วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ 17 กันยายน 2563 ประชาชนที่ไม่ได้เดินทางกลับบ้านเกิด และไม่ได้ไปทำบุญเดือนสิบครั้งที่ 2 เพื่อส่งตายาย ต่างออกมาทำบุญตักบาตกันเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยพระสงฆ์ ออกบิณฑบาต เพื่อเป็นการป้องกันโจรใต้ก่อเหตุ เชิงสัญลักษณ์ในช่วงเทศกาลเดือนสิบของประชาชนชาวพุทธ และประชาชนที่ออกทำบุญ ขณะที่การจับจ่ายซื้อ ข้าวปลาอาหาร ผลไม้ และขนมเดือนสิบ เช่น ข้าวพอง ขนมลา ขนมเจาะหู ข้าวต้ม เพื่อนำไปทำบุญตามวัดต่างๆ ที่หน้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง เนืองแน่นไปด้วยประชาชน ทำให้การจราจรในเขตเทศบาลเมืองเบตงติดขัด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ต้องมาคอยอำนวยความสะดวก ประกอบกับในวันนี้ประชาชนได้ออกมาซื้อของเพื่อไปทำบุญตามวัดต่างๆ รวมถึงประชาชนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.เบตง ซึ่งไม่ได้เดินทางกลับบ้านเกิด ในเทศกาลทำบุญเดือนสิบบุญใหญ่ครั้งที่ 2 เพื่อส่งตายาร่วมกับญาติมิตรที่บ้านเกิด ต่างก็ออกมาทำบุญกันตั้งแต่เช้าเพื่อการทำบุญส่งตายาย

ซึ่งงานบุญวันสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีของคนภาคใต้ที่สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งในแต่ละปีจะมีการทำบุญ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะทำบุญในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 หรือที่เรียกว่า “วันรับตายาย” ซึ่งผ่านมาแล้ว ส่วนครั้งที่ 2 จะตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เรียกว่า “วันส่งตายาย” โดยในวันดังกล่าวพุทธศาสนิกชนจะทำขนมขึ้นมาเป็นการเฉพาะ จำนวน 5 ชนิด คือ ขนมลา ขนมพอง ขนมเจาะรู (ขนมดีซำ) ขนมบ้า และขนมเทียน หรือเรียกรวมกันว่าขนมเดือนสิบ แล้วนำไปถวายพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ

ขณะที่แม่ค้าขายขนมเดือนสิบ บอกว่า ถึงราคาแป้งข้าวเจ้า ใบกระพ้อ ใบตอง จะปรับราคาขึ้น แต่ก็ยังคงขายราคาเท่าเดิม โดยขนมพอง ขนมเจาะรู ขนมบ้า และ ขนมเทียม จะขายในราคาถุงละ 40 – 50 บาท ส่วนขนมต้มหรือข้าวเหนียวต้ม ก็จะขายในราคามัดละ 20 บาท โดยในปีนี้บรรยากาศ และจำนวนประชาชนจะไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองประกอบกับอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ด้วย
ขณะเดียวกัน ที่วัดสุวรรณคูหา (วัดถ้ำ) ม.2 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา พุทธศาสนิกชนจำนวนมากแห่เดินทางเข้าวัดทำบุญใหญ่วันสารทเดือนสิบ ซึ่งก่อนพิธีกรรมทางพระ แต่ละหมู่บ้านได้ร่วมกันสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีแห่ช่อ หรือแห่จาด ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับการแห่หมรับ ของจังหวัดอื่นๆของภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นเป็นงานบุญใหญ่ที่สำคัญที่สุดปีละครั้งของชาวใต้ และยังถือเป็นวันรวมญาติอีกด้วย เพราะหนุ่มๆสาวๆที่ไปทำงาน หรือศึกษาต่อในต่างจังหวัดก็จะพร้อมใจกันเดินทางกลับมาบ้านร่วมทำบุญให้กับบรรพบุรุษพร้อมกับคนในครอบครัว

ประเพณีวันสารทเดือนสิบ ของชาวไทยพุทธทางภาคใต้ ประชาชนส่วนใหญ่จะนำ ปิ่นโต ขนมเดือนสิบ อาทิเช่น ขนมต้ม ขนมเทียน ขนมท่อนใต้ ข้าวพอง ขนมลา ขนมบ้า นอกจากนี้ยังมีการวางข้าวสารอาหารแห้ง อาหารคาวหวาน ขนมสารทเดือนสิบ รวมถึงเงินเหรียญและธนบัตร พร้อมเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับ ญาติ บรรพบุรุษ ใส่ร่วมกับสิ่งของต่างๆ เพื่อนำวางไว้ที่ลาน ชิงเปรต พบว่าในปีนี้มีผู้เข้าร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบกว่าหนึ่งพันคน ทำให้บรรยากาศภายในวัดสุวรรณคูหา เต็มไปด้วยประชาชน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวภายในวัด
สำหรับการแห่ช่อนั้น ในอดีตนั้นชาวตำบลกระโสม เมื่อเริ่มเข้าสู่วันแรม 1 ค่ำเดือนสิบ แต่ละหมู่ก็จะใช้ไม้ไผ่ทำเป็นราว ไปตั้งไว้ตามร้านค้าในชุมชน ให้ชาวบ้านได้ร่วมนำสิ่งของต่างๆทั้งสินค้าเกษตร สิ่งของอุปโภค บริโภค มาแขวนไว้ที่ราว พอถึงวันทำบุญใหญ่สารทเดือนสิบ แต่ละหมู่บ้านก็จะช่วยกันแบก และแห่ขบวน นำไปถวายให้วัด ปัจจุบันนับว่าหาดูได้ยากแล้ว

ส่วนที่วัดแจ้ง และวัดศรีทวีป ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี บรรยากาศการร่วมทำบุญวันสารทเดือนสิบ หรืองานบุญส่งตายายของชาวเกาะสมุย ที่มีบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักโดยมีชาวบ้านต่างนำบุตรหลานเดินทางมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดที่ตัวเองประกอบอาชีพโดยเดินทางกลับมาร่วมทำบุญกับญาติพี่น้อง โดยแต่ละครอบครัวได้นำอาหารคาว และขนมหวานชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นขนมที่ใช้ในการประกอบงานบุญสารทเดือนสิบ หรือพิธีส่งตายาย เช่น ขนมลา ขนมเทียน ขนมต้ม และข้าวพอง ขนมไข่ปลา ขนมบ้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มีความหมายในงานบุญส่งตายายมาถวายแด่พระภิกษุ โดยมีความเชื่อว่าอาหารที่นำมาถวายพระนั้นเพื่อให้บรรพชนได้นำกลับไปกินในภพภูมิที่เดินทางมา
จากนั้นได้ร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพชน การทำบุญวันสารทเดือนสิบ หรืองานบุญส่งตายายของชาวเกาะสมุย ถือเป็นการทำบุญสำคัญที่ลูกหลานที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ จะเดินทางกลับมาร่วมพิธี เพราะเชื่อว่าเป็นวันส่งบรรพชนที่ล่วงลับไปแล้วกลับสู่ภพภูมิ ชาวบ้านเกาะสมุยเรียกวันนี้ว่า " วันส่งตายาย " หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์แล้วบรรดาเด็กๆ และผู้ใหญ่ต่างได้ร่วมกันชิงเปรตโดยวัดได้จัดโต๊ะสำหรับตั้งสำรับอาหารคาวหวานเต็มโต๊ะที่ลูกหลานนำมาร่วมทำบุญ การชิงเปรตถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของงานบุญส่งตายาย และการชิงเปรตเพื่อเป็นการสื่อถึงการทำทานให้กับเปรตและสัมพเวสีทั้งหลายที่มารับส่วนบุญ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานที่เด็กๆ ต่างรอคอย โดยทุกคนได้เตรียมถุงพลาสติกมาใส่สิ่งของที่ตัวเองชื่นชอบกลับบ้าน

สำหรับการร่วมทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลในงานบุญสารทเดือนสิบ หรืองานบุญส่งตายายถือว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในครอบครัวทั้งที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล นอกจากนี้เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว งานบุญนี้ยังเป็นการส่งบรรพชนกลับไปยังภพภูมิในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
ทั้งนี้งานบุญวันสาทรเดือนสิบของชาวเกาะสมุยจะมีขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 เป็นการทำบุญรับตายาย และครั้งที่ 2 แรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นการทำบุญส่งตายายกลับภพภูมิ ซึ่งเป็นวันที่ลูกหลานชาวเกาะสมุยจะเดินทางไปวัดเพื่อร่วมทำบุญกันมากเพราะถือเป็นงานบุญใหญ่ หลังจากเสร็จสิ้นงานบุญแล้วลูกหลานทุกคนที่เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ จะมารวมตัวพร้อมทานข้าวร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนาไปประกอบอาชีพต่อไป

ขณะที่ จ.สงลา บรรยากาศงานบุญสารทเดือนสิบหนสองซี่งเป็นงานบุญใหญ่และประเพณีสำคัญของชาวใต้หรือที่เรียกว่าวันส่งตายาย เป็นไปอย่างคึกคักตามวัดต่างๆได้มีการจัดประเพณีงานบุญสารทเดือนสิบและชาวบ้านต่างพาครอบครัวไปทำบุญ โดยเฉพาะที่วัดทุ่งแนะ บ้านป่าพลู หมู่1 ต.คลองเปี๊ยะ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งในปีนี้แตกต่างจากทุกปีโดยเฉพาะพิธีแห่หมฺรับ(หมรับ) ซึ่งเป็นหนึ่งในสีสันของงานบุญสารทเดือนสิบซึ่งนำขนมลามาทำเป็นหมฺรับ ปีนี้เพราะชาวบ้านได้สร้างหมรับแตกต่างจากที่อื่นโดยสร้างเป็นเรือดำน้ำสองลำ

โดยหนึ่งในนั้นได้เขียนรางวัลที่1 หมายเลข 999997 ซึ่งเป็นงวดวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นงวดประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วย แห่จากในหมู่บ้านมายังวัดเพื่อสร้างสีสันงานบุญเดือนสิบในปีนี้ จากปกติที่จะสร้างหมฺรับ เป็นเจดีย์หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับวันสารทเดือนสิบ เพื่อสร้างสีสันและบันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์ทางการเมืองว่าปีนี้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมืองบ้างซึ่งเป็นกุศโลบายอีกอย่างหนึ่งของชาวบ้าน
สำหรับงานบุญสารทเดือนสิบของชาวใต้มีขึ้นปีละสองครั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เรียกว่าพิธีรับตายาย และครั้งที่ 2 ในวันนี้เรียกว่าพิธีส่งตายาย


โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี