538.jpg
ปส.ล่ากลุ่มมาเฟียค้ายา  ค้น5จุดใหญ่  ชุมชน‘ท่าอิฐ’เมืองนนท์

ปส.ล่ากลุ่มมาเฟียค้ายา ค้น5จุดใหญ่ ชุมชน‘ท่าอิฐ’เมืองนนท์

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559, 19.59 น.
Tag :

ปส.ล่ากลุ่มมาเฟียค้ายา

ค้น5จุดใหญ่

ชุมชน‘ท่าอิฐ’เมืองนนท์

ซิวนายดาบพันแก๊งโอรส

19สีกากีภาค9ส่อโดนเด้ง

เปิดทางปราบผู้มีอิทธิพล

เจ้าหน้าที่เดินหน้าปราบปรามบรรดามาเฟียและผู้มีอิทธิพลในฐานความผิดต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเมื่อเช้าวันที่ 12 มีนาคม พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(ผบช.ปส.) ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ ผบก.ปส.3 สนธิกำลังตำรวจปราบปรามยาเสพติด บช.ปส. เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) และทหาร รวมกว่า 80 นาย นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพัก 5 หลัง ภายในชุมชนท่าอิฐ จ.นนทบุรี ตามแผนปฏิบัติการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ปส.ลุยค้น5จุดใหญ่“ท่าอิฐ”


พล.ต.ต.พรชัย กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นในครั้งเป็นไปตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติด หลังมีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยง มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อมโยงกับคดีที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งปรากฏรายชื่อผู้มีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่ จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นภายในชุมชน พร้อมขยายผลตรวจค้นบ้านพัก 5 หลัง ซึ่งเป็นบ้านของผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายใหญ่ 3 ราย ที่ถูกควบคุมตัวใน 3 เรือนจำ จากการตรวจค้นสามารถคุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 คน พร้อมของกลางเป็นยาบ้าและกัญชาจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ดีการเข้าตรวจค้นในครั้งนี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นชุมชนแออัด อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และคนในชุมชนสนิทสนมกัน ผู้กระทำผิดอาจนำยาเสพติดไปซุกซ่อนที่อื่น

ซิว ด.ต.บางขุนเทียนค้ายา

พล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุม ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ หรือ ด.ต.บุญยัง เมืองกระจ่าง ผบ.หมู่ฝ่ายสืบสวน สน.บางขุนเทียน ในข้อหาฟอกเงิน โดยจับกุมได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน ซ.เอกชัย 35 แขวงและเขตบางบอน หลังมีเบาะแสการร้องเรียนจากประชาชนกว่า 30 ครั้ง ว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และนำตัวไปตรวจค้นบ้านใน ซ.บางบอน 3 ซอย 8 แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากนั้นได้ตรวจค้นที่โต๊ะทำงานที่ สน.บางขุนเทียน พบยาไอซ์และกัญชาจำนวนหนึ่ง จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานว่ามียาไอซ์และกัญชาไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

แฉปล่อยของให้“แก๊งโอรส”

ผบช.ปส. กล่าวอีกว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อมโยงกับนายพิเชษฐ์ ตั้งวรวัฒน์ หรือ “เชษฐ์ท่าแพ” ที่จำหน่ายยาเสพติดให้กับเครือข่ายแก๊งโอรส และถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้พบว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีประมาณ 3-4 ล้านบาทต่อปี มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเครือข่ายโอรสโอนเงินเข้าบัญชีให้คราวละหลายหมื่นบาท เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน และจากการสอบปากคำพยาน พบว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ด้วย แต่ ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ ยังให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผลยึดทรัพย์สินที่มีมากกว่า 10 ล้านบาทต่อไป

กางโพยล่า20ตร.พันยานรก

พล.ต.ท.เรวัช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลนั้น จากการตรวจสอบพบว่ามีการร้องเรียนจากประชาชนว่าตำรวจชั้นผู้น้อยในสังกัดตำรวจภูธรและนครบาล 20 นาย เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสืบสวนหาหลักฐาน หากพบว่ากระทำผิดจริงจะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา

ยัน2ตร.นครบาลไม่โยงมาเฟีย

ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบรายชื่อ 4 นายตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ระบุว่า พัวพันกับผู้มีอิทธิพล พบว่าเป็นตำรวจสังกัด บช.น. 2 นาย นายหนึ่งสังกัดฝ่ายสืบสวน สน.ดินแดง มีผลจับกุมคดียาเสพติดหลายคดี อีกนายสังกัดงานจราจร สน.บางโพงพาง มีอดีตภรรยาที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบ โดยผู้บังคับบัญชารายงานผลยืนยันพฤติกรรมกลับมาแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล แต่ต้องตรวจสอบเครือญาติ หรือบุคคลใกล้ชิดว่ามีผู้ใดร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ส่วนที่เหลืออีก 2 นาย นายหนึ่งมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ใน สตช. แต่ตรวจสอบแล้วไม่มีตัวตนจริง อีกนายเป็น สวป.สภ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ซึ่งออกจากราชการนานแล้ว

สั่งเด้ง 4 นายตำรวจสน.บางขุนเทียน

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดาบตำรวจสน.บางขุนเทียนถูกจับคดียาเสพติดแล้ว เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 ที่ผ่านมา เบื้องต้นได้สั่งให้ดำเนินคดีและยึดทรัพย์ให้หมดพร้อมทั้งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างให้ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบก.น.9 พิจารณาข้อบกพร่องผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือโดยจะมีคำสั่งให้รองสว.สส. ที่รับผิดชอบ สว.สส. รอง ผกก.สส.และผกก. สน.บางขุนเทียน มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล(ศปก.น.)มีกำหนด 30 วัน พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาข้อบกพร่องผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ ได้มีหนังสือคำสั่งให้ 4 นายตำรวจ สน.บางขุนเทียน ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.น. เป็นเวลา 30 วัน สืบเนื่องจาก ด.ต.อธีร์ชัชอัศม์ ผู้ใต้บังคับบัญชาถูกจับกุมนั้น โดยมีรายชื่อดังนี้ 1.พ.ต.อ.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผกก.สน.บางขุนเทียน 2.พ.ต.ท.ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย รอง ผกก.สส.สน.บางขุนเทียน 3.พ.ต.ต.เอกลักษณ์ หมวกผัน สว.สส.สน.บางขุนเทียน และ4.ร.ต.อ.อาทิตย์ ชาตินักรบ รอง สว.สส.สน.บางขุนเทียน

ประเดิมย้าย“ผกก.หาดใหญ่”

อีกด้านหนึ่ง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9(บช.ภ.9) เริ่มโยกย้ายนายตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลเป็นไปอย่างได้ผล โดยล่าสุด พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 ได้มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.ภาสกร กลั่นหวาน ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 โดยเป็นการย้ายขาดจากต้นสังกัดตั้งแต่วันที่11 มีนาคม เป็นต้นไป นอกจากนี้ได้ย้าย พ.ต.ท.สิทธิ์ศักดิ์ จันทร์สว่าง สารวัตรจราจร(สว.จร.) สภ.หาดใหญ่ ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 เช่นกัน

จ่อเด้งเพิ่มอีก19นาย

สำหรับ พ.ต.อ.ภาสกร เคยถูกย้ายให้ไปช่วยราชการมาแล้ว 2 ครั้ง ระหว่างที่มาดำรงตำแหน่งที่ สภ.หาดใหญ่ นอกจากนี้พบว่าในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 เบื้องต้นมีนายตำรวจที่อยู่ในข่ายอาจถูกโยกย้ายตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลทั้งสิ้น 19 นาย

ด้าน พล.ต.ท.วีรพงษ์ ยืนยันว่า คำสั่งย้าย พ.ต.อ.ภาสกร เพื่อให้มารับงานในกรณีพิเศษ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ส่วน พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา กล่าวว่า คำสั่งย้าย พ.ต.อ.ภาสกร ไม่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันในพื้นที่ เพราะเรื่องบ่อนเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนานแล้ว ส่วนคำสั่งย้าย พ.ต.ท.สิทธิ์ศักดิ์ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ สตช.ที่ต้องการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล

สว.จร.โอดย้ายไม่เป็นธรรม

ด้าน พ.ต.ท.สิทธิ์ศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ตนถูกย้ายครั้งนี้ส่วนตัวยังงงๆว่ามาจากเรื่องอะไร อยู่ดีๆมาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพล คาดว่าอาจจะมีข้อผิดพลาดบางอย่าง หรือสาเหตุมาจากที่ตนเข้มงวดกวดขันจับกุมเรื่องวินัยการจราจร จนทำให้มองว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกันรู้ดีว่าตนมีนิสัยแบบใดไหน เบื้องต้นได้พยายามชี้แจงให้ผู้ใหญ่ทราบไปแล้ว คงต้องรอสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

แห่ทิ้งรถเกลื่อนป่าหนีผิด

ที่ จ.ชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ รับแจ้งว่าพบรถยนต์ต้องสงสัยถูกจอดทิ้งในบริเวณป่าละเมาะบ้านยางคำ หมู่ 4 ต.ท่ามะไฟหวาน จำนวนมาก จึงไปตรวจสอบพบว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าของนางแสงจันทร์ ชุ่มตะคุ สภาพพื้นที่มีป่าไม้ปกคลุมหนาแน่น ยากต่อการสังเกต โดยเจ้าหน้าที่มีรถยนต์กระบะ 4 คัน , รถยนต์แวน 1 คัน และรถยนต์เก๋ง 1 คัน จอดทิ้งไว้ทั่วบริเวณป่า บางคันน่าจะถูกจอดทิ้งไว้นานแล้วเพราะมีฝุ่นเกาะทั้งคัน สอบถามนางแสงจันทร์ ให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงคุมตัวไว้สอบสวนเพิ่มเติม

รายงานข่าว แจ้งว่า ช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพล ปรากฏว่าใน ต.ท่ามะไฟหวาน มีการแจ้งรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นจับกุมพร้อมของกลางได้หลายราย ซึ่งการจับกุมรถยนต์ที่ไม่มีเจ้าของจำนวนมากนี้ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจมีผู้มีอิทธิพลบางรายนำมาซ่อนไว้ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม

ศรีสะเกษลุยยึดไม้พะยูง

ส่วนที่ จ.ศรีสะเกษ พ.ต.ท.เอกรัส เพิ่มบุญ รอง ผกก.สส.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อมทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 และฝ่ายปกครอง อ.ไพรบึง ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านไม่มีเลขที่ กลางทุ่งนานอกหมู่บ้านสำโรงพลัน หมู่ที่ 1 ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง หลังได้รับรายงานจากสายลับว่าที่บ้านหลังดังกล่าวมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ จากการตรวจค้นพบไม้พะยูงกองอยู่ตรงขอบสระน้ำหลังบ้าน และแช่ในสระน้ำ จึงงมขึ้นมาได้ 48 ท่อน และพบเครื่องกระสุนปืน พีจี 2 อยู่ในหีบเหล็ก 1 ลูก กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 รวม 3 นัด และกระสุนปืนขนาด.22 จำนวน 6 นัด จึงยึดของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ไพรบึง เพื่อออกหมายเรียกเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวมาสอบปากคำต่อไป

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top