วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ตรวจเยี่ยม : พลเอกสัมพันธ์ ธัญญพืช ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมด้วยคณะบริหารระดับสูงขององค์การทหารผ่านศึก ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของนิคมเกษตรทหารผ่านศึกชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พร้อมพบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึก และมอบสิ่งของให้แก่ผู้แทนทหารผ่านศึกที่มารับการตรวจเยี่ยม
“การท่องเที่ยว” นับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่นำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรป ที่สนใจจะเรียนรู้วัฒนธรรม มรดกทางประวัติศาสตร์ เยี่ยมชมงานสถาปัตยกรรม และสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในประเทศนั้น รวมถึงซื้อของที่ระลึกที่เป็นงานหัตถกรรมและงานฝีมือ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ การท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวเราเรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” หลายคนอาจจะสงสัยว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควรจะครอบคลุมถึงเรื่องอะไรบ้าง คุณบุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา (2548) ได้อธิบายไว้ว่าการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมประกอบด้วย 1.ประวัติศาสตร์และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ 2.โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ 3.งานสถาปัตยกรรมเก่าแก่ดั้งเดิม 4. ศิลปะ หัตถกรรม ประติมากรรม ภาพวาด รูปปั้นและแกะสลัก 5.ศาสนารวมถึงพิธีกรรมต่างๆทางศาสนา 6.ดนตรี การแสดงละคร ภาพยนตร์ 7.ภาษาและวรรณกรรม 8.วิถีชีวิต เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อาหาร 9.ประเพณี วัฒนธรรมพื้นบ้าน เทศกาลต่างๆ และ 10.ลักษณะงานและเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำมาใช้เฉพาะท้องถิ่น
การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม มีเทียบเชิญสื่อในท้องถิ่นถึง คุณทวี อภิสกุลชาติ นายกสมาคมนักข่าวจังหวัดฯ โดยร่วมกับสื่อจากส่วนกลางท่องยุทธจักรชมสถานที่สำคัญในพื้นที่ เพื่อนำเรื่องราวซอกมุมต่างๆ เผยแพร่ให้ขจรไกล หมายดึงดูดนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเที่ยวเมืองชายแดนแห่งนี้ เริ่มกันที่ “อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์” ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม มีพิพิธภัณฑ์จำลองบ้านเก่าของ “ลุงโฮ” จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้แบบเดียวกับยุคที่ลุงโฮหรือประธานโฮจิมินห์ได้มาอาศัยอยู่ในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่ง คุณจันทร์ไทย พัฒนประสิทธิชัย กำนันตำบลหนองญาติ นำคนไทยเชื้อสายเวียดนาม จัดอาหารเที่ยงจัดเลี้ยงต้อนรับ ก่อนที่จะไปวัดโอกาสหรือวัดโอกาสศรีบัวบาน ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่ประดิษฐานพระติ้วและพระเทียม “พระพุทธรูปแฝด” อันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตรกรรมที่สวยงาม
บนถนนสุนทรวิจิตร เส้นเลียบริมแม่น้ำโขง มี “วัดโพธิ์ศรี” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดที่มีความเก่าแก่ ประดิษฐาน “พระทอง” พระพุทธรูปโบราณ เนื้อทองสำริด ปางมารวิชัย สกุลช่างล้านช้าง (สมัยอยุธยาตอนต้น) อดีตเคยทำพิธีสรงน้ำพระทองในวันสงกรานต์ แต่มักจะเกิดพายุและฝนตกทุกครั้ง ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปองค์อื่น ห่างออกไปบนถนนสายนี้คือ “วัดมหาธาตุ” เป็นวัดที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.1150 เดิมชื่อว่า “วัดมิ่งเมือง” สมัยอดีตเจ้าเมืองและชาวบ้านนิยมสร้างธาตุเจดีย์ ไว้เป็นที่บรรจุอัฐิของบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย วัดมิ่งเมืองแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยธาตุเจดีย์เป็นจำนวนมาก ต่อมาชาวบ้านนิยมเรียกกันติดปากว่า “วัดธาตุ” ภายหลังเมื่อมีการสร้าง “พระธาตุนคร”(พระธาตุคนเกิดวันเสาร์) ขึ้น “พระครูพนมนครคณาจารย์” ได้เสนอขอตั้งชื่อวัดเป็น “วัดมหาธาตุ” ถึงปัจจุบัน
บ่ายแก่ๆ ก็เที่ยวชม “จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม(หลังเก่า)” เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ พระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ (อุ้ย นาครทรรพ) เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรก สร้างระหว่างปี พ.ศ.2455-2457 ต่อมา พ.ศ.2470 พระยาอดุลยเดชฯ ได้ขายอาคารหลังนี้ให้แก่กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้เป็นที่พักของผู้ว่าฯ และในระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. 2498 ในหลวงและพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางจังหวัดจึงจัดให้จวนแห่งนี้เป็นที่ประทับแรม ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม
เช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปกราบนมัสการ “พระธาตุพนม” เป็นพระธาตุประจำผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้น โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุเป็นฉัตรทองคำที่มีน้ำหนักถึง 110 กิโลกรัม
จากนั้นได้ไปชมวิถีชีวิต “ชาวชนเผ่าไทยข่า” บ้านโสกแมว ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่แขวงสะหวันเขต และ อัตปือ ประเทศลาว หนีภัยสงครามมาอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย ตั้งแต่สมัย ร.3(2375-2380)
รอบบ่ายก็ไปยัง “พระธาตุเรณูนคร” (ประจำผู้เกิดวันจันทร์) วัดธาตุเรณู อ.เรณูนคร องค์พระธาตุจำลองมาจากองค์พระธาตุพนม(องค์เดิม) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2460 เป็นพระธาตุคู่เมืองของชาวเรณูนคร มาต่อที่ “พระธาตุมรุกขนคร”(ประจำคนเกิดวันพุธกลางคืน) วัดมรุกขนคร ริมถนนชยางกูร(ทางหลวงแผ่นดินสาย 212) บ้านดอนนางหงส์ท่า ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2536
ส่วนวัดมรุกขนครที่ประดิษฐานพระธาตุองค์นี้มีอายุเกือบสามร้อยปีมาแล้ว สร้างโดยพระบรมราชาเจ้าแอวก่าน เจ้าเมืองมรุกขนคร เป็นวัดประจำเมืองที่มีความเจริญมาก ต่อมาถูกปล่อยทิ้งร้างไป ภายหลังมีการพบซากของวัดอยู่ที่โรงเรียนดอนนางหงส์สงเคราะห์ตรงข้ามกับที่ตั้งวัดในปัจจุบัน กั้นด้วยห้วยบังฮวก ส่วนฐานของศาสนสถานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐ อายุราวปลายสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง
ทริปการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็สิ้นสุดลง ซึ่งในความจริงจังหวัดนครพนม ยังมีความหลากหลายทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แต่ถูกบีบด้วยเงื่อนของเวลา แต่ยังมีสื่อส่วนกลางหลายสำนัก ที่จะนำเสนอเรื่องราวสู่สายตาของนักท่องเที่ยวอย่างละเอียดอีกครั้ง
พงศ์สุคนธ์ คุณธรรมมงคล
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี