วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ในประเทศ
มองอดีตถึงปัจจุบัน  ‘ผู้นำไทย’ไม่หน่าย‘คุมสื่อ’

มองอดีตถึงปัจจุบัน ‘ผู้นำไทย’ไม่หน่าย‘คุมสื่อ’

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag : ผู้นำไทย
  •  

อุณหภูมิทางการเมืองกรณี “การชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พล,อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ร้อนขึ้นอีกระดับ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 ต.ค. 2563 ซึ่งมีการเผยแพร่ “คำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 เรื่อง ให้ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของข้อกำหนดตามความในมาตรา 9ประกอบมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548” สาระสำคัญคือสั่งตรวจสอบ ลบ หรือระงับการเผยแพร่ของสื่อมวลชน 4 สำนัก และเพจเฟซบุ๊คของฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล 1 เพจ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ยังออกมาเปิดเผยด้วยว่า มีผู้ใช้งานอินเตอร์เนตประมาณ 3 แสนยูอาร์แอล (URL) ที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำการตรวจสอบต่อไปว่า URL ใดบ้างที่สามารถยืนยันตัวตนได้เพื่อดำเนินคดีต่อไป ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ “ปิดกั้นสื่อ-คุกคามประชาชน” ดังสนั่นไปทั่วโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ ที่ปัจจุบันชาวไทยแทบทั้งประเทศใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือสื่อสังคมออนไลน์กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดชุมนุม


สำหรับประเทศไทยนั้น การปิดกั้นและลิดรอนเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นทั้งของสื่อมวลชนและประชาชน ดูจะเป็นเรื่องที่คุ้นชินเพราะทำกันในรัฐบาลหลายชุดและหลากที่มา ไล่ตั้งแต่เมื่อเข้าสู่ยุคกึ่งพุทธกาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังจากที่ทำรัฐประหารครั้งแรกในปี 2500 แล้วปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามปกติ ก็เกิดความขัดแย้งวุ่นวายระหว่างนักการเมืองและคณะรัฐมนตรี จึงตัดสินใจทำรัฐประหารครั้งที่ 2 ในปี 2501 และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง พร้อมกับนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคเผด็จการเต็มรูปแบบไปอีกราวหนึ่งทศวรรษ

ภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ นายกฯ มีอำนาจครอบคลุมทุกอย่างแม้กระทั่งสั่งประหารชีวิตคนได้โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาล ตามมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองฉบับ 2502 ขณะที่การควบคุมสื่อนั้น หลังการรัฐประหารปี 2501 ได้มีการออก “คำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 (ปว.17)” มาควบคุมกิจการหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น ระบุว่า

“หนังสือพิมพ์ใดโฆษณาข้อความดังต่อไปนี้ ละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ ฯลฯ กล่าวร้าย เสียดสี เหยียดหยามประเทศชาติ ปวงชนชาวไทย ที่สามารถทำให้ต่างชาติเสื่อมความเชื่อถือ ไม่ไว้วางใจประเทศไทย กล่าวร้ายรัฐบาลไทยหรือกระทรวง ทบวง กรม อย่างเคลือบคลุมข้อความแสดงถึงความเคลือบคลุมว่ามีความเสื่อมโทรม เลวทรามในรัฐบาลส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นเท็จ ปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบ

ข้อความหยาบคาย เป็นทางเสื่อมเสียศีลธรรม วัฒนธรรมชาติ ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ถ้อยคำหยาบคาย ความลับทางราชการ ให้พนักงานที่มีอำนาจตักเตือนหรือยึดหนังสือพิมพ์นั้นทำลายเสีย หรือสั่งถอนใบอนุญาต แต่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย คำวินิจฉัยนั้นถือเป็นที่สุด”

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ต่อมาถึง จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ขึ้นเป็นผู้นำเผด็จการรุ่นต่อมาหลังจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2506 ก่อนจะมีรัฐบาลเลือกตั้งในช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 2511-2514 จากนั้น จอมพลถนอม ทำรัฐประหารพาประเทศกลับเป็นระบอบเผด็จการทหารอีกครั้งในปี 2514 ซึ่งจะนำไปสู่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่โดยประชาชนเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรืออีกราว 2 ปีให้หลัง จนในที่สุด ปว.17 ที่ลิดรอนสิทธิสื่อมวลชน ก็ถูกยกเลิกไปในปี 2518

แต่เสรีภาพของสื่อมวลชนก็มีอยู่เพียงระยะสั้นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาในการชุมนุม 6 ตุลาคม 2519 และจบลงด้วยการทำรัฐประหารโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ในวันเดียวกัน ซึ่งคณะรัฐประหารได้ออก “คำสั่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42)” มาควบคุมสื่ออย่างเข้มงวดอีกครั้ง โดยยกเหตุแห่งการสั่งปิดหนังสือพิมพ์มาจาก ปว.17 เดิม มีผลบังคับใช้อย่างยาวนานไปอีก 14 ปี ก่อนจะถูกยกเลิกในปี 2533

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะไม่มีพฤติกรรมคุกคาม ปิดกั้นหรือแทรกแซงสื่อหากผู้มีอำนาจนั้นมีทัศนคติแบบอำนาจนิยมไม่ชอบการถูกตรวจสอบ ดังกรณีของ ทักษิณ ชินวัตร ตลอดระยะเวลา 5 ปีในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากรัฐบาล พรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2544 จนถึงถูกทำรัฐประหารในปี 2549 ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ไม่น้อย

เช่น งานวิจัย “เสรีภาพสื่อสาธารณะ : ความท้าทายของพลเมืองไทย”ผลงานของ รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์กลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง “24 วิธีการแทรกแซงสื่อสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ได้แก่ 1.ขอร้อง เตือน พูดขู่ พูดท้าทายสื่อ 2.เสียดสี ประชด เปรียบเปรย 3.พูดสั่งสื่อ 4.อ้างชาติ 5.ลดความน่าเชื่อถือ 6.ไม่ตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถาม 7.ปั่นข่าวสร้างข่าวอื่นกลบ 8.ใช้ตัวแทนในการแทรกแซง (ร่างทรง) 9.ใช้ข้อมูลเท็จ 10.ใช้กระบวนการศาล

11.แทรกแซงการพูดของแหล่งข่าว12.แทรกแซงการบริหารงานของสื่อ 13.เข้าช่วงชิงความเป็นเจ้าของในระยะยาว14.แทรกแซงการเงิน การโฆษณาของสื่อ 15.แทรกแซงหน่วยงานอิสระ 16.ละเว้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจเพื่อส่งเสริมเสรีภาพ 17.สั่งตรวจสอบองค์กรสื่อ และสั่งค้นองค์กรสื่อ 18.สั่งปิดองค์กรสื่อ 19.ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก 20.ใช้กฎหมาย ระเบียบ หรือมติ ครม.สร้างกฎขึ้นมาใหม่ 21.การใช้มวลชนปิดล้อมสื่อ 22.การปาระเบิดใส่องค์กรสื่อ 23.การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ และ 24.จัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ

นอกจากงานวิจัยข้างต้น เหตุการณ์สำคัญที่อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองยาวนานถึงปัจจุบัน คือกรณี “การสั่งยุติการออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์”เดิมเป็นรายการที่ออกอากาศทุกคืนวันศุกร์ทางช่อง 9 อสมท หรือโมเดิร์นไนน์ ทีวี(ปัจจุบันคือ MCOT ช่อง 30) ดำเนินรายการโดยผู้ก่อตั้งสำนักข่าวผู้จัดการ (Manager) สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่ปี 2546 กระทั่งถูกห้ามออกอากาศในช่วงปลายปี 2548 เนื่องจากระยะหลังๆ เนื้อหารายการมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้ทำให้ สนธิ นำรายการของตนไปออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV พร้อมกับจัดรายการสัญจรไปตามที่ต่างๆ นำไปสู่การก่อตัวของ “กลุ่มเสื้อเหลือง” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สนธิเป็นหนึ่งในแกนนำหลัก เดินหน้าชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 จนถึงก่อนรัฐประหารปี 2549 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2551 เพื่อต่อต้านรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช-สมชาย วงศ์สวัสดิ์ 2 นายกฯ จาก พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกมองว่าสืบทอดอำนาจของทักษิณและพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป

ส่วนนายกฯ คนปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปิดกั้นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ช่วงปี 2557-2562 เช่น คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 ว่าด้วยการห้ามเสนอข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ความลับราชการ ยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. โดยเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ

ซึ่งในเวลานั้นมีทั้งการเรียกหัวหน้ากองบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อเข้าพบเพื่อขอความร่วมมือ ไปจนถึงการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์บางช่องเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีความพยายาม “ตีทะเบียนสื่อ” โดยมีการผลักดัน “(ร่าง) พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..” ที่เสนอโดย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย. 2560

ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้“ผู้สื่อข่าวทุกคนต้องมีใบประกอบวิชาชีพ”ซึ่งนอกจากผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับสำนักข่าวดั้งเดิม (วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์) แล้วยังรวมถึงบรรดาคนดังบนโลกออนไลน์(Influencer) ด้วย ดังจะเห็นจากระยะหลังๆ ที่มีคนจากหลากหลายอาชีพหันมาใช้เฟซบุ๊คเปิดเพจบอกเล่าข่าวสารบ้านเมืองในแต่ละวันและมีรายได้จากโฆษณาไม่ต่างจากสื่อหลักดั้งเดิม ร่างกฎหมายนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรวิชาชีพสื่อรวมถึงองค์กรภาคประชาชน (NGO) จนในที่สุดก็ต้องยอมถอย

สำหรับท่าทีของตำรวจที่ทำให้ประชาชนกังวลใจเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ตามเอกสารที่ปรากฏเมื่อเช้าวันที่ 19 ต.ค. 2563 นั้น พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ชี้แจงในวันเดียวกันว่า ประกาศดังกล่าวที่ลงนามโดย ผบ.ตร. ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพียงแต่ขอให้ทางกระทรวงดิจิทัลฯและสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการตรวจสอบรายการบางส่วนของ 4 สำนักข่าวและ 1 เพจของฝ่ายผู้ชุมนุมเท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า มีการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยืนยันว่าไม่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน หรือสั่งปิดสื่อแต่อย่างใด เพียงเป็นการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นอกจากนี้ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการสื่อ เพื่อตรวจสอบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ หากข้อมูลข่าวสารที่กระทบความมั่นคง ถ้าผู้กระทำเป็นบุคคล ก็จะเรียกมาตักเตือนก่อน

แต่หากผิดกฎหมาย จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่หากเป็นข่าวปลอม (Fake News) ก็จะให้หน่วยงานที่มีอำนาจ ดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของข่าวปลอมนั้น พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยกตัวอย่างเพจเฟซบุ๊คบางเพจ นำคลิปเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2563 มาถ่ายทอดซ้ำ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่ามีเหตุปะทะกันอีกครั้งถือเป็นการนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือน

จะเห็นได้ว่าไม่ว่ายุคสมัยใด เผด็จการเต็มรูปแบบหรือประชาธิปไตยเต็มใบ หรือระบอบผสมของทั้ง 2 ส่วน รัฐบาลมักอ้าง “ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” มาเป็นเหตุในการควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนรวมถึงการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถทำให้ชัดเจนว่าต้องการเอาผิดเฉพาะผู้ที่นำเสนอข้อมูลเท็จบิดเบือน และทำอย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย “ลิดรอนเสรีภาพ” ก็จะยังคงเป็นข้อกล่าวหาสำคัญกับผู้มีอำนาจในประเทศไทยต่อไป!!!

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

‘ดร.เอ้’ ปราศรัยใหญ่โคราช จี้ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ต้องเสร็จ ‘คุณหญิงกัลยา’ ชู ‘ชุมแพโมเดล’ แก้จน

ยศชนัน ประกาศยกเครื่อง ปทุมธานี ทั้งระบบ ชู มากกว่าพลัส 70:30 ให้เม็ดเงินหมุนเข้าระบบศก.ฐานราก

พีระพันธุ์ไล่บี้พรรคร่วมฯ เปิดปากตอบชัดๆ จะป้องหรือจะเป่า รัฐธรรมนูญ 60

'พี่คนดี'ร่ายกลอน 'เราภูมิใจ ความเป็นไทย ที่ไม่เท้ง'

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved