วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) มุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำ โดยการสร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร พร้อมยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย โดยเมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ม.5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ Mega Farm Enterprise เป็นพื้นที่แรก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับเกษตรกรยากจนและผู้ยากไร้ โดยนำที่ดินแปลงว่างมาดำเนินการจัดสรรให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบสถาบันเกษตรกรหรือสหกรณ์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกำหนด พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงาน ต่างๆ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและเอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร โดยการขับเคลื่อนนโยบายการจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร (Agricultural Production Plan) ภายใต้แนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ด้วยการส่งเสริมการผลิตภายใต้ “โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (Mega Farm)” ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบบการเกษตรของไทยใหม่ตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
สำหรับโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) มีเป้าหมายในการดำเนินการอย่างน้อย 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 6 แปลง พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน แต่รวมกันตั้งแต่ 1,000 ไร่ ขึ้นไป สำหรับ พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด(Economy of Scale) โดยพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการ อาทิ พื้นที่ ส.ป.ก. ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน และพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถผลิตสินค้าเหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-Map
.jpeg)
ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายดำเนินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยใช้กลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต กำหนดนโยบายให้จัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำจนเป็นผลสำเร็จ และกำลังจะขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ไปสู่ “โครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise)” ซึ่งมุ่งหวังที่จะลด
ความเหลื่อมล้ำในภาคเกษตร เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้ให้กับเกษตรกร พร้อมยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย
สำหรับพื้นที่โครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี (คทช.ชัยบุรี)
เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ Mega Farm Enterprise ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพื้นที่ คทช.ชัยบุรี (แปลงสุทัศน์) มีเนื้อที่ประมาณ 786 ไร่ จัดสรรให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ 121 ราย พร้อมจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ขึ้นมาเพื่อเช่าพื้นที่จาก ส.ป.ก. มาทำการบริหารจัดการพื้นที่และเกษตรกร และ ส.ป.ก. ได้ยกเว้นค่าเช่าให้เป็นเวลา 3 ปี พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอยู่อาศัย
ทั้งนี้เพื่อเป็นการผลักดันนโยบาย Mega Farm Enterprise ของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส.ป.ก. จึงได้ประสานและขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพจนนำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงทำความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด กับสหกรณ์การเกษตรบ้านาสาร จำกัด เพื่อผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น สัปดาห์ละ 3 ตัน ซึ่งจะก่อเกิดมูลค่ากว่าปีละ 4.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดและการผลิตตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ทั้ง 121 ครัวเรือนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี