วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2563 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 และจะสิ้นสุดช่วงกลางเดือนตุลาคม โดยปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน แต่ปลายเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ฝนจะทิ้งช่วงและมีปริมาณฝนตกน้อย โดยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นอีกครั้งช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และมีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบนประมาณ 1-2 ลูก ส่วนภาคใต้ จะมีฝนตกต่อไปอีกจนถึงกลางเดือนมกราคม 2564
แม้ปริมาณฝนภาพรวมปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะน้อยกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 5 ก็ตาม แต่ปริมาณฝนจะมากกว่าปี 2562 ที่ผ่านมา ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือช่วงฤดูฝนจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิด โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2563 ที่ฝนจะตกชุก และมีพายุเคลื่อนผ่าน อาจเกิดภาวะน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมในบางพื้นที่ได้
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนไว้ตั้งแต่ก่อนกรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเขื่อนและอาคารชลประทาน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่กรมที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เข้าตรวจสอบสภาพความมั่นคงร่วมกับการใช้เครื่องมืออัตโนมัติตรวจวัดระดับการทรุดตัว ความแข็งแรงของเขื่อนและอาคารชลประทาน ปรากฏว่า เขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานทั่วประเทศ 437 แห่ง อาคารชลประทานกว่า 1,803 แห่ง มั่นคงแข็งแรง พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ กรมกำหนดให้กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำให้หมดภายในเดือนมิถุนายน เพื่อให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดและเตรียมพร้อมป้องกันตรวจสอบ ซ่อมแซมคันกั้นน้ำให้เสร็จก่อนน้ำหลาก พร้อมเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้รวม 4,850 หน่วย อีกด้วย
“ก่อนเข้าฤดูฝน กรมจำลองสถานการณ์น้ำที่จะไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันสถานการณ์ ทั้งกรณีน้ำไหลเข้าน้อยหรือมาก เพื่อที่จะระบายหรือเก็บกักน้ำได้เหมาะกับเหตุการณ์ ประชาชนจะได้มีน้ำพอใช้ทุกกิจกรรม ทั้งฤดูฝนปีนี้และฤดูแล้งถัดไป ตลอดจนป้องกันบรรเทาเหตุอุทกภัยไปในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ กรมได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากปี 2563 ไว้อีกด้วย เช่น พื้นที่ติดลำน้ำ แม่น้ำสายใหญ่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล แม่น้ำชี เป็นต้น”ดร.ทองเปลว กล่าว
.jpg)
อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า กรมนำข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ว่าปริมาณฝนสะสมปีนี้จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5% และเกิดภาวะฝนจะทิ้งช่วงปลายเดือนมิถุนายนต่อเดือนกรกฎาคม จากนั้นจะมีพายุ 1-2 ลูก ในเดือนสิงหาคมและกันยายนมาวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ ทั้งหมด8 กิจกรรมคือ 1.ทำเกษตรในเขตชลประทานได้เต็มพื้นที่ แบ่งเป็นปลูกข้าว 16.79 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มเพาะปลูกแล้ว และพืชอื่น เช่น พืชผัก ไม้ผล รวมทั้งบ่อปลา บ่อกุ้ง เป็นต้น อีก 10 ล้านไร่ โดยจะส่งเสริมให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำชลประทานจะช่วยเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา 2.เลื่อนเวลาปลูกข้าวในทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวทันก่อนพายุเข้าและใช้เป็นพื้นที่รับน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก ส่วนอีก 12 ทุ่งบริเวณลุ่มเจ้าพระยาขณะนี้ให้ปลูกข้าวได้แล้ว จากนั้นจะใช้เป็นแก้มลิงรับน้ำหลากเช่นกัน
3.ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศใกล้ชิดและสั่งได้ทันเหตุการณ์จากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และศูนย์เครือข่าย (SWOC 1-17) 4.บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักที่กำหนด 5.ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อหน่วงน้ำ ตัดยอดน้ำหลาก 6.ใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทานที่ได้เตรียมพร้อมไว้บริหารจัดการน้ำ 7.จัดจราจรน้ำในแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี และ 8.ประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุดช่วงต้นฤดูฝน เริ่มมีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ รวมแล้วมากกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกรมจะกักเก็บน้ำไว้ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และใช้ในฤดูแล้งปี 2563/64 โดยปริมาณในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2563 มี 32,922ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณการกักเก็บน้อยกว่าช่วงเดียวกันในปี 2562 จํานวน 6,380 ล้าน ลบ.ม. รับน้ําช่วงฤดูฝนได้อีก 43,145 ล้าน ลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่รวม 31,411 ล้านลบ.ม. และสามารถรับน้ำได้อีก 39,515 ล้านลบ.ม.
อย่างไรก็ตาม ยังมีเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 24 แห่งที่ยังมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณกักเก็บ โดยเป็นเขื่อนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง ได้แก่เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรองเขื่อนในภาคเหนือ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนแม่มอก เขื่อนในภาคกลาง 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนภาคตะวันออก 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนประแสร์ เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนในภาคใต้ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปราณบุรี
ดังนั้น ฝนที่ตกช่วงนี้ต้องกักเก็บไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ กรมสั่งการให้สูบน้ำฝนที่ตกท้ายอ่างฯไปกักเก็บไว้ในอ่างฯให้ได้มากที่สุด พร้อมใช้โครงข่ายน้ำมาแก้ปัญหา เช่น สูบจากลุ่มน้ำบางปะกงและคลองพระองค์ไชยานุชิตมาเสริมอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับความต้องการ
“กรมชลประทานมั่นใจว่า การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีและปริมาณฝนที่ตกปีนี้ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ โดยรวมทั้งประเทศ หลังสิ้นสุดฤดูฝนแล้วจะมีปริมาณน้ำดีกว่าหลังสิ้นสุดฤดูปีที่แล้วประมาณร้อยละ 5-10 แน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี