วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
‘เกษตรกร’ยิ้ม
ธกส.โอนให้5พัน-เริ่ม15พค.
รวม10ล้านครัวเรือน
ผู้ประกันตนรอรับคืน
เงินสมทบ1,800บาท
ธ.ก.ส.พร้อมโอนเงินให้เกษตรกร10 ล้านครัวเรือน รับเงินเยียวยา5 พันบาท 3 เดือน เริ่ม 15 พฤษภาคมนี้ จะโอนวันละ 1 ล้านราย ด้าน “ประกันสังคม” เผยจ่ายให้ผู้รับสิทธิ์แล้ว2 พันล้าน เร่งนายจ้าง 5 หมื่นราย
รับรองสิทธิ์ลูกจ้างตกค้าง ระบุผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนมากกว่า15,000บาทขึ้นไป รอรับเงินคืน3เดือน1,800บาท คลังย้ายจุดรับร้องเรียนเงิน5พัน จากหน้า ก.คลังไปฝั่งคลองประปา เข้มระบบคัดกรองป้องกันไวรัส
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ครม. มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นชอบให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด โดยจ่ายเงินให้แก่ครัวเรือนเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานของรัฐ รายละ5,000บาท ระยะเวลา3เดือน (พ.ค.–ก.ค.63) จำนวน10 ล้านราย วงเงินงบประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนการจ่ายเงิน ธ.ก.ส.จะรับข้อมูลผู้ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ในกรณีเกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.แล้วก็สามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิมได้โดยไม่ต้องมาเปิดบัญชีใหม่
ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.สามารถแจ้งบัญชีเงินฝาก ที่มีอยู่กับธนาคารใดก็ได้ ผ่านเว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com ของ ธ.ก.ส.ได้ตั้งแต่วันที่ 7พ.ค.นี้ เป็นต้นไป หลังจากระบบประมวลข้อมูลและตรวจสอบบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการ โดยจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับความช่วยเหลือในมาตรการ“เราไม่ทิ้งกัน”แล้ว
ธกส.พร้อมโอน5พันให้เกษตรกร15พ.ค.
ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เมื่อธ.ก.ส.ได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง จะรีบดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรต่อไป โดยจะกระจายการโอนครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ประมาณวันละ 1 ล้านราย คาดเริ่มทยอยโอนเงินได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.เป็นต้นไป
โครงการดังกล่าว ธ.ก.ส.จะเร่งดำเนินการภายใต้การควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งนอกจากเกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากกับธ.ก.ส.แล้วยังสามารถใช้บัตรATMของ ธ.ก.ส.ถอนเงินจากตู้ATMของทุกธนาคารหรือใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส.A-Mobileถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรATMที่ตู้ATMของ ธ.ก.ส.ได้อีกด้วย
จ่ายกว่า2พันล้าน ให้ผู้รับสิทธิ์4แสนราย
เวลา11.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงการจ่ายเงินกรณีผู้ประกันตนว่างงานจากเหตุสุดวิสัยว่ามีผู้ประกันตนมายื่นขอใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 1,177,841 ราย มีข้อมูลที่ยืนยันเข้ามาซ้ำกัน หรือไม่ใช่ผู้ประกันตนตามมาตรา33จำนวน 219,537 ราย เหลือผู้มีสิทธิ์ได้รับเงิน 958,304 ราย ได้เร่งจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 20 เมษายน จำนวน 455,717ราย เป็นเงิน 2,354 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกำลังดำเนินการ 207,895 ราย รอนายจ้าง 50,000 ราย มารับรองสิทธิ์ลูกจ้าง 294,692 ราย
ยืนยันเงินยังอยู่ครบพร้อมจ่าย
ทั้งนี้ รมว.แรงงาน ได้สั่งเร่งรัดระดมเจ้าหน้าที่ทุกกรมประสานกับนายจ้างให้ช่วยมารับรองสิทธิ์เพื่อให้สำนักงานได้วินิจฉัยจ่ายเงินเยียวยา และขอยืนยันว่า ประกันสังคมมีเงินเพียงพอที่จะจ่าย เงินไม่ได้หายไปไหนยังอยู่ทุกบาททุกสตางค์เพราะเป็นเงินของประชาชน ทั้งนี้เรามีสายด่วน1506รับร้องเรียน 250 คู่สาย แต่ขณะนี้ยอมรับว่า อาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากมีผู้ใช้บริการเพิ่มจากปกติหลายหมื่นคนต่อวัน หรือประมาณ11 เท่าจากปกติ แต่ยืนยันว่ามีคนปฏิบัติงานตลอดเวลา
ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักเงินสมทบ กล่าวว่าเราได้นำเงินในกองทุนประกันสังคมไปลงทุน2.03 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 82 นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ ที่มีความมั่นคงสูง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เป็นส่วนใหญ่ ลงทุนในพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลัง ค้ำประกันนอกจากนี้ยังมีร้อยละ18 นำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ขอให้ผู้ประกัน ตนมั่นใจในความมั่นคงของกองทุน
ผู้ประกันตนเฮ!รับคืนเงินสมทบ1,800
ทั้งนี้ ในการนำเงินไปลงทุนมีคณะกรรมการประกันสังคมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยตัวแทนจากนายจ้าง ลูกจ้างและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายองค์กร จึงขอให้มั่นใจได้ว่ามีความเพียงพอที่จะจ่ายเงินเยียวยาและจ่ายสิทธิประโยชน์ในทุกกรณี
ผอ.สำนักเงินสมทบ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในเรื่องการคืนเงินสมทบให้ผู้ประกันตน ที่จากเดิมจ่ายมาร้อยละ 5 ก็จะเหลือเพียงร้อยละ 1 ทำให้ผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาทขึ้นไป ที่หักเงินสมทบเดือนละ 750 บาทก็จะได้คืน 600 บาท ในเวลา3 เดือน หรือ เป็นเงินทั้งสิ้น1,800บาทกล่าว
ไม่มีเดดไลน์นายจ้างรับรองสิทธิลูกจ้าง
นางพิศมัย นิธิไพบูลย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษก สปส. กล่าวว่า เราได้มีการระดมสรรพกำลังในการติดตามให้นายจ้างกลุ่มที่จะต้องรับรองให้กับลูกจ้างยื่นข้อมูลเข้ามาแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ พบปัญหาว่า ข้อมูลที่เรามีอยู่มีบางส่วนที่เป็นกรณีนายจ้างยังประกอบกิจการอยู่ แต่ลูกจ้างมีการยื่นขอรับสิทธิเข้ามา ซึ่งจะไม่สามารถรับเงินเยียวมาได้ เพราะยังได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้ ไม่มีการกำหนดเดดไลน์ในการให้นายจ้างเข้ามารับรองสิทธิลูกจ้าง แต่อยากให้ดำเนินการเร็วที่สุด
คลัง ย้ายจุดรับร้องเรียนเงิน5พัน
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า การตั้งโต๊ะรับร้องเรียนปัญหาผู้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ในวันที่ 5พ.ค.นี้ จะมีการย้ายจุดรับร้องเรียนจากเดิมบริเวณหน้าประตู 4 ฝั่งซอยอารีย์ ไปเป็นบริเวณลานจอดรถใต้ทางด่วน ริมคลองประปา หน้าประตู 1-2 กระทรวงการคลัง ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เพื่อลดความแออัดซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด อีกทั้งบริเวณดังกล่าวยังมีพื้นที่กว้างขวาง และร่มเงา สามารถดูแลประชาชนได้ดีกว่าเดิม
นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 พ.ค.63 คลังจะจัดเจ้าหน้าที่ดูแลผู้มาร้องเรียนปัญหารับเงินเยียวยา 5,000 บาท ที่กระทรวงการคลังอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมใช้มาตรการป้องกันโรคติดต่อตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข เช่น มีการตรวจวัดอุณหภูมิ มีการจัดคิว เว้นระยะห่าง และมีเจ้าหน้าที่จากธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมั่นใจว่าจะดูแลผู้เดินทางมาได้อย่างเพียงพอ
เกษตรกรผู้ปลูกพืช เร่งตรวจสอบรายชื่อ
ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเผยว่าตามที่ ครม.มีมติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรฯเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและครอบครัว เป้าหมายไม่เกิน 10 ล้านราย โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือโดยตรง จำนวน 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ จำนวน 8.43 ล้านราย และ กลุ่มที่ 2 เกษตรกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ไม่เกิน1.57 ล้านราย
สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืช กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำแนวทางปฏิบัติในการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกร กรณีที่ได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนส่งรายชื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิจะได้รับการเงินช่วยเหลือตามโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขของภาครัฐเท่านั้น ขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แบ่งเกษตรกร ด้านพืช จำนวน3กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562 และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2563 แล้ว จำนวน 6.3 ล้านครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2563) ขอให้ไปตรวจสอบรายชื่อที่ติดประกาศภายในชุมชน ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น
กลุ่มที่ 2 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ก่อนปี 2562 และยังทำการเกษตรอยู่ จำนวน 1.7 ล้านครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2563) ขอให้ไปตรวจสอบรายชื่อที่ติดประกาศภายในชุมชน หากพบว่ามีชื่ออยู่ในกลุ่มนี้ ขอให้ไปปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563โดยจะเป็นรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ที่ส่งไปคัดกรองเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือเกษตรกรฯผฃกระทบโควิดและขอให้รอผลคัดกรองตรวจสอบสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ
กลุ่มที่ 3 เกษตรกรรายใหม่ ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกร หลังจากที่ปลูกพืชแล้ว 15 วัน ให้มาติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 โดยรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ที่ส่งไปคัดกรองเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือเกษตรกรฯกรณีโควิด ต่อไป ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิจะได้รับการเงินช่วยเหลือตามโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขของภาครัฐเท่านั้น
ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรรายใหม่ ภายหลังจากเกษตรกรทำการปลูกพืชแล้ว 15 วัน และมาขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามหลักเกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรโดยกรอกแบบฟอร์ม ทบก.01 พร้อมแนบหลักฐานที่กำหนด ส่งให้ผู้นำชุมชน หรือ อกม. รวบรวมส่งสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการบันทึกข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล ติดประกาศในชุมชน 3 วัน หรือตรวจสอบพื้นที่จริง หรือจัดทำผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลต่อไป
หากมีข้อสงสัย สามารถโทรสอบถามได้ก่อน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก เพื่อลดความเสี่ยง เลี่ยงการเดินทาง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี