วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยงานวิจัยโดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563 คณะนักวิจัยได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับการเกิดโรคปอด ได้แก่ ปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพอง เป็นต้น
โดยใช้ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนสหรัฐอเมริกา หรือ BehavioralRisk Factor Surveillance System(BRFSS) ประจำปี 2559 ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 45,908 คนคณะวิจัยได้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคปอดและการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยได้วิเคราะห์แยกประเภทตามการสูบบุหรี่แบบธรรมดา (บุหรี่จริงแบบมวน) ได้แก่ กลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบธรรมดา กลุ่มที่เคยสูบบุหรี่แบบธรรมดาแต่ปัจจุบันเลิกสูบแล้ว และกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่แบบธรรมดามาก่อน
ซึ่งผลการวิจัยที่น่าสนใจคือในกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่แบบธรรมดามาก่อนที่ปัจจุบันสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำทุกวัน จะพบมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคปอดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังพบการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มที่สูบบุหรี่แบบธรรมดาหรือกลุ่มที่เคยสูบบุหรี่แบบธรรมดาแต่เลิกสูบไปแล้วหากปัจจุบันสูบบุหรี่ไฟฟ้าทุกวันก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดเฉลี่ย 2 เท่า โดยที่ผ่านมาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าทำการตลาดพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน
“จากข้อมูลในต่างประเทศพบกว่า 40% ของเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่เคยสูบบุหรี่แบบธรรมดามาก่อน บริษัทบุหรี่ไฟฟ้าออกแบบผลิตภัณฑ์โดยเติมสารที่เรียกว่า nicotine salts เพื่อให้เยาวชนสูบง่ายขึ้น ไม่แสบคอเหมือนบุหรี่แบบธรรมดา นอกจากนี้ยังเติมรสชาติและกลิ่นต่างๆ เพื่อดึงดูดเยาวชน จึงอยากเตือนไปยังเยาวชน รวมทั้งผู้ปกครองอย่าตกเป็นเหยื่อสิ่งเสพติดสายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ เพราะนอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะมีอันตรายต่อร่างกายแล้วจะทำให้เยาวชนที่หันมาลองสูบส่วนใหญ่ติดบุหรี่ไปตลอดชีวิต” ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว
ขณะที่ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจเลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวเสริมว่า ขอเตือนกลุ่มวัยรุ่นถึงอันตรายต่อสุขภาพของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีรายงานเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลาทำให้มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าอันตรายต่อปอดและหัวใจของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจใกล้เคียงกับการสูบบุหรี่ธรรมดา และมีหลักฐานจากงานวิจัยที่พบว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดมะเร็งปอดในหนูทดลอง ทุกฝ่ายจึงต้องไม่หลงเชื่อฝ่ายที่ผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา เพราะผลกระทบระยะยาวยังไม่มีใครทราบ
นอกจากนี้ ข้อมูลที่พบว่าร้อยละ 40 ของเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เคยสูบบุหรี่ธรรมดามาก่อน ลบล้างข้ออ้างของบริษัทบุหรี่ที่อ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ลดอันตราย(Harm reduction) โดยกรณีที่คนที่ไม่สูบบุหรี่ธรรมดาแล้วเข้ามาสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นการเพิ่มไม่ใช่ลดอันตราย และการมีขึ้นของบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้การบรรลุเป้าหมายสังคมปลอดบุหรี่ใช้เวลานานยิ่งขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี