วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569
เขื่อนบางลางวิกฤติ
ฝนถล่มน้ำล้น-สั่งเร่งระบาย
‘ยะลา-ปัตตานี’จ่อท่วมหนัก
เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กรมการขนส่งทหารบก ดอนเมือง (ขส.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตรวจเยี่ยมสถานการณ์อุกทกภัยในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส พร้อม ไปร่วมงานครบรอบ10 ปีเหตุการณ์สินามิ ที่ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ถือเป็นครั้งแรกที่ นายกฯเดินทางลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายกฯลงใต้ตรวจช่วยน้ำท่วม
โดย พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่าเป็นการลงพื้นที่ จ.นราธิวาสครั้งนี้ ดูแลช่วยเหลือบรรเทาสาธารณะภัย อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีน้ำท่วมมาเป็นเวลานานพอสมควรเพื่อไปตรวจความเรียบร้อยโดยสั่งการตั้งแต่วันแรก เท่าที่ทราบจากฝ่ายความมั่นคงทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รายงานความช่วยเหลือมาโดยตลอด ครั้งนี้จะลงไปดูในหลายเรื่องทั้งการบรรเทาภัยพิบัติ การดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ4 อำเภอใน จ.สงขลาซึ่งเป็นห่วงในเรื่องการก่อเหตุรุนแรงด้วย และจะไปพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่กำหนดไว้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษว่ามีความพร้อมแค่ไหน ตรงตามนโยบายที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมอยู่แล้วให้สามารถประกอบกิจการได้มากขึ้นใช้ผลผลิตในประเทศได้มากขึ้น
นอกจากนี้ จะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการตั้งโรงงานเพิ่มเติมเพื่อยกระดับเขตเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุรุนแรงให้ดีขึ้นไปพร้อมๆกับการรักษาความมั่นคง การพัฒนา การสร้างความเข้าใจ คิดว่าในเวลานี้จะต้องขับเคลื่อนในภาพรวมให้ได้โดยเร่งรัดที่สุด
“ตากใบ”หนักสุดรอบ47ปี
ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัย บริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลนานาค อ.ตากใบ จ.นราธิวาสซึ่ง มีนายสมศักดิ์ สิทธิวรการ นายอำเภอตากใบ หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนรอต้อนรับโดยนายสมศักดิ์ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ อ.ตากใบ ว่า มีประชาชนใน 8 ตำบล 52 หมู่บ้าน เดือดร้อน 4,432 ครัวเรือน 13,279 คน บ้านเรือนเสียหาย 174 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 13,191ไร่ ถือเป็นอุทกภัยที่หนักที่สุดของ อ.ตากใบ ในรอบ 47 ปี มีระดับน้ำสูงจากตลิ่งถึง 2.40 เมตร
ลั่นพร้อมช่วยเหลือปชช.ภาคใต้
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมให้ความชาวเหลือประชาชน โดยระยะสั้นจะเร่งบรรเทาความเดือดร้อน จ่ายเงินเยียวยา ส่วนระยะยาวได้วางแนวทางไว้แล้ว แต่ขอให้ทุกคนร่วมมือกับรัฐบาลสถานการณ์ในพื้นที่ต้องสงบ ไม่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยเพื่อหาทางออก เพื่อเตรียมการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพราะประเทศหยุดชะงักมามากแล้ว บ้านเมืองไม่สงบ มีนักการเมืองไม่ดี จากนี้จะต้องเร่งเดินหน้า สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการคือสร้างความสงบสุขในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดต่างๆ ต้องไม่มีการใช้อาวุธสงคราม รวมถึงจะต้องมีความพร้อม ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนวางระบบเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและสร้างเศรษฐกิจชุมชน มีตลาดในการกระจายสินค้าในพื้นที่
ย้ำรัฐพยายามเร่งแก้ปัญหายาง
พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำว่า ส่วนปัญหาราคายางตกต่ำ รัฐบาลได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาขอให้ประชาชนอย่าเคลื่อนไหวชุมนุม ส่วนมาตรการช่วยเหลือจะช่วยทั้งผู้ปลูก ละผู้กรีดยางจะตั้งโรงงานขนาดใหญ่ 6-7 โรงงาน แปรรูปเพิ่มมูลค่ายาง จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพิ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ มีศูนย์กระจายสินค้า ขอให้ทุกคนช่วยกันร่วมมือกับรัฐบาลด้วย
ทั้งนี้ นายกฯ ได้พบปะทักทายประชาชนที่มาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ความเดือดร้อนจากอุทกภัย รวมถึงราคายางพาราและเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลมอบให้ ซึ่งชาวบ้านหลายคนบอกว่า ยังไม่ได้รับนายกฯได้อธิบายว่าได้อนุมัติงบประมาณไปแล้วแต่ติดขัดเรื่องของระเบียบ จากนี้ไปจะเร่งดำเนินการให้
ร่วมวางพวงมาลารำลึก10ปีสึนามิ
ต่อมาเวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมายังหมวดบินเฉพาะกิจภาคใต้ เพื่อประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ และช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจาก จ.นราธิวาส ไปยังอนุสรณ์สถานสึนามิ เรือ ต.813 อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา และเวลา 17.30 น. นายกฯเข้าร่วมงานรำลึก 10 ปี เหตุการณ์สึนามิ และร่วมวางพวงมาลาร่วมจุดเทียนแสดงความรำลึก และเยี่ยมชมนิทรรศการด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยเดินทางกลับถึง กทม. เวลาประมาณ 21.30 น.
“เขื่อนบางลาง”วิกฤติน้ำล้น
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกัน น้ำในเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงขั้นวิกฤต ทำให้เจ้าหน้าที่เขื่อนต้องตัดสินใจเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนบางลางจำนวน 80 เซนติเมตร ทั้ง 2 ประตู โดยมวลน้ำจะถึงเขตพื้นที่ จ.ยะลา ภายใน 24 ชั่ว และจะถึงเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี ภายใน 48 ชั่วโมง
เวลา 11.00 น. นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่หน่วยเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่ทางเขื่อนบางลางวิกฤติ และได้มีการระบายน้ำออกจากเขื่อน หลังการประชุม นายสายัณห์ แถลงว่าหลังปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาตั้งแต่วันที่ 17-25 ธันวาคม ส่งผลให้ระดับที่เขื่อนบางลาง เพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 114.81 เมตร และสามารถรับน้ำสูงสุดอยู่ที่ 115.00 เมตร ปริมาณน้ำกักเก็บปัจจุบัน 1,444.7977 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 99.34 ปริมาณน้ำที่สามารถรับน้ำได้อีก 9.5623 ล้านลบ.ม หรือ ร้อยละ 0.66 จึงมีความจำเป็นที่เขื่อนบางลางจะต้องบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในพื้นที่ รองรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่อไป
เร่งระบายน้ำทิ้งรักษาความมั่นคง
นายนิมูฮัมหมัดนุรดีน แว วิศวกรระดับ 9 กองโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง กล่าวว่า เขื่อนเก็บกักไว้มีปริมาณมาก จึงจำเป็นที่จะต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยในวันที่ 26 ธันวาคม เมื่อเวลา 12.09 น.เขื่อนบางลางได้เปิดบานระบายน้ำออกประมาณ 30 ล้านลูกบาตรเมตร เพื่อรักษาสภาความมั่นคงของเขื่อน
“ยะลา”เตรียมพร้อมอพยพ
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลากล่าวว่า ขณะนี้เทศบาลนครยะลาได้ระดมทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงขอแจ้งเตือนไปยังประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมในการรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยทางเทศบาลนครนยะลา ได้มีการตรวจสอบความคงทนแข็งแรงของพนังกั้นน้ำและเตรียมพร้อมกระสอบทรายที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไป
ปัตตานีแจ้ง4อำเภอย้ายของขึ้นที่สูง
ขณะที่ นายวีรพงค์ แก้วสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีกล่าวว่าจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.ปัตตานี ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนบางลางอยู่ในระดับที่สูง ต้องมีการระบายน้ำออก ทำให้ 4 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.ยะรัง อ.หนองจิก และอ.แม่ลาน ได้รับผลกระทบ จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำปัตตานี อพยพไปในที่ปลอดภัย พร้อมกับเก็บสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ไว้ในที่สูง และนำสัตว์เลี้ยงไปไว้ในที่ปลอดภัย โดยให้ประชาชนติดตามฟังข่าวจากทางการอย่างใกล้ชิด ได้กำชับให้นายอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเจ้าหน้าที่อยู่ปฏิบัติงานเฝ้าระวังเตรียมรับสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและรายงานสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือต่อศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคล่นถล่ม จ.ปัตตานี ทราบทุกระยะ
เตรียมเครื่องสูบน้ำระบายทิ้ง
ด้าน นายพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เดินเครื่องสูบน้ำทั้ง7 จุด เพื่อเร่งระบายน้ำตลอดเวลาและขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ถนนทุกสายในเขตเทศบาลคาดว่าจะท่วมสูงจากเดิม หลังเขื่อนบางลางเปิดระบายน้ำจึงสั่งการให้ประชาชนเตรียมความพร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เทศบาลเมืองปัตตานีได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้คอยอำนวยความสะดวกตลอด24ชั่วโมง จัดสถานที่พักพิงชั่วคราว ใช้อาคารโรงเรียนเทศบาล
สุราษฎร์ฯเตือน8อ.พื้นที่เสี่ยงภัย
ที่ จ.สุราษฎร์ธานี สภาพอากาศตั้งแต่ช่วงเช้าเกือบทุกพื้นที่มีฝนตกหนักและคลื่นลมแรงจัด ล่าสุดทางจังหวัด ได้ย้ำเตือนให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงต่อดินโคลนถล่มอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยและติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดโดยเวลา11.00น.ชาวบ้าน บ้านหน้าถ้ำ ม.3 ต.ท่าอุแท อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานีจำนวนหนึ่งอพยพออกพื้นที่เสี่ยงไปอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วโดยนายธนกร ตระบันพฤกษ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ.สุราษฎร์ธานีแจ้งว่าได้ประกาศให้เครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังภัยดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลากทุกจุดในพื้นที่เสี่ยง มีพื้นที่เสี่ยงภัย 8 อำเภอหลักคือไชยา ท่าฉาง เวียงสระ วิภาวดี บ้านตาขุน คีรีรัฐนิคม กาญจนดิษฐ์ และอ.บ้านนาสาร เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวันทำให้ดินบนภูเขาชุ่มน้ำ อาจถล่มลงมาได้ ช่วงนี้ขอชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานความคืบหน้าให้ทางเจ้าหน้าที่รัฐทราบเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
มท.2สั่งเร่งช่วยเหลือเยียวยา
ขณะที่ นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าได้รับรายงานจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ถึงสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ว่า ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคมจนถึงปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภัย 8 จังหวัด ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว2จังหวัดคือนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 6 จังหวัด คือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี พัทลุง ตรังและสงขลา ซึ่งได้กำชับปภ.ประสานจังหวัดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงสำรวจและประเมินความเสียหายในพื้นที่ประสบภัย เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็ว
สรุปน้ำท่วมใต้สังเวย 13 ชีวิต
ด้าน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)เผยว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในภาคใต้ตั้งแต่วันที่14 ธ.ค.จนถึงปัจจุบันทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 8 จังหวัดคือสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และตรัง มีผู้เสียชีวิต13ราย ผู้บาดเจ็บ 5 คน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว2จังหวัด คือ นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี แต่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 6 จังหวัดคือนราธิวาส ยะลา ปัตตานี พัทลุง ตรัง และสงขลา รวม42 อำเภอ 289 ตำบล 1,651หมู่บ้าน โดยจ.นราธิวาส น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่13 อำเภอ 77 ตำบล 556 หมู่บ้าน 61 ชุมชน 57,021 ครัวเรือน ประชาชนได้รับผลกระทบ 206,695 คน อพยพ 5,206 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย ผู้บาดเจ็บ 3 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 25 หลัง เสียหายบางส่วน 805 หลัง ถนนเสียหาย 155 สาย โรงเรียนปิดการเรียนการสอน 169 แห่ง พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 4,127 ไร่
เชียงใหม่ประกาศภัยหนาว20อำเภอ
ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพอากาศที่ จ.เชียงใหม่ ภายหลังจากมวลอากาศเย็นเข้าปกคลุมประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือตอนบนทำให้หลายจังหวัดมีอากาศหนาวจัดติดต่อกันนานกว่าสัปดาห์ ทำให้ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้ประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หรือ ภัยหนาว แล้ว 20 อำเภอ จาก 25 อำเภอ คือ อ.กัลยานิวัฒนา, ฝาง, อมก๋อย, ไชยปราการ, เวียงแหง, แม่แจ่ม, แม่แตง, เชียงดาว, เมืองเชียงใหม่, สะเมิง, แม่อาย, สันป่าตอง, ดอยสะเก็ด, ฮอด, จอมทอง, พร้าว, หางดง, แม่วาง,ดอยเต่า และดอยหล่อ ทางสำนักงาน ปภ.จว.เชียงใหม่คาดว่าภายในวันนี้จังหวัดเชียงใหม่ เตรียมประกาศอีก5 อำเภอ คือ อ.สันทราย, สันกำแพง, แม่ริม, สารภี และแม่ออน จะทำให้ทั้งจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ประสบภัยหนาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี