วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ปล้น5ล.ที่แท้ตร.
ฝีมือสายสืบดีเด่นบ้านบึง
แฉวางแผนให้พี่ชายลงมือ
จนมุมแล้ว3หมายจับอีก1
ความคืบหน้ากรณีคนร้ายบุกเดี่ยวใช้ปืนยิงขู่ 3 นัด ปล้นรถขนเงินของธนาคารกรุงไทย บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. วัดไผ่โรงวัว-บางเลน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้เงินสดไปกว่า5 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตามที่เป็นข่าวนั้น
มีรายงานว่า ในช่วงกลางดึกของวันที่ 24 พฤศจิกายน ชุดสืบสวนของ บก.สส.ภ.7 ได้เข้าควบคุมตัว ส.ต.ต.วิฑูรย์ เพ็ชรปานกัน อายุ 24 ปี ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มาสอบสวน หลังจากที่ชุดสืบสวนคลี่คลายคดี พบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ ตกในที่เกิดเหตุ ซึ่งต่อมาได้ค้นหาเบาะแสตามร้านขายโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี พบว่ามีผู้ซื้อโทรศัพท์มือถือดังกล่าว พร้อมซิมการ์ด และลงทะเบียนโดยชื่อบุคคลหนึ่งซึ่งมีที่อยู่อาศัยใกล้ละแวกที่เกิดเหตุ
ตร.บ้านบึงรับวางแผนปล้น
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวน ส.ต.ต.วิฑูรย์ นานหลายชั่วโมง จนในที่สุดก็จำนนต่อหลักฐาน และเปิดปากยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้วางแผนชิงทรัพย์ในครั้งนี้ โดยมีพี่ชายพร้อมเพื่อนร่วมกันก่อเหตุ อ้างว่าเป็นเพราะพี่ชายต้องการใช้เงิน
อึ้ง!เพิ่งได้รับรางวัลสายสืบดีเด่น
ผู้สื่อข่าวรายานเพิ่มเติมว่า สำหรับ ส.ต.ต.วิฑูรย์ เพิ่งได้รับมอบประกาศเกียรติคุณเป็นผู้ปฏิบัติงานดีเด่นด้านสืบสวนประจำปีพุทธศักราช 2559 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดย พ.ต.อ.ดุษฎี กุญชร ณ อยุธยา ผกก.สภ.บ้านบึง เป็นผู้มอบให้
ตร.-ทหาร100นายลุยค้นละเอียดยิบ
เมื่อเวลา 06.30 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รรท.ผบช.ภ 7 พล.ต.ต.สมชาย รักเสนาะ ผบก.ศสส.ภ7 พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พล.ต.ต.กรเอก เพชรไชยเวศ รอง ผบช.สอบสวนกลาง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.ศปพ.(191) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จาก มทบ.17 รวมกว่า 100 นาย และสุนัขดมกลิ่น เข้าตรวจค้นเป้าหมายพื้นที่ หมู่ 1-2 ต.ดอนมะนาว รวม 3 จุดเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม หลังสืบทราบว่า นายชัยเดช หรือใหญ่ เพ็ชรปานกัน อายุ 35 ปี พี่ชายของ ส.ต.ต.วิฑูรย์ ได้ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ โดยกระจายกำลังกันตรวจค้นที่บ้านพ่อตา บ้านบิดามารดา และบ้านร้างในป่ากลางทุ่งนา หมู่ 2 ต.ดอนมะนาว
พบหลักฐานก่อเหตุทิ้งข้างบ้านร้าง
จากการตรวจค้น ไม่พบตัวนายชัยเดช โดยภรรยาอ้างว่า ได้มีรถจักรยานยนต์มารับออกจากบ้านไปตั้งแต่กลางดึก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบหลักฐานที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุ ประกอบด้วย กางเกงยีนส์ หมวกกันน็อก รองเท้าถูกทิ้งอยู่ในบ่อเกรอะ ข้างบ้านร้าง และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า นูโวสีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซ่อนอยู่ จึงยึดไว้เป็นของกลาง
จับ“นึก ป๊อปคอร์น”คนดูต้นทาง
นอกจากนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว นายสมนึก สมสวย ฉายา “นึก ป๊อปคอร์น” อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกันพยายามฆ่า อยู่ระหว่างหนีหมายจับ และมาขายป๊อปคอร์น อยู่ข้างเซเว่นฯ ในปั๊ม ปตท.ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น รับสารภาพว่าได้ร่วมกับ นายชัยเดช และ ส.ต.ต.วิฑูรย์ ก่อเหตุดังกล่าว โดยตนทำหน้าที่ชี้เป้า และ ส.ต.ต.วิฑูรย์ เป็นคนลงมือก่อเหตุ จากนั้น ได้นำหลักฐานไปทิ้ง แล้วแยกย้ายกันหลบหนี
ตามรวบพี่ส.ต.ต.คาโรงแรม
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถติดตามจับกุมตัว นายชัยเดช ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.บางเลน อ.สองพี่น้อง พร้อมเงินที่ได้จากการปล้นบางส่วน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัว ส.ต.ต.วิฑูรย์ และ นายสมนึก ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ซึ่ง ส.ต.ต.วิฑูรย์ ไม่ยอมพูดอะไรมาก แต่ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือปล้นครั้งนี้จริง ส่วน นายไชยเดช ถูกนำตัวไปชี้จุดนำเงินไปถ่วงน้ำในบ่อน้ำในพื้นที่ ต.ดอนมะนาว
เผยแนวทางแกะรอยก่อนล็อคตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงแนวทางการสืบสวนที่นำมาสู่การจับกุมคนร้ายในคดีนี้ว่า สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายได้ทำโทรศัพท์ตกไว้ ตรวจสอบเบื้องต้น ทราบชื่อเจ้าของโทรศัพท์คือ น.ส.มณีรัตน์ ใจตรง เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนซิมการ์ด เมื่อทำการสืบสวนทราบว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2559 มีการคัดทะเบียนราษฎร์ (ทร.14) ของ น.ส.มณีรัตน์ จาก สภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ส่วนผู้ต้องสงสัยที่คัด ทร.14 คือ ส.ต.ต.วิฑูรย์
นัดแนะคิวก่อนลงมือปล้น
จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ติดตามตัว ส.ต.ต.วิฑูรย์ มาทำการสอบปากคำที่ สภ.บ้านบึง เบื้องต้น ให้การยอมรับว่า เป็นผู้คัด ทร.14 ของ น.ส.มณีรัตน์ แล้วนำไปให้กับ นายชัยเดช ดังนั้น ชุดสืบสวนจึงเชื่อว่า ส.ต ต.วิฑูรย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ จึงได้เชิญตัวมาที่ บก.สืบสวน ภ.7 เพื่อซักถาม และ ส.ต.ต.วิฑูรย์ ยอมรับว่าเป็นผู้วางแผนในคดีนี้จริง โดยให้คนดูต้นทางคือนายเปี๊ยก (เพื่อนของพี่ชาย) ไปเปิดซุ้มขายป๊อปคอร์นในปั๊ม ปตท. เพื่อคอยดูต้นทางในขณะเจ้าหน้าที่ธนาคารมาเติมเงินในตู้เอทีเอ็ม
วางแผนใช้มือถือปั่นหัวตร.
กระทั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน ส.ต.ต.วิฑูรย์ กับ นายเชาว์(ไม่ทราบนามสกุล) ได้ไปซื้อโทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ดเพื่อใช้ในการก่อเหตุ โดยใช้หมายเลขบัตรประชาชนของ น.ส.มณีรัตน์ แต่ทางร้านแจ้งว่าซื้อไม่ได้ จึงได้เปลี่ยนไปจดทะเบียนคนซื้อเป็นนางหนูเล็ก(ไม่ทราบนามสกุล) แทนโดยโทรศัพท์เครื่องนี้จัดทำไว้เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ในการติดตาม โดยวางแผนว่า ใช้โทร.ไปหาคนที่ไม่ถูกกัน และจะทิ้งเครื่องโทรศัพท์เอาไว้ในจุดเกิดเหตุ ส่วนอาวุธปืนเป็นปืนซีแซด ขนาด 9 มม. โดย ส.ต.ต.วิฑูรย์ไปเอาปืนมาจาก นายตูน(ไม่ทราบนามสกุล) แล้วนำไปให้กับ นายชัยเดช เพื่อรอก่อเหตุ และในช่วงก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ จะให้ นายชัยเดช เตรียมตัวซุ่มอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามปั๊ม ปตท. โดยใส่เสื้อเกราะของ ส.ต.ต.วิฑูรย์ โดยให้รอสัญญาณจากโทรศัพท์
เผยเอาเงินไปซ่อนไว้ในป่า
ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ ส.ต.ต.วิฑูรย์ ได้กลับไปที่บ้าน เพื่อไปคุยกับนายชัยเดช ถึงการกระทำผิด โดยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 14.00 น. นายชัยเดช ได้โทร.ติดต่อ ส.ต.ต.วิฑูรย์ แจ้งว่า ให้มาที่สถานีขนส่งสายใต้ หลังจากนั้นก็ติดต่อกันไม่ได้อีก กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้มาพบและซักถาม เบื้องต้นทราบว่า นายชัยเดช ได้นำเงินที่ได้มาไปซุกซ่อนไว้ในป่า หลังบ้านภรรยาของ นายชัยเดช หลังโรงเจดอนมะนาว
เบ็ดเสร็จจับได้3หมายจับล่าอีก1
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอหมายศาลออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 4 คน ประกอบด้วย ส.ต.ต.วิฑูรย์ เพ็ชรปานกัน อายุ 24 ปี ผบ.หมู่ ป.สภ.บ้านบึง นายชัยเดช เพ็ชรปานกัน อายุ 36 ปี พี่ชาย ส.ต.ต.วิฑูรย์ คนลงมือชิงเงิน 5 ล้านและยิงปืนขู่ นายสมนึก สมสวย หรือนึก ป๊อปคอร์น อายุ 35 ปี คนชี้เป้า และนายสุเชาว์ แจ้งดี คนซื้อโทรศัพท์มือถือ ในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ มีอาวุธ และพยายามฆ่า
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี