วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
“ฟังความอีกข้าง” ดต.สืบ ตร.จังหวัดกาญจนบุรี แถลงโต้ หนุ่มหนองหญ้า หลังนำแม่และทนายความ เข้าร้องเรียน ตร.กองปราบ ยันไม่ได้ยิงปืนใส่ แต่รับยิงขู่ขึ้นฟ้าเพื่อป้องกันตัว 2 นัดจริง เนื่องจากถูกปืนเล็งใส่ แถมถูกยิงอีก 1 นัดแต่กระสุนพลาด
5 ก.พ. 62 เวลา 16.30 น. ที่ห้องสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พ.ต.ต.เกริก เสนาะสำเนียง สว.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี นำ ด.ต.ชาคริต ทองคง ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี ออกเปิดใจต่อสื่อมวลชน
กรณีที่นายจักรกฤษณ์ หรือเอิร์ท เส็งจีน อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132 หมู่ 3 ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี และนางรัดใจ เส็งจีน อายุ 58 ปี บิดา พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป. เพื่อร้องขอความเป็นธรรม
โดยอ้างว่านายจักรกฤษณ์ อ้างว่าถูก ด.ต.ชาคริต ทองคง ใช้อาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเจ้าหน้าที่ถูกยัดข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมืองและที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน เมื่อช่วงเวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา
สำหรับการแถลงเปิดใจของ ด.ต.ชาคริต ในครั้งนี้ ได้มีการนำภาพถ่ายในวันเกิดเหตุ มาให้สื่อมวลชนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และนอกจากนี้ยังได้เปิดคลิปวีดีโอ การจับกุมตัวนายธาดา หรือเต้ย คุ้มเมือง เพื่อนสนิทของนายจักรกฤษณ์ หรือเอิร์ท ที่ถูกจับกุมตัวในที่เกิดเหตุอีกด้วย
.jpg)
โดยในคลิปดังกล่าว เป็นคลิปขณะเจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำนายธาดา ซึ่งนายธาดา ได้เล่าเหตุการณ์ให้เจ้าหน้าที่ฟังช่วงหนึ่งว่า ด.ต.ชาคริต ได้ยิงปืนจริง แต่เป็นการยิงขู่ขึ้นฟ้าไป จำนวน 2 นัด ซึ่งไม่ตรงกับการที่นายจักรกฤษณ์ ไปให้ข้อมูลขณะร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่กองปราบในวันนี้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ด.ต.ชาคริต ทองคง แถลงเปิดใจว่า เวลาประมาณ 22.00 น ของวันที่ 15 ม.ค. 62 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการจับกุมตัวธาดา หรือเต้ย คุ้มเมือง คนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ที่มีนายจักรกฤษณ์ หรือเอิร์ท เป็นคนขับ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีเพียงตน นายเอิร์ธ และนายเต้ย เพียงแค่ 3 คน
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.สุวิทย์ ชาวศรีทอง ผบก. ภ.จว. กาญจนบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เร่งรัดปราบปรามยาเสพติด อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมาย รวมทั้งติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับและคดีอาชญากรรม ในพื้นที่รับผิดชอบ
โดยกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านในเขตรับผิดชอบ พบว่าในช่วงเวลากลางคืน ที่บริเวณถนนเส้นลิ้นช้าง-เขาปูน มักมีเหตุชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่และจี้บังคับเอาทรัพย์สินชาวบ้านที่สัญจรไปมาอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าแจ้งความ เพราะกลัวจะมีภัยอันตรายมาถึงตัวเอง
จึงได้แจ้งให้ พ.ต.อ.ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ผกก.สืบสวน ภ.จว. กาญจนบุรี ทราบ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกสืบสวนและพยายามติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดี ตามกฎหมาย เพื่อลดอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประชุมวางแผนโดยได้มอบหมายให้ตน ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน ทำทีขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนตัว โดยแต่งกายชุดนอกเครื่องแบบ สะพายเป้ที่หลัง ทำทีเป็นชาวบ้าน ขับขี่รถตามเส้นทางเปลี่ยว โดยให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ขับรถยนต์ส่วนตัวตามไปห่างๆ เพื่อให้สามารถสนับสนุนการปฏิบัติได้ทันทีที่มีเหตุ
เมื่อตนขับขี่รถจักรยานยนต์ มาถึงถนนเลียบทางรถไฟบริเวณสามแยกเตาปูน-หนองหญ้า หมู่ 3 ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ตนสังเกตเห็นชายวัยรุ่น คือนายจักรกฤษณ์ หรือเอิร์ท เดินออกมาจากบริเวณหน้าบ้าน พบในมือขวาถืออาวุธปืน แล้วตะโกนเรียกให้ตนหยุดรถ ว่า “เฮ้ยจอดๆ แต่ขณะนั้นตนไม่ได้จอดรถ เพราะเกรงจะได้รับอันตราย
โดยระหว่างที่ตนขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไป ได้หันหน้ากลับมามองนายจักรกฤษณ์ อีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นนายจักรกฤษณ์ เล็งปืนมาที่ตนและยิงใส่ตนจำนวน 1 นัด ดังนั้นตนจึงได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปถึงแยกเตาปูน-หนองหญ้า
จากนั้นตัดสินใจเลี้ยวซ้ายขับมาตามเส้นทางที่จะมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง เพื่อจะโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสนับสนุนทราบ เพื่อเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุ แต่ขณะนั้นนายจักรกฤษณ์หรือเอิร์ท ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ติดตามมา โดยมีนายธาดา หรือเต้ย นั่งซ้อนท้ายมาด้วย และเข้ามาประกบทางด้านขวามือ ของตน และสังเกตเห็นนายจักรกฤษณ์ คนขับถืออาวุธปืนเล็งจี้มาที่คอของตน ด้วยความตกใจทำให้รถจักรยานยนต์ที่ตนขับขี่มาเสียหลักล้มลง
.jpg)
เมื่อตนลุกขึ้นมาได้ จึงได้แสดงตัวให้ทราบว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นนายจักรกฤษณ์ ได้ทำท่าจะจอดรถโดยเลยจุดที่รถจักรยานยนต์ล้มไปประมาณ 5-6 เมตร เมื่อเห็นดังนั้นตนจึงนำเอาอาวุธปืนออกมาแล้วยิงขึ้นฟ้า เพื่อป้องกันตัว จำนวน 2 นัด
ทำให้นายจักรกฤษณ์ ตกใจและได้เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หนีไปโดยที่นายธาดา หรือเต้ย ที่ซ้อนท้ายมาด้วยเสียหลักตกลงมาจากรถ แล้วได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าละเมาะข้างทาง ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสนับสนุนทราบ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสนับสนุนมาถึง ตนจึงรีบรายงานให้ทราบว่า มีคนวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า 1 คน ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังกันติดตาม จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวนายธาดา หรือเต้นได้ และรับสารภาพว่าคนที่ขับรถหนีไปคือนายจักรกฤษณ์ หรือเอิร์ท ส่วนรถจักรยานยนต์นั้นเป็นของตน ที่นายจักรกฤษณ์ หรือเอิร์ท ได้ถือวิสาสะขับออกมา และยังบังคับให้ตนนั่งซ้อนท้ายมาด้วย
หลังจากที่นายธาดา หรือเต้ย ยอมรับสารภาพ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่” “ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” “ร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแห่งพฤติการณ์” ซึ่งนายธาดา หรือเต้ย ได้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการ รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับ นายจักรกฤษณ์หรือเอิร์ท ที่หลบหนีไปในข้อหาเดียวกัน และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามจับกุมตัวได้ โดยในระหว่างนี้อยู่ระหว่างการประกันตัวเพื่อมาสู้คดีในชั้นศาล
จากการสืบสวนประวัตินายจักรกฤษณ์เอิร์ท พบว่าเป็นบุคคลอันตรายนิสัยชอบใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่หาเรื่องวัยรุ่นในบริเวณใกล้เคียง และชอบนำอาวุธปืนออกมายิงเล่นเป็นประจำทั้งที่บ้านและในไร่ของตนเอง
โดยทุกครั้งที่ก่อเหตุและมีผู้เสียหาย จะมีการขอเคลียร์กับผู้เสียหายได้ทุกครั้ง จึงไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีที่เกิดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด พบมีผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีในเรื่องที่ได้นำอาวุธปืนไปข่มขู่ผู้อื่นจำนวน 1 คดี และมีผู้เสียหายแจ้งความไว้เป็นหลักฐานในเรื่องคล้ายกันอีกจำนวน 1 คดี ที่ สภ.เมืองกาญจนบุรีด้วย
และยังพบอีกว่านายจักรกฤษณ์ ได้พยายามแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และพยายามร้องเรียนเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม แต่ยังไม่เป็นผลเพราะมีพยานหลักฐานแน่นหนา จึงได้พยายามร้องเรียนผ่านสื่อต่างๆเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมดังกล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี