วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569
วิษณุ-คุณหญิงกัลยา เปิดโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ปั้นวิทยาลัยเกษตรฯสร้าง “ชลกร” บริหารจัดการน้ำ แก้จนอย่างยั่งยืน
13 กรกฎาคม 2563 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดตัว “โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ” ภายใต้แนวคิด น้ำเพื่อชีวิต:ปลูกน้ำ ปลูกความคิด...สร้างวิถีชีวิตพอเพียง จัดโดย กองทุนบริหารจัดการน้ำฯ มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางสนิท ทิพย์นางรอง “ป้าน้อย” ปราชญ์ชุมชน ผู้นำการจัดการน้ำชุมชนบ้านลิ่มทอง (ได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ประจำปี 2554 และ 2557) ร่วมงาน

ดร.วิษณุ กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ถือเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลได้น้อมนําแนวพระราชดําริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติโดยให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ไขปัญหาจากฐานราก คือมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในลักษณะการพึ่งตนเอง นั่นคือ ทำให้ชุมชน หมู่บ้าน มีพื้นฐานที่มั่นคงพอสมควรก่อน แล้วจึงสร้างความเจริญและยกระดับเศรษฐกิจให้สูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน
ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ในการขับเคลื่อนและร่วมกับอาชีวะเกษตร เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจน โดยมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ที่มีนายโชติ โสภณพนิช เป็นประธาน ได้บริจาคเงินให้โครงการเพื่อเป็นทุนแรกเริ่มในการตั้งกองทุน จำนวน 100 ล้านบาท ในการนำไปบริหารโครงการโดยรวมและสร้างโมเดลต้นเเบบการกักเก็บน้ำรองรับน้ำฝน บนพื้นที่อาชีวะเกษตรก่อนขยายผลไปยังชุมชนโดยรอบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำกิน ช่วยสร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเเละนวัตกรรม ให้กับนักศึกษาอาชีวะเกษตร รวมทั้งคนในชุมชน

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จนั่นก็คือชุมชน ต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ โดยมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย จะสนับสนุนด้านเงินทุน ส่วนรัฐทำหน้าที่สนับสนุนให้องค์ความรู้ และกระทรวงศึกษาฯจะใช้กลไกของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่ง และโรงเรียนการศึกษาพิเศษอีก176 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญ และจะมีหลักสูตรสร้างชลกร คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ เพื่อช่วยสอนชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องการจัดการน้ำในชุมชน ให้สามารถดำเนินการต่อเองได้ นอกจากนี้ ในโครงการฯ จะมีการจัดกิจกรรม Workshop โดยคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรฯ นำเสนอแนวความคิด เรื่อง “น้ำของเรา” โดยมีรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำไปจนถึงผลิตชิ้นงานโฆษณาออกมา เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนรู้ถึงความสำคัญ และคุณค่าของน้ำ
“เมื่อมีน้ำ ก็มีชีวิต คือแนวคิดหลักของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ สร้างการเรียนรู้ ในการ มี-ใช้-จัดสรร “น้ำ” ในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพตามศาสตร์พระราชา ที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ของน้ำให้กับชุมชนนอกเขตชลประทาน เพื่อใช้ในการทำการเกษตร บริโภคและอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยสร้างการเรียนรู้ผ่าน “ชลกร” นักศึกษาอาชีวะเกษตร จากวิทยาลัยเกษตรฯ สังกัด สอศ.กระทรวงศึกษาธิการ ที่จะได้รับการฝึกทักษะให้เชี่ยวชาญด้านการบริการจัดการน้ำในชุมชน เพื่อส่งต่อความรู้ไปยังผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้สามารถดูแลบริหารจัดการน้ำชุมชนได้ด้วยตนเอง สร้างประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อชีวิตที่พอเพียง โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว
ขณะที่ นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการกอศ. กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จะเป็นแหล่งพัฒนาบุคลกรทางการเกษตร ที่พร้อมจะพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในอนาคต โดยจะเป็นฐานปฏิบัติการที่สำคัญในการเดินหน้าโครงการนี้ ซึ่งในระยะแรกจะเริ่มนำร่อง 5 วิทยาลัยเกษตรฯ ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และ ศรีสะเกษ ซึ่งทุกวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งในส่วนของครูและนักศึกษาที่จะเป็นแกนนำในการเร่งดำเนินโครงการสร้างโมเดลต้นแบบบนพื้นที่วิทยาลัยเกษตรก่อน และชุมชนโดยรอบ และมีเป้าหมายจะขยายผลไปในวิทยาลัยเกษตรฯทั้ง 47 แห่ง และวิทยาลัยอื่นๆต่อไปซึ่งก็จะครอบคุมพื้นที่ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน นอกจากจะใช้หลักการองค์ความรู้ที่ผสมผสานกันระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชน และทีมผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังจะต้องนำหลักการทางวิชาการโดยอาศัยหลักเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ มาบูรณาการร่วมกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยจะมีการจัดทำหลักสูตร “ชลกร” เพื่อยกระดับและต่อยอดองค์ความรู้การจัดการระบบน้ำ เกษตรชลประทาน เพื่อให้เข้าใจในศาสตร์พระราชาในมิติของน้ำ การกักเก็บน้ำ เพื่อการเกษตร การบริโภค สำหรับชุมชน ส่งเสริมเกษตรกรให้มีน้ำทำกิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน
“สำหรับการจัดทำหลักสูตร “ชลกร” วันนี้ได้เริ่มเดินหน้าแล้วใน 5 วิทยาลัย โดยมีกองทุนบริหารจัดการน้ำฯและมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย สนับสนุนงบประมาณผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ หากน้องๆที่เป็นนักชลกรได้รับการออบรมมีความรู้เรื่องการบริหารน้ำแล้ว ภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปีก็จะเห็นวัฏจักรของน้ำแล้ง น้ำท่วม และการเปิดหลักสูตร “ชลกร” แต่ละวิทยาลัยมีอิสระในการปรับให้เข้าความแตกต่สงและบริบทของพื้นที่ตนเองได้ และเมื่อจบการศึกษาออกไปแล้ว หรืออยู่ในชุมชน หมู่บ้าน ก็สามารถนำความรู้ไปบริหารจัดการน้ำเพื่อช่วยเหลือชุมชนได้
“วันนี้ผมเรียนกับท่านรองนายกฯวิษณุ ว่า อยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้คนมาเรียนอาชีวะเยอะ ๆ เราทราบกันดีว่าคนที่มาเรียนอาชีวะไม่ใช้คนร่ำรวย ส่วนมากมีฐานะปานกลาง หรือยากจน ซึ่งคนที่เรียนอาชีวะจะเลยการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีที่รัฐจัดให้ฟรี เกินไป 2 ปี ดังนั้น จึงอยากให้รัฐจัดให้เรียนอาชีวะฟรีด้วย เพราะขณะนี้กำลังคนด้านอาชีวะมีไม่เพียงพอ และไม่มีใครอยากมาเรียนอาชีวะ ไม่ใช่เฉพาะสาขาเกษตรฯ แต่ทุกสาขาวิชา ทุกคนอยากไปมหาวิทยาลัย เพราะเป็นค่านิยม สอศ.จึงได้พยายามเติมเรื่องคุณภาพ และรมว.ศึกษาธิการ ก็พยายามผลักดันให้คนสนใจมาเรียนอาชีวะเยอะ ๆ ผมจึงเรียนกับท่านรองนายกฯวิษณุ ไปว่า เป็นไปได้ไหมว่ารัฐบาลจะเข้าช่วยสนับสนุนค่าหน่วยกิจกับคนที่เรียนอาชีวะซึ่งไม่ได้มากแค่คนละ 2,500 -3,000 บาทต่อเทอม ตกปีละแค่ 5,000 บาท ซึ่งรัฐบาลน่าจะสนับสนุนได้ เพราะปัจจุบันไม่มีเด็กมาสมัครเรียนอาชีวะน้อย โดยเฉพาะสาขาเกษตรฯ เช่น ในภาคใต้มีเด็กมาสมัครเรียนวิทยาลัยเกษตรเพียง 3-5 คน ถึงแม้ รมว.ศึกษาธิการ จะมีนโยบายไม่ให้ สอศ.เก็บค่าหน่วยกิจคนที่มาสมัครเรียนสาขาเกษตรฯและยังมีที่พักนอนรวมถึงอาหารให้ฟรีด้วย แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนเต็มที่ ผมคิดว่าจะทำให้คนที่ไม่เคยคิดจะเรียนอาชีวะ ก็จะเข้ามาเรียนอาชีวะกันมากขึ้น เพราะประเทศที่เจริญใน 100 คน จะมีคนเรียนอาชีวะถึง 70% เรียนมหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อย เขาเรียนอาชีวะเพื่อไปทำงานก่อนและค่อยไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ของเราเรียนมหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยไปทำงาน ถ้าเราเปลี่ยนค่านิยมตรงนี้ได้ ก็จะลดปัญหาการขาดกำลังคนสายอาชีวะไปสู่ภาคต่างๆได้ เพราะเด็กปัจจุบันสนใจเรียนเกี่ยวกับยานยนต์ หรือหุ่นยนต์มากกว่าด้านการเกษตร ดังนั้น จะต้องปรับมุมมองที่ว่าเรียนเกษตรแล้วลำบากให้ได้ ต้องเปลี่ยนแนวคิดเด็กว่าเกษตรเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต อาชีพเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ก็สามารถสร้างรายได้และสร้างคุณค่าให้ชีวิตได้” เลขาธิการ กอศ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี