วช.ชู‘สวนลิ้นจี่200 ปีสมุทรสงคราม ต้นแบบศูนย์วิจัยชุมชนตั้งเป้า20ศูนย์ทั่วประเทศ

วช.ชู‘สวนลิ้นจี่200 ปีสมุทรสงคราม ต้นแบบศูนย์วิจัยชุมชนตั้งเป้า20ศูนย์ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.34 น.

รศ.ดร.คณพล จุฑามณี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง

วช. ชู‘สวนลิ้นจี่ 200 ปี สมุทรสงคราม’ ต้นแบบ ‘ศูนย์วิจัยชุมชน’ ตั้งเป้า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ยกระดับฐานรากสู่ความมั่นคงเศรษฐกิจประเทศ


30 พ.ย.61 จากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยอาศัยฐานความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรงโดยอาศัยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด ให้สามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์แก้ไขปัญหาของพื้นที่ตนเอง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” ที่จะเป็นการทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงงานวิจัย นำไปใช้และเกิดประโยชน์ในแต่พื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม ต.แม่กลอง อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน ร่วมด้วย คณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เผยความก้าวหน้าการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชน สวนลิ้นจี่ 200 ปี ต.แควอ้อม อ.อัมพวา และ สวนสระแก้ว จ.สระแก้ว ตัวอย่างความสำเร็จในการนำงานวิจัยไปต่อยอดช่วยแก้ปัญหาผลผลิตลิ้นจี่ และมะม่วงทับทิมทอง พร้อมเปิดเป็นศูนย์วิจัยชุมชน ให้เกษตรกรรายอื่นและผู้สนใจได้เรียนรู้นำไปพัฒนาตนเอง วช.ตั้งเป้าภายในปี 2562 จะมีศูนย์วิจัยชุมชน ได้ครอบคลุม 4 ภูมิภาค คาดหวัง 20 ศูนย์ทั่วประเทศ

บรรยากาศการประชุมเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. โดย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ได้รับนโยบายมาจาก พลเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในการนำองค์ความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปต่อยอด ช่วยแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาศักยภาพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนขยายผลและต่อยอดจากองค์ความรู้ที่คนในชุมชน หรือปราชญ์ชาวบ้านดำเนินการอยู่แล้ว โดยคนในชุมชนเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนส่งเสริมในมิติต่างๆเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริงด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน โดยมีพิธีมอบป้าย “ศูนย์วิจัยชุมชน” ให้แก่เครือข่ายวิจัยภูมิภาค ไปแล้วในงานวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ในงาน มหกรรมงานวิจัยชาติ 2561 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นทรัลเวิลด์ ไปแล้วนั้น วช. ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็น ศูนย์วิจัยชุมชน ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่ง ศูนย์วิจัยชุมชน สวนลิ้นจี่ 200 ปี ต.แควอ้อม อ.อัมพวา และ สวนสระแก้ว จ.สระแก้ว เป็น 2 ศูนย์นำร่องที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

มอบป้าย “ศูนย์วิจัยชุมชน” ให้กับนายจีรศักดิ์ เฮงประเสริฐ เจ้าของ สวนลิ้นจี่ 200 ปี

รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ประธานกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชน ในเขตภาคกลาง กล่าวว่า ศูนย์วิจัยชุมชน จังหวังหวัดสมุทรสงคราม นับเป็นศูนย์วิจัยชุมชนแห่งแรกของภาคกลาง เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำผลงานวิจัยมาต่อยอดช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเกษตรกรในพื้นที่ คณะทำงาน คณะนักวิจัย ทำหน้าที่คล้ายกับพี่เลี้ยงที่นำองค์ความรู้มาช่วยแก้ไขปัญหาในระดับหนึ่งจนประสบผลสำเร็จ ศูนย์วิจัยชุมชน จึงเปรียบเสมือนกับศูนย์กลางหรือศูนย์รวมองค์ความรู้ที่อยู่ในชุมชนให้ทุกคนสามารถนำไปหยิบใช้ และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพ้นที่ได้ด้วยตัวเอง

นายชัยยันต์ เจียมศิริประธานกลุ่มเครือข่าย สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ในจังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมกว่า 5,000 ไร่ ใน 2 อำเภอ คือ อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที แต่เกือบ 4 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาเมื่อต้นลิ้นจี่ออกดอกแล้วไม่ติดผล หรือติดผลที่ไม่มีคุณภาพทำให้ขายไม่ได้ราคา จึงมีเกษตรกรตัดต้นลิ้นจี่ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมอาจสูญหายไปจากจังหวัดสมุทรสงคราม จึงได้นำปัญหาดังกล่าวไปขอความช่วยเหลือจาก วช. ผ่านคณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง นำโดย รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ในการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากองค์ความรู้ที่ได้จากนักวิจัยผสมผสานกับองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า การควั่นกิ่งจะช่วยให้ลิ้นจี่ออกดอกติดผลได้ดีขึ้น ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 5 สวน ต่างประสบความสำเร็จ มีลิ้นจี่ออกสู่ตลาดมากถึง 4,000 ตัน มูลค่ากว่า 400,000,000 บาท จนทำให้เกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่มีความต้องการเข้าร่วม สำหรับศูนย์วิจัยชุมชนจังหวัดสมุทรสงคราม จะใช้พื้นที่สวนลิ้นจี่ 200 ปี ของนายจีรศักดิ์ เฮงประเสริฐ เป็นที่ตั้งของศูนย์ ที่จะให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน และจะขยายผลไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมชุมชน ต่อไป

นายชัยยันต์ เจียมศิริ

ด้าน นางอรพิน  พิทักษากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.โอ.สวนสระแก้ว จำกัด เจ้าของ “สวนสระแก้ว” ผู้ผลิตพืชและผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งประสบความสำเร็จจาการนำ นวัตกรรมการผลิตมะม่วงแบบแม่นยำเพื่อรองรับตลาดผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ของ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ไปใช้แก้ไขปัญหาผลผลิตจนได้ผลผลิต “มะม่วงทับทิม”ที่ตลาดต้องการได้เป็นผลสำเร็จ รวมถึงการแปรรูปผักผลไม้พรีเมียม อันช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปผักผลไม้พรีเมี่ยม ซึ่งมีความยินดีที่จะจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว ภายในสวนสระแก้ว เผยว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีส่วนช่วยวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วให้มีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งการเป็นศูนย์วิจัยชุมชนนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งเรียนรู้ที่มีตัวอย่างให้เห็นประจักษ์ชัดเจนสามารถนำปัญหามาพูดคุย ร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ มีราคาดี สร้างผลกำไร ผู้บริโภคเองก็จะได้บริโภคสินค้าดีมีคุณภาพ อีกทั้งการเป็นศูนย์วิจัยชุมชนนั้นไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่ม แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วทำให้เป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่ทุกคนได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ศูนย์วิจัยชุมชน ถือว่าเป็นการทำงานแบบบูรณาการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ในชุมชนหรือพื้นที่ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยชุมชนไม่ได้มีเฉพาะด้านการเกษตร แต่ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละพื้นที่ที่ต้องการให้มีศูนย์วิจัยชุมชนเกิดขึ้น โดยในชั้นต้นตั้งเป้าเปิดศูนย์วิจัยชุมชนได้ 8 ศูนย์ 4 ภูมิภาค แต่จาการทำงานของคณะทำงานเห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีศูนย์วิจัยชุมชนเกิดขึ้นได้มากกว่า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ช่วยให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของปะเทศ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และรายได้ที่สูงขึ้นทั้งในระดับชุมชน ภูมิภาค และระดับประเทศต่อไป

นางอรพิน พิทักษากร โชว์ผลมะม่วงทับทิม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top