วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคเกษตรมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศทุกมิติ ที่ผ่านมายึดหลัก “ตลาดนำการเกษตร” ควบคู่กับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ก้าวทันยุคสมัย สินค้าเกษตรต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐานปลอดภัย และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเหมาะสม โดยผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map)ที่ตลาดมีความต้องการสูง
กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมวางแนวทางดำเนินโครงการ เปลี่ยน “ปลูก” ให้“ใช่” เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับแน่นอน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ และยังให้ผลตอบแทนที่สูง คุ้มค่าแก่เกษตรกร โดยจะบูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และรับซื้อราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รวมถึงยังลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ด้วยการร่วมมือกับบริษัทประกันภัยสินค้าเกษตร รองรับกรณีเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังดำเนินการควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถคงคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อยืดอายุของสินค้าเกษตร สร้างโอกาสส่งออกไปสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังทำให้เกิดการจ้างแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรหลายชนิดที่ผลผลิตไม่เพียงพอ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ อาทิ กล้วยหอมทอง โกโก้ กระเจี๊ยบเขียวถั่วลันเตา ข้าวโพดฝักอ่อน มะปราง มะยงชิด
การดำเนินโครงการดังกล่าว ขณะนี้ได้ศึกษาและเริ่มนำร่องแล้วในพืชเศรษฐกิจ กล้วยหอมทอง เป็นชนิดแรก กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ตามแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เหมาะกับการเพาะปลูกกล้วยหอมทอง เบื้องต้นหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรแปลงใหญ่Young Smart Farmer ผู้ประกอบการและเกษตรกรรายอื่น ที่สนใจปรับเปลี่ยนการผลิตสู่กล้วยหอมทองร่วมกัน ซึ่งพบว่า พื้นที่ดังกล่าวให้ผลผลิตได้คุณภาพมาตรฐานโดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 64 ราย พื้นที่รวม 167 ไร่กลุ่มเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 21,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 9 - 11 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) จำหน่ายตามเกรดของผลผลิต โดยเกรด A ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ 14 บาท/กก. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,160 กก./ไร่ สร้างรายได้ 54,080 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,000 บาท/ไร่
ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สำหรับผลผลิตกล้วยหอมทองที่ได้ นอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ ทำให้กล้วยหอมทองไทย เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น Beisia Supermarkets ที่ต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125 ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปีนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับ Beisia และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ส่งเสริมองค์ความรู้ในการเพาะปลูก ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ เทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว โดยนำเทคโนโลยีน้ำนาโน (Fine Bubble Technology) ที่พัฒนาในญี่ปุ่น เพื่อรักษาสภาพและยืดอายุของสินค้าเกษตรส่งออกอีกด้วย คาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือ MOU ระหว่างกลุ่มเกษตรกร Beisia Supermarkets และบริษัทประกันภัยต้นปี 2564 โดยกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการหลักในการประสานความร่วมมือ MOU ดังกล่าวจากนั้นจะขยายผลโครงการไปยังกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลุ่มวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในระยะต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี