542.jpg
หมอวี เผยกลไก 'โรควิตกกังวล' เมื่อสมองส่วนกลัวตื่นตัวเกินเหตุ  ทำร่างกายหลั่งสารเครียดป่วน

หมอวี เผยกลไก 'โรควิตกกังวล' เมื่อสมองส่วนกลัวตื่นตัวเกินเหตุ ทำร่างกายหลั่งสารเครียดป่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.12 น.

วันที่ 2 กรกฏาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ”จู่ๆ ขณะนั่งดูทีวีอยู่บ้าน หัวใจก็เต้นแรงและเร็วมากจนรู้สึกเหมือนจะกระโดดออกจากอก หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก มือเท้าชา เวียนหัว เหงื่อแตก และรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงว่าตัวเองกำลังจะตาย“

บทที่ 13 โรควิตกกังวล: เมื่อสมองตื่นตัวเกินไป


"คนอื่นเห็นแค่ฉันนั่งเฉยๆ แต่ข้างในหัวฉันมีสัญญาณเตือนภัยดังสนั่นตลอดเวลา ราวกับมีเสือกำลังจะตะครุบ ทั้งที่รอบตัวไม่มีอะไรเลย"

ผู้ป่วยโรควิตกกังวลวัยสามสิบปี ผู้หญิงที่หัวใจเต้นแรงจนคิดว่าจะตาย ผมมีคนไข้หญิงคนหนึ่ง อายุสามสิบต้นๆ มาที่ห้องฉุกเฉินกลางดึกด้วยอาการที่เธอเชื่อว่าตัวเองกำลังเป็นโรคหัวใจ

เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า จู่ๆ ขณะนั่งดูทีวีอยู่บ้าน หัวใจก็เต้นแรงและเร็วมากจนรู้สึกเหมือนจะกระโดดออกจากอก หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก มือเท้าชา เวียนหัว เหงื่อแตก และรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงว่าตัวเองกำลังจะตาย

ทีมแพทย์ตรวจหัวใจอย่างละเอียด ทั้งคลื่นหัวใจ ทั้งเจาะเลือด ทุกอย่างปกติดี หัวใจเธอแข็งแรงสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอมาห้องฉุกเฉินด้วยอาการแบบนี้ เธอเคยมาหลายครั้ง ตรวจกี่ครั้งก็ปกติทุกครั้ง จนเริ่มมีคนมองว่าเธอเรียกร้องความสนใจ หรือคิดไปเอง แต่เมื่อเธอมาหาผมและเล่าให้ฟังละเอียด ผมเข้าใจทันทีว่าสิ่งที่เธอเป็นไม่ใช่โรคหัวใจ แต่คืออาการตื่นตระหนก ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของโรควิตกกังวล อาการที่เธอเผชิญนั้นจริงทุกอย่าง หัวใจเต้นแรงจริง หายใจไม่ทันจริง ความกลัวนั้นจริง เพียงแต่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่หัวใจ แต่อยู่ที่สมองที่ส่งสัญญาณเตือนภัยผิดพลาด
วันนั้นเธอถึงกับน้ำตาไหลด้วยความโล่งใจ ที่ในที่สุดก็มีคนเข้าใจและบอกได้ว่าเธอเป็นอะไร

ความวิตกกังวลที่ปกติ กับที่เป็นโรค

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ความวิตกกังวลเป็นเรื่องปกติและจำเป็นของมนุษย์ จำได้ไหมครับที่เราคุยกันในบทที่ 2 เรื่องระบบสู้หรือหนี ความวิตกกังวลคือกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติที่ช่วยให้บรรพบุรุษของเรารอดชีวิตมาได้ เมื่อเจอเสือ ร่างกายต้องตื่นตัวทันที หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อพร้อมวิ่ง นี่คือความกังวลที่มีประโยชน์ มันทำให้เราระวังตัว เตรียมพร้อม และหนีภัยได้

ความกังวลปกติจะเกิดเมื่อมีเรื่องให้กังวลจริง และจะหายไปเมื่อเรื่องนั้นผ่านไป เช่น กังวลก่อนสอบ กังวลก่อนสัมภาษณ์งาน นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเป็น แต่โรควิตกกังวลต่างออกไป มันคือภาวะที่สมองส่งสัญญาณเตือนภัยทั้งที่ไม่มีภัยจริง หรือกังวลรุนแรงเกินกว่าเหตุมากจนกระทบการใช้ชีวิต ความกังวลแบบนี้ไม่ยอมหายไป คอยวนเวียนอยู่ตลอด ควบคุมได้ยาก และมักมาพร้อมอาการทางกายมากมาย เปรียบเหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้ในบ้านที่เสีย ดังขึ้นเองตลอดเวลาทั้งที่ไม่มีไฟไหม้

เกิดอะไรขึ้นในสมองตอนวิตกกังวล

หัวใจของโรควิตกกังวลอยู่ที่สมองส่วนที่ชื่ออะมิกดาลา จำได้ไหมครับที่เราคุยกันในบทที่ 1 ว่าอะมิกดาลาคือศูนย์ประมวลผลความกลัวและอันตราย ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัยของสมอง

ในผู้ป่วยโรควิตกกังวล อะมิกดาลาทำงานไวเกินไปและตอบสนองมากเกินไป มันตีความสิ่งที่ไม่อันตรายว่าเป็นภัยคุกคาม แล้วสั่งให้ร่างกายเข้าสู่โหมดสู้หรือหนีทันที ทั้งที่ไม่มีอันตรายจริง
ปกติแล้วสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล จะคอยควบคุมและชะลอการทำงานของอะมิกดาลาไว้ บอกว่าไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่ภัยจริง แต่ในผู้ป่วยวิตกกังวล การควบคุมจากสมองส่วนหน้านี้ทำงานได้ไม่ดีพอ อะมิกดาลาจึงทำงานเตลิดโดยไม่มีเบรกเลย

นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท โดยเฉพาะกาบาที่เราคุยกันในบทที่ 3 ซึ่งเป็นตัวเบรกของสมอง เมื่อระบบกาบาทำงานไม่เพียงพอ สมองก็ตื่นตัวเกินไป รวมถึงเซโรโทนินที่ไม่สมดุลก็มีส่วนเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ยารักษาวิตกกังวลหลายชนิดทำงานผ่านสารเหล่านี้

เมื่ออะมิกดาลาสั่งโหมดสู้หรือหนี ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ กล้ามเนื้อตึง เหงื่อออก นี่คือที่มาของอาการทางกายทั้งหมดที่ผู้ป่วยรู้สึก และเป็นเหตุผลว่าทำไมอาการถึงเหมือนโรคหัวใจ

กล่องความรู้

โรควิตกกังวลคือสัญญาณเตือนภัยของสมองที่ไวเกินไป อะมิกดาลาซึ่งเป็นศูนย์ความกลัว ทำงานมากเกิน ขณะที่สมองส่วนหน้าที่คอยเบรกกลับควบคุมไม่อยู่ อาการใจสั่น หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก เป็นของจริง ไม่ใช่การคิดไปเอง แต่ต้นเหตุอยู่ที่สมอง ไม่ใช่หัวใจ

โรควิตกกังวลมีหลายแบบ

โรควิตกกังวลไม่ได้มีแบบเดียว แต่มีหลายรูปแบบที่แสดงออกต่างกัน ผมจะเล่าแบบที่พบบ่อยให้รู้จัก

โรควิตกกังวลทั่วไป

ผู้ป่วยกลุ่มนี้กังวลไปแทบทุกเรื่องในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องและควบคุมไม่ได้ กังวลเรื่องงาน เงิน สุขภาพ ครอบครัว อนาคต แม้เรื่องเล็กน้อยก็กังวลเกินเหตุ มักมีอาการคิดวนไม่หยุด นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อตึง อ่อนเพลีย และหงุดหงิดง่าย

โรคตื่นตระหนก

นี่คือสิ่งที่คนไข้ของผมตอนต้นบทเป็น ผู้ป่วยจะมีอาการตื่นตระหนกเป็นพักๆ เกิดขึ้นทันทีทันใด ใจเต้นแรง หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก เวียนหัว มือเท้าชา รู้สึกกลัวอย่างรุนแรงเหมือนจะตายหรือจะคุมตัวเองไม่ได้ อาการรุนแรงมากจนหลายคนคิดว่าเป็นโรคหัวใจ และมักกลัวว่าจะเกิดอาการขึ้นอีก จนหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ

โรคกลัวสังคม

ผู้ป่วยกลุ่มนี้กลัวการถูกจ้องมองหรือถูกตัดสินจากผู้อื่นอย่างรุนแรง กลัวการเข้าสังคม การพูดต่อหน้าคน หรือการทำอะไรที่คนอื่นเห็น จนหลีกเลี่ยงและกระทบการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์

นอกจากนี้ยังมีโรคกลัวเฉพาะอย่าง เช่น กลัวความสูง กลัวที่แคบ กลัวสัตว์บางชนิดอย่างรุนแรงเกินเหตุ ทั้งหมดนี้คือกลุ่มโรควิตกกังวลที่รักษาได้

ความเชื่อมโยงกับซึมเศร้า

ผมอยากให้สังเกตว่า โรควิตกกังวลกับโรคซึมเศร้าที่เราคุยกันในบทที่แล้ว มักมาด้วยกันบ่อยมาก ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเป็นทั้งสองโรคพร้อมกัน

เหตุผลคือ ทั้งสองโรคมีรากฐานทางสมองที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งเรื่องสารสื่อประสาทอย่างเซโรโทนิน และวงจรสมองที่ทำงานผิดปกติ การวิตกกังวลเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษา ความเหนื่อยล้าจากการกังวลตลอดเวลา และการหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ จนชีวิตแคบลง อาจค่อยๆ นำไปสู่ซึมเศร้าได้

ข่าวดีคือ เมื่อทั้งสองโรคมีรากฐานคล้ายกัน การรักษาหลายอย่างจึงช่วยได้ทั้งคู่ และการรักษาแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันไม่ให้โรคหนึ่งนำไปสู่อีกโรคได้
รักษาได้ และได้ผลดี

ผมอยากเน้นย้ำข่าวดีว่า โรควิตกกังวลเป็นโรคที่รักษาได้ผลดีมากโรคหนึ่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นชัดเจนด้วยการรักษาที่เหมาะสม และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
การรักษาหลักมีสองเสาเช่นเดียวกับซึมเศร้า

เสาแรกคือการทำจิตบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดที่ช่วยปรับความคิดและพฤติกรรม ซึ่งได้ผลดีมากกับโรควิตกกังวล หลักการคือช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจกลไกความกลัวของตัวเอง เรียนรู้ที่จะปรับความคิดที่บิดเบือน และค่อยๆ เผชิญกับสิ่งที่กลัวอย่างเป็นขั้นตอน จนสมองเรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด อาศัยหลัก Neuroplasticity ที่เราคุยกันในบทที่ 4 ที่สมองสามารถเรียนรู้และปรับเปลี่ยนได้

เสาที่สองคือการใช้ยา ยาที่ใช้บ่อยคือกลุ่มเดียวกับยาต้านซึมเศร้าที่ปรับสมดุลเซโรโทนิน ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลได้ดีเมื่อใช้ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับซึมเศร้า ยากลุ่มนี้ต้องใช้เวลาสองถึงสี่สัปดาห์กว่าจะเห็นผลเต็มที่ และไม่ใช่ยาเสพติด ส่วนยาคลายกังวลที่ออกฤทธิ์เร็วบางชนิดใช้ได้ในระยะสั้นภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะอาจติดได้ถ้าใช้ต่อเนื่องนาน

การรักษาที่ดีที่สุดมักเป็นการผสมผสานทั้งจิตบำบัด ยา และการปรับวิถีชีวิต

จัดการความวิตกกังวลด้วยตัวเองในชีวิตประจำวัน

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ มีเทคนิคและการดูแลตัวเองที่ช่วยจัดการความวิตกกังวลได้จริง และผู้ป่วยทำได้เองทุกวัน

เทคนิคที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งคือการฝึกหายใจช้าๆ ลึกๆ เมื่อเรากังวล เรามักหายใจถี่และตื้น ซึ่งยิ่งกระตุ้นอาการ การหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ นับสี่ กลั้นเล็กน้อย แล้วหายใจออกยาวๆ ช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย จำเรื่องระบบพักและฟื้นฟูในบทที่ 2 ได้ไหมครับ การหายใจแบบนี้คือการเปิดระบบนั้นโดยตรงการทำสมาธิและการฝึกสติช่วยให้สมองสงบและลดการคิด

วนได้ดี งานวิจัยพบว่าการฝึกสติสม่ำเสมอช่วยลดการทำงานที่มากเกินของอะมิกดาลาได้จริง การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยเผาผลาญฮอร์โมนความเครียดและทำให้สมองสงบลง
การนอนหลับให้พอสำคัญมาก เพราะการอดนอนทำให้สมองตื่นตัวและกังวลง่ายขึ้น การลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ก็ช่วยได้ เพราะทั้งสองอย่างกระตุ้นความวิตกกังวลได้ และการจำกัดการเสพข่าวหรือโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นความกังวลก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

เมื่อคนใกล้ตัวเป็นโรควิตกกังวล

ถ้าคนที่คุณรักเป็นโรควิตกกังวล ความเข้าใจของคุณมีค่ามหาศาล

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เข้าใจว่าอาการของเขาเป็นเรื่องจริง อย่าบอกว่าคิดไปเองหรือกังวลเกินเหตุ เพราะแม้ความกลัวจะดูไม่สมเหตุผลในสายตาคุณ แต่ความทุกข์ที่เขารู้สึกนั้นจริงทุกอย่าง การถูกบอกว่าคิดไปเองยิ่งทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและละอาย

สิ่งที่ช่วยได้คือ การอยู่เป็นเพื่อนอย่างใจเย็นเวลาเขามีอาการ ช่วยเตือนให้เขาหายใจช้าๆ บอกเขาว่าอาการนี้จะผ่านไปและเขาปลอดภัย ไม่ตัดสิน ไม่เร่งรัด และสนับสนุนให้เขาเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ความอดทนและความเข้าใจของคนรอบข้าง คือส่วนสำคัญของการฟื้นตัวที่ยารักษาให้ไม่ได้

สรุปบทที่ 13

โรควิตกกังวลคือภาวะที่สมองส่งสัญญาณเตือนภัยทั้งที่ไม่มีภัยจริง เกิดจากอะมิกดาลาซึ่งเป็นศูนย์ความกลัวทำงานไวเกินไป ขณะที่สมองส่วนหน้าควบคุมไม่อยู่ ร่วมกับความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทอย่างกาบาและเซโรโทนิน ทำให้เกิดอาการทางกายที่เหมือนโรคหัวใจ ทั้งใจสั่น หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก โรคนี้มีหลายแบบ ทั้งกังวลทั่วไป ตื่นตระหนก และกลัวสังคม มักมาคู่กับซึมเศร้า แต่รักษาได้ผลดีมากด้วยจิตบำบัด ยา และการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะการฝึกหายใจและการฝึกสติ อาการที่ผู้ป่วยรู้สึกเป็นของจริง ไม่ใช่การคิดไปเอง

ทำได้เลยวันนี้

วันนี้ลองฝึกเทคนิคหายใจคลายกังวลที่ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา หายใจเข้าทางจมูกช้าๆ นับหนึ่งถึงสี่ กลั้นไว้นับหนึ่งถึงสี่ แล้วหายใจออกทางปากยาวๆ นับหนึ่งถึงสี่ และกลั้นไว้นับหนึ่งถึงสี่ ทำซ้ำสักห้ารอบ คุณจะรู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าลงและใจสงบขึ้น

เก็บเทคนิคนี้ไว้ใช้ เพราะวันใดที่ความกังวลถาโถมเข้ามา ลมหายใจของคุณเองคือเครื่องมือสงบสมองที่ติดตัวอยู่เสมอ ไม่ต้องใช้อะไรเลยนอกจากตัวคุณ
อ่านบทอื่นและฉบับเต็มได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/1bPeWnzLf4/?mibextid=wwXIfr
อ้างอิง
1. Craske MG, et al. (2017). Anxiety disorders. Nature Reviews Disease Primers, 3, 17024.
2. Bandelow B, Michaelis S, Wedekind D. (2017). Treatment of anxiety disorders. Dialogues in Clinical Neuroscience, 19(2), 93–107.
3. Etkin A, Wager TD. (2007). Functional neuroimaging of anxiety: a meta-analysis. American Journal of Psychiatry, 164(10), 1476–1488.
4. Craske MG, Stein MB. (2016). Anxiety. The Lancet, 388(10063), 3048–3059.
5. Hofmann SG, et al. (2012). The efficacy of cognitive behavioral therapy: A review of meta-analyses. Cognitive Therapy and Research, 36(5), 427–440

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top