิ่งของทั้งหมดอาจสูงถึง 9 กิโลกรัม) ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดของออสเตรเลียสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 16.6 ล้านบาท

 

 

หลังจากการตรวจพบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) ได้เข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาทันที และในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาหนัก 2 ข้อหา ได้แก่ การนำเข้ายาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า และการครอบครองยาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า ซึ่งทั้งสองข้อหานี้มีบทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายออสเตรเลียคือจำคุก 25 ปี ศาลแขวงเมลเบิร์นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและมีความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีกลับประเทศไทย ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานควบคุมสำหรับผู้ต้องขังหญิง Dame Phyllis Frost Correctional Centre ในรัฐวิกตอเรีย โดยมีกำหนดจะต้องไปปรากฏตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน 2569

 

 

ท่าทีและการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อข่าวการจับกุมถูกเผยแพร่ออกไป ในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าบริษัทได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทางการบินไทยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของพนักงานรายบุคคล โดยบริษัทมีกฎระเบียบและข้อบังคับที่ห้ามมิให้พนักงานยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดอย่างเด็ดขาด นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทย ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อองค์กรอย่างมาก จึงได้มีคำสั่งให้พนักงานรายดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพร้อมสอบวินัยให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง

ด้านหน่วยงานกำกับดูแลการขนส่ง นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ออกมาชี้แจงว่ามาตรฐานการตรวจค้นผู้โดยสารขาออกของสนามบินเป็นไปตามมาตรฐานสากลขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยเน้นความปลอดภัยจากวัตถุอันตราย ส่วนการตรวจหายาเสพติดนั้น โดยปกติสนามบินทั่วโลกจะใช้สุนัขดมกลิ่นในการตรวจสอบเที่ยวบินขาเข้าประเทศเป็นหลัก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจมีการให้เกียรติบุคลากรการบิน ทั้งกัปตันและพนักงานต้อนรับ จึงไม่ได้เข้มงวดในการนำสุนัขดมกลิ่นมาสุ่มตรวจเรื่องยาเสพติดในกลุ่มลูกเรือ อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์นี้ จะต้องมีการปรับปรุงมาตรการและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองบุคลากรให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ขณะที่นายสุรศักดิ์ เจริญพันธุ์วรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่ากรณีนี้เป็นความผิดส่วนบุคคล ไม่ได้เกิดจากองค์กร จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลให้สายการบินของไทยถูกระงับหรือถูกแบนจากการบินเข้าประเทศออสเตรเลียแต่อย่างใด

 

 

การขยายผลการสืบสวนภายในประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ภายใต้ "ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm" เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผลการสืบสวน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และ น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ได้เปิดเผยความคืบหน้าว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหาที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ พบเพียงกล่องพัสดุเปล่าที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง ซึ่งจะนำไปตรวจหารอยนิ้วมือแฝงทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

 

 

จากการสอบปากคำแฟนหนุ่มของผู้ต้องหา เขาให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการซุกซ่อนยาเสพติด และเพิ่งทราบเรื่องราวจากเพื่อนพนักงานต้อนรับด้วยกัน เนื่องจากผู้ต้องหาได้รับอนุญาตให้โทรศัพท์ติดต่อมารดาที่ต่างจังหวัดได้เพียงสายเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 5 ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจค้นบ้านพักของมารดาผู้ต้องหาในจังหวัดพะเยา ผลการตรวจค้นไม่พบยาเสพติดหรือทรัพย์สินที่ผิดปกติ ครอบครัวมีอาชีพเกษตรกรและมีฐานะความเป็นอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลเบาะแสสำคัญว่า ผู้ต้องหามีภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยต้องส่งเงินให้มารดาและผ่อนรถยนต์รวมเดือนละประมาณ 10,000 บาท รวมถึงยังคงมีภาระหนี้สินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินว่าปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาตัดสินใจรับงานหิ้วของเพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ ป.ป.ส. เชื่อว่าเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้มีคนไทยอยู่เบื้องหลัง และกำลังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ขับขี่รถ Grab ที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดเข้าให้ข้อมูล เพื่อสืบสวนสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่ใช้ชื่อบัญชีอวตารต่อไป

 

 

ข้อสงสัยและข้อมูลจากนักสืบไซเบอร์

แม้ข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นจะระบุว่าผู้ต้องหาเพิ่งรับงานและไม่ทราบเรื่องยาเสพติด แต่ในสื่อสังคมออนไลน์กลับมีกระแสข่าวและข้อสังเกตที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก "Darkside สายการบิน" ได้ออกมาเผยแพร่ภาพแชตสนทนาที่อ้างว่าเป็นของผู้ว่าจ้างกับผู้ต้องหา โดยบัญชีผู้ว่าจ้างได้ติดต่อฝากหิ้วกระเป๋าผ้าลายช้างไปยังเมืองเมลเบิร์นหรือซิดนีย์ ก่อนที่บัญชีดังกล่าวจะถูกระงับไป ทางเพจตั้งข้อสังเกตว่าผู้ต้องหาอาจรู้ไม่เท่าทันมิจฉาชีพ แต่ก็ควรเอะใจกับชื่อบัญชีผู้ว่าจ้างที่ใช้ชื่อว่า "มันคือแป้ง" พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ในอดีตเคยมีกรณีลูกเรือแจ้งเบาะแสคนรับหิ้วของให้บริษัททราบ แต่ผู้แจ้งกลับถูกบีบให้ออกเพราะหัวหน้าเข้าข้างคนทำผิดและไม่อยากให้บริษัทเสียชื่อเสียง

 

 

โพสต์ดังกล่าวทำให้ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดและแตกออกเป็นหลายมุมมอง บางส่วนมองว่าเป็นบทเรียนราคาแพง และผู้ที่ทำงานสายนี้ควรมีไหวพริบมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักที่ผิดปกติ เนื่องจากกระเป๋าผ้าช้างใบเล็ก 12 ใบ ไม่ควรมีน้ำหนักมากเกิน 1 กิโลกรัม อีกทั้งสินค้าประเภทนี้สามารถสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตในออสเตรเลียได้ง่าย ขณะที่ชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่า แชตหลักฐานดังกล่าวอาจไม่ใช่ของจริง เนื่องจากชื่อผู้ส่งดูจงใจและโจ่งแจ้งจนเกินไป

นอกจากนี้ กลุ่มนักสืบโซเชียลและกลุ่มลูกเรือยังมีการกล่าวอ้างข้อมูลที่สวนทางกัน โดยเพจ "แหม่มโพธิ์ดำ" และกลุ่ม "Thai Aviation Careers" ระบุว่าคดีนี้อาจ "คดีพลิก" เนื่องจากผู้ต้องหาอาจเคยรับงานลักษณะนี้มาแล้วถึง 15 ครั้ง ได้ค่าจ้างสูงถึงครั้งละ 1 ล้านบาท และมักจะขอแลกตารางบินเพื่อเดินทางไปออสเตรเลียบ่อยครั้ง อีกทั้ง "คุณบูม" พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอีกราย ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยว่าตนเองและเพื่อนลูกเรือกว่า 10 คน ก็เคยถูกบัญชีอวตารชื่อ "แป้งที่แปลว่าแป้ง" ทักมาหาเพื่อจ้างหิ้วของไปออสเตรเลียเช่นกัน

 

ภาพจาก Roytu NP

ในทางกลับกัน เพจ "Roytu NP" ได้ให้ข้อมูลอีกด้านว่า ผู้ต้องหาอายุ 24 ปี (ไม่ใช่ 26 ปีตามรายงานข่าว) และการหิ้วผ้าไหมน้ำหนัก 6 กิโลกรัมครั้งนี้เป็นงานแรกที่เพิ่งรับทำ เนื่องจากเพิ่งเข้าร่วมกลุ่มไลน์ลูกเรือรับหิ้วของ เพจดังกล่าวยังระบุด้วยว่า วันที่บินตรงกับวันเกิดของมารดา แต่ผู้ต้องหาเลือกที่จะไปทำงานก่อนแล้วค่อยกลับมาฉลอง ซึ่งข้อมูลนี้ทำให้เกิดการถกเถียงในหมู่ชาวเน็ตว่า หากเป็นงานแรกจริง เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบสิ่งของให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้ ทั้งนี้ หลายคนยังนำคดีนี้ไปเชื่อมโยงกับคดีเมื่อเดือนก่อน ที่มีลูกเรือชาย 2 คนถูกจับกุมที่สนามบินภูเก็ตขณะกำลังจะเดินทางไปออสเตรเลีย ด้วยวิธีการซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายไว้ในผ้าไหมในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือเรื่องแรงจูงใจทางการเงิน ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก "อีจัน" ได้โพสต์ภาพข้อความระบุถึงฐานข้อมูลเงินเดือนของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในปี 2569 โดยระบุว่า "สาวแอร์โฮสเตส ปี 2569 รายได้เริ่ม 40,000 บาท สูงสุดแตะ 130,000 บาท ต่อเดือน" ข้อมูลตัวเลขรายได้ที่ค่อนข้างสูงนี้ ยิ่งทำให้ชาวเน็ตเกิดความสงสัยและตั้งคำถามอย่างหนักว่า เหตุใดผู้ที่มีรายได้มั่นคงในระดับนี้ จึงยอมนำอนาคตและหน้าที่การงานไปเสี่ยงกับการรับหิ้วสิ่งของที่ได้ค่าจ้างเพียง 8,800 บาทตามที่กล่าวอ้าง

 

รอผลการพิสูจน์ความจริง

ท้ายที่สุด ท่ามกลางกระแสข่าวที่ขัดแย้งกัน ทั้งมุมมองที่ว่าผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อ หรือข้อสันนิษฐานว่าอาจจงใจกระทำผิด บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้งไทยและออสเตรเลียกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด สังคมจึงควรติดตามข่าวอย่างมีวิจารณญาณ และรอคอยคำตัดสินของศาลที่จะเป็นผู้ชี้ขาดความจริงทั้งหมดอย่างเป็นทางการต่อไป

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top