‘LawLab’นิติศาสตร์จุฬาฯ  เรียนรู้กฎหมายจากการทำงานจริง

‘LawLab’นิติศาสตร์จุฬาฯ เรียนรู้กฎหมายจากการทำงานจริง

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.01 น.
Tag :

แม้การศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะเมื่อออกไปทำงานจริง ปัญหาที่พบมักซับซ้อนต้องใช้วิธีคิดแบบพลิกแพลงรวมถึงใช้ความรู้หลายแขนงเข้ามาบูรณาการเพื่อแก้ไข นั่นทำให้สถาบันการศึกษาพยายามปรับเปลี่ยนหลักสูตรหรือเพิ่มเติมกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน-นักศึกษาได้ทำความเข้าใจกับโลกของการทำงานก่อนเข้าสู่อาชีพนั้นจริงๆ เมื่อเรียนจบไปแล้ว เช่น การส่งไปฝึกงานตามสถานประกอบการต่างๆ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าว “LawLab จุฬาฯ นวัตกรรมห้องปฏิบัติการทางกฎหมาย เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย” ซึ่งเป็นการต่อยอดขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าการฝึกงานแบบที่คุ้นเคย โดย อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า สำหรับคนเรียนคณะนิติศาสตร์แล้ว แต่เดิมจะเรียนกันอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ตำรา หรือการศึกษาตัวบทกฎหมายต่างๆ รวมถึงทฤษฎีด้านกฎหมาย กับ 2.ปฏิบัติการ
เป็นการศึกษาฎีกาในเรื่องที่เคยมีคำตัดสินออกมาแล้วเพื่อนำไปปรับใช้


“ที่โรงเรียนแพทย์เขามีการเรียนรู้เชิงคลินิก มีศาสตราจารย์คลินิก มีการที่นักศึกษาแพทย์จะต้องฝึกพูดคุยกับคนไข้ การตรวจคนไข้ เราไม่ค่อยเห็นรูปแบบนี้ในโรงเรียนกฎหมาย ถ้าเราไปที่คณะวิทยาศาสตร์ เขาก็มีห้องแล็บ มีการทดลองทางเคมี ทางฟิสิกส์ แต่เราก็บอกว่าคณะนิติศาสตร์ไม่มีห้องแล็บ แต่จริงๆ แล้วเราบอกว่ากฎหมายมันสัมพันธ์กับสังคมอย่างใกล้ชิด แล้วในยุคที่เราบอกว่าสังคมมันมีพลวัตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราบอกว่ามันจำเป็นที่นักกฎหมายจะต้องมีห้องเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ที่จะก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคม”อาจารย์อาร์ม ระบุ

รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่นักกฎหมายยุค 4.0 หรือยุค 5.0 ต้องมีนั้นแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1.ความรู้ทางนิติศาสตร์ ต้องแม่นต้องแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ภูมิใจมากเพราะที่ผ่านมาได้ให้พื้นฐานทางนิติศาสตร์ที่แข็งแรงกับนิสิตทุกคน 2.ความรู้ด้านอื่นที่หลากหลาย เห็นได้จากเสียงสะท้อนของนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ LawLab (ลอว์แล็บ) ซึ่งต้องไปทำงานร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ (Start Up) ยอมรับว่าตนเองไม่เคยมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจ เรื่องการระดมทุนของสตาร์ทอัพ รวมถึงไม่เคยคิดในมุมเทคโนโลยีมาก่อน

และ 3.มีทักษะ นิสิตที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ทำงานร่วมกับทนายความรุ่นพี่ที่เป็นมืออาชีพอย่างใกล้ชิด นิสิตในฐานะรุ่นน้องก็จะพบว่าตนเองยังขาดทักษะใดบ้าง เช่น การค้นคว้าวิจัย การพูดคุยกับลูกความซึ่งเมื่อฟังผู้ประกอบการสตาร์ทอัพแล้วจะต้องจับประเด็นให้ได้ต้องถามให้ถูก และเรียบเรียงประเด็นกฎหมายให้เป็น นอกจากนั้น “สัมพันธภาพ” ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิสิตผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมทีม นักกฎหมายรุ่นพี่ ตลอดจนผู้ประกอบการ

ขณะที่ ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ดูแลโครงการ LawLab เล่าว่า สมัยที่ยังเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่นั่นมีกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายๆ กันกับโครงการ LawLab และการได้เข้าร่วมก็ทำให้รู้สึกว่าได้อะไรมากกว่าการเรียนแต่ในห้องเรียน ซึ่งผลลัพธ์จากโครงการ LawLab เมื่อฟังจากเสียงสะท้อนของนิสิตที่เข้าร่วม พบว่าได้รับถึง 2 เรื่อง คือ

1.ทักษะด้านสังคม (Soft Skill) การเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นเพียงการเรียนรู้ตำราตัวบทกฎหมาย แต่ทักษะด้านสังคมต้องเรียนรู้จากการทำงานจริงเมื่อมีปัญหาเข้ามา เช่น ถูกปฏิเสธ หรือมีการดองงาน ก็จะต้องคิดหาทางแก้ไข ซึ่งทักษะประเภทนี้สำคัญมากในชีวิตการทำงาน 2.การเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Learning) ปัญหาหนึ่งเรื่องอาจต้องใช้ความรู้หลายด้านเข้ามาประกอบกันเพื่อหาคำตอบ

เช่น การทำงานกับธุรกิจสตาร์ทอัพต้องใช้ความรู้ด้านกฎหมายหลายฉบับอาทิ ภาษี การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งต้องทำการศึกษาเชิงลึกถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ นำมาประกอบกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียนเพื่อไปสอบจะเป็นการเรียนแล้วจบไปในแต่ละวิชา การทำข้อสอบจะเป็นลักษณะการตอบเฉพาะส่วนที่ได้เรียนไปเท่านั้น ไม่มีการนำข้อเท็จจริงอื่นๆ มาประกอบ

เสียงสะท้อนจากนักกฎหมายรุ่นพี่ ชวลรรค ศิวยาธร อาราเนตา ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ธนาธิป แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด กล่าวว่า ในฐานะศิษย์เก่าจุฬาฯ เมื่อได้ทราบรายละเอียดของโครงการ LawLab ก็ทำให้นึกได้ว่าสมัยที่ยังเรียนอยู่ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ จึงดีใจแทนนิสิตรุ่นน้องๆ เพราะมีอาจารย์ที่วางแผนติดอาวุธให้พร้อมใช้ทันทีเมื่อเรียนจบออกไปทำงานในอนาคต

ซึ่งการที่นิสิตที่เข้าร่วมโครงการได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้วยตนเอง ได้เห็นปัญหาเอง โดยที่นิสิตก็ไม่ได้มีพื้นฐานด้านธุรกิจมากนัก ความรู้ทางกฎหมายก็ยังแยกเป็นวิชาๆ การเข้าร่วมโครงการจึงเหมือนกับการบูรณาการอย่างครบถ้วนของทักษะหลายอย่าง “โครงการ LawLab อุดช่องว่างของการฝึกงานแบบเดิม” ขณะที่การฝึกงานแบบเดิมรุ่นน้องจะรับงานจากรุ่นพี่ตามแต่ว่าจะไปประจำอยู่ในสำนักงานกฎหมายแห่งใด

แต่โครงการ LawLab นั้น นิสิตจะไปพบกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพเพื่อรับฟังปัญหาหรือความต้องการมาก่อนและต้องเป็นผู้วางตารางการทำงานด้วยตนเอง แล้วค่อยนำมาปรึกษากับทนายความรุ่นพี่ตามสำนักงานกฎหมายที่ไปประจำอยู่ว่าทำแบบนี้ใช้ได้หรือไม่ นิสิตต้องสามารถจัดสรรกระบวนการทำงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการดึงศักยภาพออกมาได้มากและครบวงจร

เช่นเดียวกับ นภัทร ตติยารัตน์ ตัวแทนสตาร์ทอัพแพลตฟอร์ม Sandee for Good (แสนดีฟอร์กู้ด) ที่เล่าว่า แพลตฟอร์ม Sandee for Good ทำงานเหมือนตลาด เป็นพื้นที่จับคู่ (Matching) ระหว่างมูลนิธิที่ต้องการสิ่งของบริจาคกับผู้ที่พร้อมบริจาคสิ่งของที่มูลนิธิต้องการ ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการเพียงวันแรกพบนิสิตที่เข้าร่วมโครงการมีความกระตือรือร้น โดยนัดพูดคุยกันในวันต่อมาทันที

“พอเล่าให้ฟังเขาก็รับโจทย์ไปเราก็มี Concern (กังวล) เรื่องกฎหมาย PDPA (การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ที่กำลังจะออก เราอยากตั้งเป็นมูลนิธิเองไหม? เราอาจจะ Concern เรื่องภาษีไหม? แล้วเขาก็กลับมาให้ความรู้ด้านกฎหมาย รวมถึงมี Concern เรื่องอื่นๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงด้วย แล้วก็มาเป็น Presentation (การนำเสนอ) เป็น Step (ขั้นตอน) ให้เรียบร้อยเลย ถ้าจะมาอย่างนี้มี Option (ทางเลือก) แบบนี้ๆ เหมือน Professional (มืออาชีพ) มาก” นภัทร เล่าถึงการทำงานร่วมกับนิสิตในโครงการ LawLab

หนึ่งในนิสิตผู้เข้าร่วมโครงการ Lawlab กันตา สุเมธโชติเมธา นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ทำให้ได้เปิดประสบการณ์การนำกฎหมายไปใช้ในการทำงานจริงๆ ตั้งแต่การพูดคุยกับลูกความจากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยทางคณะ จะอบรมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพให้ก่อน

ซึ่งนิสิตจะนำความรู้นี้ไปพูดคุยกับผู้ประกอบการว่ามีรูปแบบธุรกิจอย่างไร และนำโจทย์จากผู้ประกอบการมาปรึกษานักกฎหมายรุ่นพี่ที่เหมือนกับพี่เลี้ยง รุ่นพี่อาจจะแนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมว่ามีแง่มุมใดอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนั้นๆ มีการวิจัยเพิ่มพร้อมกับการปรึกษากับทั้งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและนักกฎหมายรุ่นพี่เป็นระยะๆ จนออกมาเป็นรายงานนำเสนอให้กับผู้ประกอบการ

“โครงการนี้เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้ทั้งการทำงานและการใช้กฎหมาย การ Research (วิจัย) การคุยกับทางสตาร์ทอัพ ซึ่งมันเปรียบเสมือนการทำงานกับลูกความตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงขั้นจบเลย ก็ถือเป็นโครงการที่ดีมากและเป็นประโยชน์กับนิสิตนิติศาสตร์ทุกคน” กันตา กล่าวในท้ายที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top