มาตรการรัฐฟื้นประชากรหอยลายอ่าวไทยตอนใน

มาตรการรัฐฟื้นประชากรหอยลายอ่าวไทยตอนใน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงเผยผลสำรวจปริมาณจับหอยลายบริเวณอ่าวไทยตอนในของจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร พบปีนี้ปริมาณการจับได้เพิ่มจำนวนมาก ซึ่งภายในระยะเวลา 2 เดือน จับได้ถึงกว่า 2 ล้านกิโลกรัม มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี 2562 ที่แทบไม่พบหอยลายในแหล่งนี้เลย ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุเกิดจากการขยายพื้นที่เขตทะเลชายฝั่ง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งประกาศดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่แหล่งหอยลายบางส่วน เป็นเหตุให้หอยลายไม่ได้ถูกรบกวนจากการทำประมง ประกอบกับสภาพแวดล้อมในเวลานั้นเหมาะสมในการเจริญเติบโตของหอยลาย จึงเป็นเหตุให้แหล่งประมงหอยลายฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ตัวแปรที่สำคัญคือชาวประมงให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ จึงส่งผลให้ปริมาณหอยลายเพิ่มจำนวนอย่างมาก

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ได้มีการลงพื้นที่สำรวจบริเวณอ่าวไทยตอนในอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตทะเลชายฝั่งและนอกเขตทะเลชายฝั่ง เพื่อศึกษาสภาวะสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยลายซึ่งพบว่าจากผลสำรวจในระหว่างปี 2560–2562 แนวโน้มของปริมาณการจับหอยลายมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องถึงขั้นไม่สามารถพบหอยลาย โดยผลของปริมาณการจับในปี 2560 พบผลรวมการจับทั้งปี จำนวน 1,234,764 กิโลกรัม ปี 2561 พบผลรวมการจับทั้งปีจำนวน 240,170 กิโลกรัมซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด และปี 2562 ไม่พบหอยลายเนื่องจากประชากรหอยลายเติบโตไม่ทันต่อการทำประมง ทำให้ชาวประมงบางส่วนหันไปทำอาชีพอื่นเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงที่แหล่งหอยลายอยู่ในระยะการฟื้นตัว ซึ่งบางแหล่งหอยลายสามารถกลับมาฟื้นตัวภายในระยะเวลา 1-2 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ แต่บางแหล่งเมื่อจับหอยลายไปหมดแล้วก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเลย


ล่าสุดผลสำรวจประชากรหอยลายบริเวณอ่าวไทยตอนใน ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันพบว่า ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร พบปริมาณการจับหอยลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยผลของปริมาณการจับรวม 2 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน สามารถจับหอยลายได้ถึง 2,168,427 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวของปริมาณการจับทั้งปี 2560 - 2561 โดยคาดว่าสาเหตุที่หอยลายกลับมามีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วในปีนี้ เกิดจากทรัพยากรทางทะเลมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาสภาพแวดล้อมทางทะเล พบว่าปริมาณแพลงก์ตอนรวมทุกชนิดที่เป็นอาหารของลูกหอยลายมีเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนคุณภาพน้ำในทะเลมีความเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหอยลาย และส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากมาตรการกำหนดเขตทะเลชายฝั่ง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบของคณะกรรมการประมงจังหวัดในเขตทะเลชายฝั่ง โดยขยายระยะห่างจากฝั่ง 3,000 เมตร เป็น 5,400 เมตร และบริเวณดังกล่าวห้ามเครื่องมือประมงพาณิชย์ทุกชนิด รวมทั้งเครื่องมือคราดหอยเข้าไปทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ส่งผลให้แหล่งหอยลายดังกล่าวไม่ถูกรบกวนจากการทำประมงในระหว่างปี 2562 - 2563 ทำให้แหล่งหอยลายมีระยะเวลาในการฟื้นตัวและกลับมาได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถจับได้ปริมาณมากในปีนี้

นอกจากนี้ กรมประมงได้มีการหาแนวทางช่วยเหลือชาวประมง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา COVID - 19 ส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม ในบางพื้นที่ยังปิดตัวอยู่ ทำให้ชาวประมงที่จับผลผลิตหอยลายได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ จึงได้เพิ่มช่องทางตลาดโดยการเปิดพื้นที่จำหน่ายหอยลายที่กรมประมง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับชาวประมงได้จำหน่ายหอยลายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์วิกฤติจะดีขึ้นตามลำดับ เมื่อผ่านเหตุการณ์ช่วงนี้ไปได้ชาวประมงจะสามารถจำหน่ายสัตว์น้ำได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กรมประมงจะติดตามสถานการณ์การทำประมงหอยลาย ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในทั้งเขตทะเลชายฝั่งและนอกเขตทะเลชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลทรัพยากรสัตว์น้ำและเฝ้าระวังการลักลอบการทำประมงคราดหอยลาย ในพื้นที่ห้าม และท้ายนี้ต้องขอบคุณชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐตลอดมา ซึ่งจากสถานการณ์หอยลายเพิ่มจำนวนมากขึ้นในปีนี้ ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ แล้วว่าหากรัฐและราษฎร์ร่วมใจ ทรัพยากรก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและมีความยั่งยืน”อธิบดีกรมประมง กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top