วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องยางของประเทศครบวงจร ซึ่งขณะนี้ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ภายใต้การนำของรักษาการผู้ว่าการ กยท.คนใหม่ คือนายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ซึ่งถือเป็นลูกหม้อของกยท. ที่มาจาก กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)เดิมหลังได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกยท.แล้ว นายสุนันท์เข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. วันที่ 16 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณแล้ว ดังนั้นมาดูว่า กยท.ตั้งแต่ปี 2563 จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างภายใต้รักษาการผู้ว่าฯ คนใหม่
นายสุนันท์กล่าวว่า จากนี้กยท.ต้องทำ ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในมาตรา 9 และ 10 ในการดูแลพี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ในปี 2563 จะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของเกษตรกรจะสนับสนุนความรู้ เงินกู้ เงินสนับสนุน เพื่อให้เกษตรกรดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนกับกยท.ประมาณ 1.7 ล้านคน พื้นที่รวม 19 ล้านไร่ ส่วนสถาบันเกษตรกรก็สร้างความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกจังหวัดและทุกเขต รวมทั้งยกระดับสู่ตลาด เพื่อที่จะให้เกษตรกรเข้าใจราคายางว่า เป็นราคาตลาดโลก ไม่ใช่ราคาของประเทศไทยประเทศเดียว ราคายางขึ้นก็ขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกันกับราคายางลงก็ลงทั่วโลก ซึ่ง กยท.มีเงินกองทุนที่จะให้สถาบันเกษตรกรกู้ยืม เพื่อพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการที่แปรรูปเป็น โดย กยท.จะจัดการตลาดให้
ส่วนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาง กยท.จะเข้าไปช่วยเหลือให้สู้ต่างประเทศได้ เข้าไปเจรจาเรื่องที่มีปัญหาให้ เพื่อขยายตลาดเพิ่ม ซึ่งตลาดยางไม่ใช่ตลาดใหม่ เป็นตลาดที่มีอยู่ทุกวัน เพียงแค่ว่าเราไปเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด โดยนำข้อได้เปรียบในเรื่องคุณภาพไปใช้ขยายตลาด ประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องคุณภาพและปริมาณของยางพาราในโลก ปัจจุบันมีเพียงพอกับความต้องการ
ส่วนงานประจำอีกงานที่ต้องดำเนินการคือ ลดพื้นที่ปลูกยางลงปีละ 400,000 ไร่ในปี 2562 มีเกษตรกรขอโค่นยางมากกว่า 400,000 ไร่ เมื่อโค่นแล้วเกษตรกรส่วนหนึ่งจะปลูกพืชอื่น โดยขอรับเงินทุนสนับสนุนเพื่อปลูกยางเหมือนเดิมประมาณ 250,000 ไร่ พืชอื่น 150,000 ไร่ โดยพืชอื่นที่นิยมคือ ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และไม้ยืนต้น ในปี 2563 ก็เช่นเดิมตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกยางลงอีก 400,000 ไร่
นอกจากนี้ กยท. จะปรับการดำเนินงานของตลาดกลางยางพาราใหม่ จะปิดตลาดพร้อมกับตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นตลาดสิงคโปร์(SICOM) ตลาดโตเกียว(TOCOM) ตลาดเซี่ยงไฮ้(SHFE) เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อค้าคาดการณ์ราคาปิดในประเทศไทยได้ รวมทั้งจะแบ่งเวลาเปิดตลาดเป็นช่วงๆเพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นผู้ประกอบการรายเล็กเข้าซื้อขายสู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้
รวมทั้งจะปรับปรุงตลาดให้เป็นตลาดที่เกษตรกรมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ต่างประเทศเข้ามาลงทะเบียนและประมูลได้เลย ถ้าให้ต่างประเทศเข้ามาประมูล เกษตรกรจะได้รู้ว่าราคายางต่างประเทศเป็นยังไง มีคู่แข่งมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นเพราะทั่วโลกสามารถซื้อได้ เกษตรกรจะได้รู้ว่าราคาต่างประเทศเป็นอย่างไร และรู้เลยว่าไม่มีใครกำหนดราคายางได้
นอกจากนี้ จะปรับปรุงการล็อกอินเข้าตลาดประมูลยาง ซึ่งจะกำหนดอายุการใช้งาน เช่น หากเกิน 2 เดือน ไม่มาประมูลล็อกอินนั้นจะหมดอายุทันที จะเข้าไปประมูลต้องขอใหม่ ป้องกันเข้ามาแอบดูราคาของคนอื่นๆ เวลาประมูล รวมทั้งเมื่อประมูลแล้วห้ามถอนออก ป้องกันการแกล้งตลาด หรือซื้อเก็งกำไร ซึ่งต่อไปการเสนอราคาประมูลต้องพิจารณาอย่างละเอียด ต้องเป็นราคาจริง รวมทั้งในอนาคตการซื้อขายยาง จากตลาดประมูลยางทั้ง 6 แห่งของ กยท.คือที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.บุรีรัมย์ จ.หนองคาย และจ.ยะลา จะปรับระบบใหม่ สหกรณ์ไม่ต้องขนยางไปที่ตลาด ประมูลยางในแอพพลิเคชั่นแทน แต่สหกรณ์ต้องผลิตยางได้ตามสเปคที่ลูกค้าต้องการ พอประมูลได้ก็นำมาส่งเลย ระบบนี้จะประหยัดค่าขนส่งได้ประมาณ 20 สตางค์ต่อกิโลกรัม
รักษาการผู้ว่าฯ กยท. กล่าวด้วยว่า บุคลากร กยท.เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุง โดยพิจารณาจัดคนให้ตรงความสามารถ เน้นระบบคุณธรรม ลดระบบอุปถัมภ์ต้องปลุกขวัญกำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กร ต่อไปนี้คนทำงานต้องได้รับผลตอบแทนที่ดี โดยใช้ระบบคุณธรรมพิจารณาบุคลากรที่จะก้าวเข้าสู่การบริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ต้องปรับปรุงการให้ผลตอบแทนใหม่ ต้องสร้างแรงจูงใจ เพื่อที่ได้คนทำงานเก่ง มีฝีมือ เชี่ยวชาญ และมีความสามารถ ซึ่งจะทำให้การทำงานของ กยท.มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมปรับปรุงให้ทุกหน่วยงานของ กยท.มีสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ปัจจุบัน กยท.มีอัตรากำลังที่ต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อมีคนเกษียณแล้วจะไม่รับเพิ่ม ยกเว้นจำเป็นจะใช้วิธีจ้าง
“กยท. ต้องเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง มีประสิทธิภาพการทำงานสูง พนักงานทุกคนจะทำแผนรายบุคคล แผนแผนก แผนกอง แผนฝ่าย แผนเขต และแผนองค์กร ทุกคนจะมีตัวชี้วัด โดยเริ่มนำมาใช้่ในปี 2563 เพื่อกระตุ้นการทำงาน คนที่ทำงานดีจะได้รับผลตอบแทนที่ดีเอาตัวเลขเป็นตัวชี้วัด” นายสุนันท์ กล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2563 กยท.ต้องการทำธุรกิจ ตามมาตรา 9 (2) ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย คือ ธุรกิจเกี่ยวกับยาง เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 กยท.ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นมาเพื่อหารายได้จากการบริหารงานด้านธุรกิจ โดยจะต้องเป็น Global player ตัวหนึ่งในตลาด เพื่อไปทำตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งหน่วยธุรกิจนี้ในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การเป็นบริษัทลูกของ กยท. โดยจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับยางทั้งหมดที่มีอยู่ ล่าสุดสั่งให้เปิดโรงงานของกยท.ทั้ง 6 โรงงาน ซึ่งมีทั้งโรงงานผลิตยางแท่ง โรงงานน้ำยางข้น โรงงานยางแผ่น โรงงานแปรรูปไม้ ซึ่งจะสอดรับกับหน่วยธุรกิจ ที่จะนำ กยท.เข้าสู่การเป็น Global player
หลังจากนี้ ต้องจับตาดู กยท.ในมิติใหม่ ภายในการบริหารงานของลูกหม้อ กยท. “สุนันท์ นวลพรหมสกุล” จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่?
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี