วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า กยท.ประสบผลสำเร็จในวิจัยการเปลี่ยนยางธรรมชาติให้เป็นยางผง หรือเรียกว่า Para aktive เพื่อใช้ในการผสมยางมะตอยทำถนน ซึ่งผลงานวิจัยล่าสุดและเป็นแห่งแรกที่คิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมา โดยเมื่อนำยางผงไปผสมยางมะตอยแล้วยังคงคุณสมบัติเหมือนน้ำยางข้นตามคุณสมบัติที่กรมทางหลวงกำหนดไว้ทุกประการ ข้อดีของยางผงคือ ไม่มีกลิ่นฉุน ใช้งานง่าย ลดค่าขนส่งเมื่อใช้ในปริมาณมาก ลดค่าใช้จ่ายในการผสม นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากต่างประเทศอีกด้วย
“มร.ยูซูฟ บิน อลาวี่ บิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ในฐานะเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศสนใจเยือนประเทศไทย เพื่อเยี่ยมชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผสมยางพาราสำหรับทำถนนของไทย เนื่องจากประเทศรัฐสุลต่านโอมานมีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย อากาศร้อน ประสบปัญหาเรื่องการเกิดร่องล้อบนถนนยางมะตอย ในขณะนี้ถนนยางพาราที่รัฐบาลไทยส่งเสริมอยู่ในขณะนี้โดดเด่นในคุณสมบัติเรื่องการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ มีค่าความยืดหยุ่นและคืนตัวดีกว่า รวมทั้งยังมีความฝืดที่ช่วยลดการลื่นไถลของพาหนะ มีความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่มากกว่าทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อนอย่างเช่นประเทศรัฐสุลต่านโอมาน”นางณพรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมียางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจและมีผลผลิตมากที่สุดในโลก และถนนผสมยางพารายังได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติอีกด้วย จึงทำให้ประเทศรัฐสุลต่านโอมานมีความสนใจเยี่ยมชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผสมยางพาราสำหรับทำถนนของไทยดังกล่าว และกยท.ได้เล็งเห็นโอกาสในการเปิดตลาดยางผงและเทคโนโลยีการผสมยางพาราสำหรับทำถนนให้กับประเทศทางตะวันออกกลาง ซึ่งจะเพิ่มการใช้ยางมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
รองผู้ว่าฯกยท.ฯกล่าวต่อว่า กยท.ยังคงวิจัยและพัฒนาการใช้ยางพาราเพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมคุณภาพสูง นำไปใช้งานได้จริง โดยล่าสุดได้นำยางพารามาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเสาหลักนำทาง และหลักนำทาง กม.ย่อย ที่มีความยืดหยุ่น ทนทานกว่าหลักซีเมนต์ สามารถลดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุได้ โดยในชั้นต้นจะผลิตนำร่องจำนวน 700,000 ต้น ใช้น้ำยางสดประมาณ 14,700 ตัน ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนการผ่านคณะกรรมการ กยท. และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ จากนั้นจึงจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดทำบาทวิถีผสมยางพารา จังหวัดละ 30,000 ตารางเมตร และลานอเนกประสงค์ผสมยางพารา จังหวัดละ 500 ตารางเมตร รวมน้ำยางสดที่ใช้ในการนี้ทั้งหมดประมาณ 69,000 ตัน คาดว่าในปี 2562 นี้ กยท.จะใช้น้ำยางสดกว่า 84,000 ตัน
ด้านดร.ถาวร ตะไก่แก้ว วิศวกรโยธาปฏิบัติการกรมทางหลวง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงใช้ยางพาราตามภารกิจทั้งหมด 4 โครงการ ได้แก่ โครงการฉาบผิวแบบพาราสเลอรี่ซิล โครงการแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงด้วยยางธรรมชาติ โครงการนำยางพารามาใช้ก่อสร้างชั้นพื้นทางดินซีเมนต์ และโครงการผลิตภัณฑ์อำนวยความปลอดภัยจากยางพาราในภารกิจของกรมทางหลวง (เสาหลักนำทาง) พบว่า การใช้น้ำยางพารา มาเป็นส่วนประกอบทำให้โครงสร้างของถนนคงตัวดีขึ้น ทนทาน ช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนเฉลี่ยประมาณ 2-3 เท่า ของอายุการใช้งานเดิม ช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี