วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
“กระบี่” จังหวัดทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากจะมีชื่อเสียงในฐานะเมืองท่องเที่ยวแล้วยังเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันแหล่งใหญ่แห่งหนึ่ง โดยมีพื้นที่สวนปาล์มถึง 1 ล้านไร่ ที่ผ่านมาประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ2 บาท และแม้กระทรวงพาณิชย์จะมีนโยบายประกันราคาปาล์มกิโลกรัมละ 4 บาทรวมถึงกระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ซึ่งใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมร้อยละ 10 ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 5-6 บาท
แต่ก็มีข้อสังเกตว่า “ลักษณะเช่นนี้หมายถึงการที่ผลผลิตปาล์มถูกนำไปผูกกับน้ำมันดีเซล..ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นคนละหน่วยงานที่รับผิดชอบ” นโยบายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นภารกิจของกระทรวงพลังงาน ขณะที่นโยบายด้านราคาผลผลิตทางการเกษตรเป็นงานของกระทรวงพาณิชย์ หากนโยบายของทั้ง 2 กระทรวงไม่สอดคล้องกัน ผลกระทบย่อมตกอยู่กับชาวสวนปาล์มที่ต้องพะวงกับความไม่แน่นอนของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เขียนบทความ “กระบี่แม่นยำ” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2563 เล่าเรื่องการเดินทางไป จ.กระบี่ ระหว่างวันที่ 29 ก.พ.-1 มี.ค. 2563 แล้วพบตัวอย่างที่น่าสนใจ คือมีชาวสวนปาล์มบางราย “เลี้ยงแพะ” เป็นอาชีพเสริมที่เกื้อหนุนต่อการทำสวนปาล์มอันเป็นอาชีพหลักด้วย โดย ศ.ดร.กนก ได้บรรยายไว้ดังนี้..
“ในการลงจังหวัดกระบี่ครั้งนั้นคำตอบของผมก็อยู่ตรงหน้า เมื่อทีมงานได้พาไปพบกับคุณพันธ์ศักดิ์ จิตรรัตน์ เกษตรกรชาวสวนปาล์มที่สามารถแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำได้ด้วยการเลี้ยงแพะในสวนปาล์ม เนื่องจากแพะที่เลี้ยงไว้จะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ การกินหญ้าในสวนปาล์มจนเตียน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการจ้างตัดหญ้า และที่สำคัญ ขี้แพะนั้นเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับต้นปาล์มในสวนคุณพันธ์ศักดิ์เลี้ยงแพะประมาณ 40-50 ตัวต่อพื้นที่ปลูกปาล์ม 1 ไร่ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนปาล์มไปได้มาก
และเมื่อแพะอายุครบ 5-6 เดือน ก็สามารถนำไปขาย จนกลายเป็นรายได้เสริมที่น่าพอใจ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงแพะ ก็จะเป็นเรื่องของพยาธิในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งติดมากับการกินหญ้าในสวนปาล์ม ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างดีอาจตายได้ ดังนั้น การจัดหายาถ่ายพยาธิให้แพะจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งยาถ่ายพยาธิก็มีราคาสูง คุณพันธ์ศักดิ์จึงได้นำสมุนไพรที่เป็นยาถ่ายพยาธิแพะไปในตัวมาปลูกในสวนปาล์ม ทำให้สามารถแก้ไขปัญหานี้ไปได้อย่างสมบูรณ์ นี่คือความสำเร็จที่น่าชื่นชม”
จากตัวอย่างที่ได้พบเห็นข้างต้น นำไปสู่โจทย์สำคัญ “จะขยายผลไปสู่ชาวสวนปาล์มรายย่อยอีก 200-300 คน
ได้อย่างไร” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “การสร้างมูลค่าจากทุกส่วนของผลปาล์ม” ตั้งแต่เม็ดใน กะลา ซังปาล์ม เปลือกผลปาล์ม เป็นต้น แต่ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากส่วนประกอบต่างๆ ของผลปาล์ม ให้เกิดมูลค่าอย่างแท้จริง คาดว่าไม่น่าเกิน 3 ปี น่าจะเริ่มเห็นผล
พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ จ.กระบี่ อธิบายขยายความเกี่ยวกับโครงการเลี้ยงแพะในสวนปาล์ม ว่าสืบเนื่องจากราคาปาล์มตกต่ำ เกษตรกรหลายรายจึงหาอาชีพอื่นทำเป็นรายได้เสริม หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่สามารถเลี้ยงแพะ ได้ผลผลิต เช่น นมแพะ อีกทั้งการเลี้ยงแพะในสวนปาล์ม ไม่ต้องลงทุนสูงมากนักเพราะแพะสามารถกินใบปาล์มได้ และมูลแพะยังนำไปทำปุ๋ยบำรุงต้นปาล์มได้ด้วย
ส่วนการเพิ่มผลผลิตปาล์มนั้น แต่เดิมเกษตรกรสามารถผลิตปาล์มได้ 3 ตัน/ไร่/ปี ซึ่งยังถือว่าน้อย สาเหตุมาจากการใส่ปุ๋ยหรือเก็บเกี่ยวอย่างไม่เหมาะสมดังนั้นจึงต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มผลผลิตให้ได้ 4 ตัน/ไร่/ปี และเมื่อผลปาล์มที่ออกมาคุณภาพดี ราคาที่ขายได้ก็สูงขึ้น ในอีกทางหนึ่ง การได้ปริมาณผลผลิตมากขึ้นยังหมายถึงต้นทุนต่อหน่วยการผลิตที่ลดลงด้วย โดยมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนับสนุนด้านความรู้ ทั้งนี้ ด้วยความที่ภาคเกษตรไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 มากนัก จึงสามารถดำเนินโครงการได้ทันที
“โควิดภาคเกษตรไม่ได้กระทบ ภาคท่องเที่ยวต่างหากที่พัง แต่ปัญหาของภาคเกษตรคือจะมีคนมากมายจากภาคท่องเที่ยวกลับไปที่ภาคเกษตร แล้วจะทำอย่างไร ฉะนั้นการทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมันก็จะช่วยได้ คือยกระดับเกษตรสมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยี ด้วยความแม่นยำ (Precision) ในการใส่ปุ๋ย ในการจัดเก็บ ในการขนส่ง ถ้ามีความรู้ก็จะสามารถทำของที่ดีขึ้น” พิมพ์รพี กล่าว
พิมพ์รพี ยังกล่าวถึงโครงการเพาะเลี้ยง “สาหร่ายขนนก” เป็นสาหร่ายมีที่อยู่ตามธรรมชาติเฉพาะทะเลฝั่งอันดามันเท่านั้น ในอดีตผู้ที่ต้องการต้องไปหามาจากในทะเล แต่ปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงในฟาร์มได้แล้ว ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงสามารถควบคุมคุณภาพได้ เช่น ความสะอาด ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่การแปรรูปเป็นสินค้าอื่นๆ รวมถึงโครงการ “เพาะเห็ดในไม้ไผ่” เป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
โดยจะนำงานวิจัยที่มีอยู่มาทดลองทำในพื้นที่จริง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ทีมงานนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และการประสานงานของคณะกรรมาธิการ ที่มาร่วมด้วยช่วยกันยกระดับรายได้ของชาวกระบี่ รวมไปถึงการสร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกร
ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ “กระบี่โมเดล” ได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/krabimodel/ หรืออีกหนึ่งช่องทางที่เพจ “หมู่บ้านแม่นยำ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี