533.jpg
แท็กซี่อดีตผู้ป่วย'โควิด'วอนอย่ารังเกียจผู้ติดเชื้อ สถิติอนามัยโลกชี้เป็นแล้วตายแค่3.4%

แท็กซี่อดีตผู้ป่วย'โควิด'วอนอย่ารังเกียจผู้ติดเชื้อ สถิติอนามัยโลกชี้เป็นแล้วตายแค่3.4%

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563, 20.33 น.

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2563 นายทองสุข ทองราช อาชีพคนขับแท็กซี่ และเป็นคนไทยคนแรกที่ถูกระบุว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 (COVID-19) ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ม.ค. 2563 เปิดเผยว่า แม้ตนจะได้รับการรักษาจนหายดีแล้วแต่ยังประสบปัญหาในการกลับมาประกอบอาชีพ อาทิ ในวันแรกที่กลับมาขับรถ ตอนแรกมีผู้โดยสารเรียกให้ไปส่ง แต่พอเห็นหน้าและจำได้จากในข่าวผู้โดยสารก็ปฏิเสธไม่ใช้บริการทันที เหตุการณ์ครั้งนั้นบั่นทอนกำลังใจอย่างมาก จนเกือบตัดสินใจเลิกขับรถและกลับบ้านเกิด

ซึ่งความกดดันต่างๆ ในห้วงเวลานั้นทำให้เกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่ด้วยภาระหนี้สินรุมเร้า ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าซ่อมแซมบ้านที่เพิ่งถูกไฟไหม้จากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้ตนต้องสู้ บนพื้นฐานกำลังใจสำคัญจากครอบครัว และความภาคภูมิใจจากการที่ตนไปบริจาคพลาสมาที่สามารถต่อชีวิตผู้ป่วยได้อีกหลายคน ดังนั้นตนขอวิงวอนว่า ในวิกฤตินี้อยากให้เคนไทยทุกคนรักกัน อย่ารังเกียจผู้ติดเชื้อ เพราะลำพังเพียงการเดินสวนกันไม่ได้ทำให้ติดโรคได้ หากรู้จักป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด โรคนี้ก็ทำอะไรเราไม่ได้


ขณะที่ นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ สสส. และมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ร่วมกันหาแนวทางการสื่อสารสร้างความเข้าใจ โดยใช้ฐานคิดจากการทำงานที่ประยุกต์มาจากการลดการตีตราจากงานโรคเอดส์-เอชไอวี/(HIV-AIDS) มาใช้กับโควิด-19

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคและผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงครอบครัว คนใกล้ชิดของกลุ่มคนเหล่านี้ อาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม กุญแจแก้ปัญหาเรื่องนี้คือประชาชนควรรู้วิธีที่จะไม่ติดและจะไม่แพร่ เช่น รักษาระยะห่างทางสังคม ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสพื้นผิวใดๆ ใส่หน้ากากผ้าเมื่อออกไปที่ชุมชน ระมัดระวังการใช้ชีวิตกับผู้อื่นตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ในทางกลับกันทุกคนต้องป้องกันในกรณีที่ตัวเราอาจติดเชื้อแล้วแต่ไม่มีอาการ ซึ่งจะไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นด้วย

"ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้เสียชีวิตทุกคน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า ผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มีเพียง 3.4% ที่เราเห็นว่าผู้ติดเชื้อทุกคนต้องอยู่โรงพยาบาลนั้น เพื่อควบคุมโรคระบาด เมื่อมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจนจากสองประเด็นข้างต้นแล้ว ย่อมนำมาสู่การไม่ตีตราเลือกปฏิบัติ เมื่อแพทย์ระบุว่าตรวจไม่พบเชื้อแล้ว บุคคลนั้นจะมีภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ ถึงเวลานั้นจะเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม เพราะพลาสมาสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้ และข้อมูลอาการป่วยยังเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในวงการแพทย์" นายชาติวุฒิ ระบุ

ด้าน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (FAR) กล่าวว่า ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ร่วมกับ สสส. และเครือข่ายกลุ่มประชากรเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ 9 เครือข่ายได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนพิการ ผู้หญิง เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ใช้ยาเสพติด แรงงาน และกลุ่มชาติพันธุ์ ดำเนินงานโครงการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสังคมไทย เนื่องจากพบว่าคนเหล่านี้ประสบปัญหาคล้ายคลึงกันคือมักถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกันโอกาสในการดำเนินชีวิต

"ปัญหาการเลือกปฏิบัติเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ ซึ่งในช่วงระบาดโควิด-19  มูลนิธิได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หลังพบว่ามีกรณีผู้เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรค ผู้ติดเชื้อ รวมทั้งผู้ที่รักษาหายแล้ว ไม่สามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตในชุมชนได้ ถูกคนในชุมชนขับไล่ออกนอกพื้นที่ เหตุการณ์เหล่านี้คล้ายกับเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีถูกชุมชนรังเกียจไม่ยอมรับการอยู่ร่วมกัน ด้วยความกลัว กังวลว่าจะติดเชื้อ และทัศนคติเชิงลบที่มีต่อผู้ติดเชื้อ" น.ส.สุภัทรา กล่าว

น.ส.สุภัทรา ยังกล่าวอีกว่า มูลนิธิฯ ได้จัดทำสื่อรณรงค์ภายใต้แนวคิด "สู้โควิด-19 แบบไม่ตีตราและไม่เลือกปฏิบัติ" มุ่งเน้นให้ชุมชนมีความเข้าใจว่าแม้ทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 แต่โควิด-19 นั้นป้องกันและ รักษาได้ ให้นึกถึงใจเขาใจเรา ต้องป้องกันเข้มข้นกับทุกคน ไม่เฉพาะคนที่รู้ว่าติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อ เพราะคนที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการมีมากถึงร้อยลพ 80 หากพบว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวมีอาการน่าสงสัยต้องรีบแจ้งและเข้ารับการตรวจรักษาทันที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขับแท็กซี่ไปร้องไห้ไป!! 'พี่ทองสุข'เคราะห์ซ้ำกรรมซัด หายป่วยโควิด บ้านถูกไฟไหม้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top