วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
การดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ นำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ มีการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร เพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาดได้ โดยแนวทางการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะยึดพื้นที่เป็นหลัก มีการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ ไปกับการร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มการผลิต มีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 4,663 แปลง เกษตรกร 315,897 ราย พื้นที่ 5.41 ล้านไร่ ในการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้นได้เน้นเรื่องตลาดนำการผลิตเป็นสำคัญ ทำให้ปัจจุบันแปลงใหญ่ที่ดำเนินการปี
สำหรับปี 2562 นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นคนปลุกปั้น และมีส่วนสำคัญในการออกแบบแนวทางปฏิบัติของโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถือว่ามีความเชี่ยวชาญในการส่งเสริมและต่อยอดเกษตรแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ปีนี้เมื่อรับหน้าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงมีความพร้อมมากที่จะทำงานต่อได้ทันที และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เรียกเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ ในระดับเขต ทั้ง 9 เขต เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด รวมทั้งผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ของสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร รวมกว่า 200 คน มาสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ในทุกระดับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเข้าใจในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่บรรลุเป้าหมายโครงการ...
ด้านกรมหม่อนไหม โดย นางสาวศิริพร บุญชู รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นปลื้ม หลังจากส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ภาคเหนือภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืนปี 2561เป้าหมายเกษตรกร 800 ราย แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ (1) กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 200 ราย และ (2) กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม 600 ราย มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาตามนโยบายการทวงคืนผืนป่า เร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 9 แสนล้านไร่ แล้วพบว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงไหมอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 6,000 บาท/เดือน และมีรายได้จากการเลี้ยงไหมผลิตแผ่นใยไหมไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร ที่ปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพราะนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้แล้วยังสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างป่าต้นน้ำทวงคืนผืนป่าและลดการบุกรุกพื้นที่ป่าจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกด้วย...
ขุนเกษตรา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี